- หน้าแรก
- สูตรโกงเซียนเพี้ยน กับฮาเร็มรักนักบุญหญิง
- บทที่ 22 ไป๋เสวี่ยและเสี่ยวเจี้ยน
บทที่ 22 ไป๋เสวี่ยและเสี่ยวเจี้ยน
บทที่ 22 ไป๋เสวี่ยและเสี่ยวเจี้ยน
บทที่ 22 ไป๋เสวี่ยและเสี่ยวเจี้ยน
ฉางอันบังคับกระบี่บินร่อนลงในป่าละเมาะล่วงหน้า แล้วเดินทอดน่องไปยัง โรงเตี๊ยมฝูจือ อย่างไม่รีบร้อน
เขาพิจารณาคานแกะสลักและเสาวาดลวดลายที่หน้าประตูใหญ่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปด้านใน
"นายท่าน จะรับประทานอาหารหรือพักค้างคืนขอรับ?" เสียงเนือยๆ ดังมาจากทางขวา
ฉางอันหันไปมอง เห็นชายร่างผอมสูงในชุดเสี่ยวเอ้อร์ยืนต้อนรับอยู่ข้างประตู ใบหน้าซีดเซียว ถุงใต้ตาคล้ำบวมเป่ง... เห็นได้ชัดว่าถูกสูบปราณหยางจนเหือดแห้ง อ่อนเปลี้ยเพลียแรงเต็มที
"แค่กินข้าว... ขออาหารเจสองอย่าง อะไรก็ได้ที่ทำง่ายๆ" ฉางอันตอบกลับอย่างสุภาพ
"เชิญนั่งตามสบายเลยขอรับ" เสี่ยวเอ้อร์มองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด แฝงความอิจฉาริษยาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพึมพำกับมุมห้อง
ฉางอันกวาดตามองรอบๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย โถงนี้แม้จะไม่หรูหราฟู่ฟ่าแต่ก็ตกแต่งไว้อย่างงดงามมีรสนิยม
ที่โต๊ะกลมไม้พะยูงตรงมุมห้อง มีชายฉกรรจ์หกคนแต่งกายเป็นเสี่ยวเอ้อร์และพ่อครัวนั่งอยู่ ส่วนใหญ่มีท่าทางหมดอาลัยตายอยากเหมือนคนแรก
มีเพียงสองคนที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย
ดูเหมือนพวกเขากำลังพักทานข้าวกันอยู่ พ่อครัวคนหนึ่งลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว
ในโถงมีโต๊ะสี่เหลี่ยมจัดวางไว้นับสิบตัว แต่กิจการดูเงียบเหงา มีแขกนั่งอยู่เพียงโต๊ะเดียว
สายตาของฉางอันจับจ้องไปที่ชายชุดดำสวมชุดรัดกุมกำลังนั่งกินข้าวเพียงลำพัง ข้างกายมีดาบยักษ์ขนาดเท่าบานประตูวางพิงโต๊ะไว้อย่างไม่ใส่ใจ
เขาหรี่ตาประเมินคร่าวๆ แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะว่างไม่ไกลนัก
[ตรวจพบผู้สมัครเครือข่ายที่ผ่านเกณฑ์... ต้องการดูรายละเอียดหรือไม่?]
เป็นไปตามคาด วาสนาชักนำจริงๆ! ฉางอันลอบถอนหายใจแล้วกดดูรายละเอียด
[ชื่อ: เจี้ยนสือซาน]
[สังกัด: หอพิทักษ์ดาบดับดารา]
[ระดับเครือข่ายสังคม: พี่น้องทั่วหล้า]
[ค่าความเป็นมิตร: 0]
หนึ่งใน 'ห้าผู้อาวุโส'... หอพิทักษ์ดาบดับดารา!
มีคำว่า 'ดาบ' นำหน้าชื่อ ย่อมต้องเป็นศิษย์สายในแน่นอน
ฉางอันเดินอ้อมไปด้านหลังด้วยความยินดี... ทว่าเมื่อเห็นเคราครึ้มบนใบหน้านั้น เขาก็ชะงักกึก
รีบก้มมองที่ขากางเกงอีกฝ่ายทันที... ไม่มีถุงเท้าขาว
จังหวะนั้นเอง เจี้ยนสือซานเอียงคอหันมามอง ฉางอันถึงได้โล่งอกอย่างแท้จริง
ไม่ใช่หน้ากลม... แต่เป็นใบหน้าเหลี่ยมคมสัน
เขาเกือบจะหมุนตัววิ่งหนีไปแล้วเชียว
ช่วยไม่ได้จริงๆ มลพิษทางจิตใจที่ได้รับจากเฉินเหลียงยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่
เจี้ยนสือซานหันกลับไปกินข้าวต่อ ฉางอันจึงนั่งลงได้อย่างสงบใจ
กลิ่นหอมจางๆ ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ราวกับช่วยปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นให้สงบลง
ฉางอันคิ้วกระตุก พยายามมองหาที่มาของกลิ่น
หญิงสาวนางหนึ่งลุกขึ้นจากหลังเคาน์เตอร์ริมหน้าต่าง แล้วเยื้องย่างตรงมาหาเขา
ดวงตาของฉางอันเป็นประกาย
รูปร่างสูงโปร่งได้สัดส่วน ส่วนเว้าส่วนโค้งเด่นชัดภายใต้ชุดกระโปรงสีขาวเข้ารูป คิ้วงามไร้การปรุงแต่ง ผิวขาวดุจหิมะ ริมฝีปากแดงดั่งโลหิต ผมยาวสลวยมัดรวบไว้หลวมๆ ด้านหลัง... ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแต่แฝงความเกียจคร้าน
กลิ่นหอมนั้นยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อนางมาถึง
นางทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามเขาอย่างไม่ถือตัว สายตาไล่มองใบหน้าและเรือนร่างของเขาพลางเอ่ยถามเสียงนุ่ม
"ข้าชื่อ ไป๋เสวี่ย เป็นเถ้าแก่เเนี๊ยะของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ไม่ทราบว่าจะให้เรียกคุณชายว่าอย่างไรดีเจ้าคะ?"
ฉางอันมองนาง สลับกับมองเสี่ยวเอ้อร์ทั้งเจ็ด พยายามกลั้นอาการมุมปากกระตุกแล้วฝืนยิ้ม "ข้าชื่อฉางอัน คารวะพี่สาวไป๋"
ไป๋เสวี่ยยกมือป้องปากหัวเราะคิกคักอย่างมีจริต "พี่สาวรึ? ข้าอาจจะอายุน้อยกว่าท่านก็ได้นะเจ้าคะ คุณชายอายุเท่าไหร่แล้ว...?"
"สิบเก้าขอรับ"
ยังไม่ทันที่นางจะได้พูดต่อ เจี้ยนสือซานก็แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ "แม่นางไป๋ ข้านั่งหัวโด่ตรงนี้ตั้งนานท่านไม่พูดด้วยสักคำ... ดูแคลนพวกผู้ฝึกดาบหรือไง?!"
ไป๋เสวี่ยจ้องมองใบหน้าธรรมดาสามัญไร้จุดเด่นของเขา
นางหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อน "นายท่านเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ปราณดาบของท่านดุดันเกรี้ยวกราด ข้าเลยหวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้น่ะสิเจ้าคะ"
"โอ้? พวกเราผู้ฝึกดาบมุ่งทะยานไปข้างหน้า ปราณย่อมเสียดฟ้า... ไม่เหมือนน้องชายฉางผู้นี้ ดูเข้าถึงง่ายกว่าเยอะ"
เขายอมรับคำอธิบายนั้นด้วยความภาคภูมิใจ
ฉางอันพิจารณาใบหน้ากร้านลมแดดที่มีหนวดเคราครึ้ม... หน้าตาปาไปเก้าสิบแล้ว... ยังกล้าเรียกข้าว่าน้องชายอีกเรอะ?
เขากระตุกมุมปากฝืนยิ้มถ่อมตัว "มิกล้ารับคำเรียกขานนั้นหรอกขอรับ ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้อายุเท่าไหร่ และควรเรียกขานนามว่ากระไร?"
เจี้ยนสือซานโบกมือใหญ่พร้อมหัวเราะร่า "ฮ่าฮ่าฮ่า... เพิ่งจะครบสิบแปดหยกๆ! เรียกข้าว่า เสี่ยวเจี้ยน (ดาบน้อย) ก็ได้ น้องชายฉาง"
"..." มือใหม่หัดขับวัยสิบเก้าถึงกับไปไม่เป็น
เสี่ยวเจี้ยนสัมผัสได้ถึงระดับพลังของเขาจึงเสริมด้วยความภูมิใจ "เห็นข้าอายุน้อยแบบนี้ แต่ข้าอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้วนะ"
"และผู้ฝึกดาบอย่างเราเชี่ยวชาญการต่อสู้ หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ไปหาข้าได้ที่ตลาดเมืองฟู่อัน... ราคคุยกันได้!"
ฉางอันดูไม่ออกว่าคนผู้นี้กล้าหาญจริงหรือมีจุดประสงค์แฝง เพราะค่าความเป็นมิตรไม่ขยับเลยสักนิด เขาได้แต่ฝืนยิ้มขอบคุณ
พ่อครัวยกผัดผักวิญญาณสองจานกับหมั่นโถวมาเสิร์ฟ พยักหน้าให้อย่างอ่อนแรงแล้วกลับไปนั่งกินข้าวกับพวกตาลึกโบ๋ที่มุมห้อง
ฉางอันกินเงียบๆ โดยมีไป๋เสวี่ยชวนคุยเจื้อยแจ้วอยู่ตรงข้าม ท่าทางสนใจในตัวเขาอย่างชัดเจน
ท่ามกลางกลิ่นหอมที่ลอยอบอวล เจี้ยนสือซานค่อยๆ เงียบเสียงลง
รู้สึกวิงเวียนศีรษะ ฉางอันวางตะเกียบลงแล้วนวดขมับ ไป๋เสวี่ยกระซิบเสียงหวาน "คุณชาย... ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่มีพรสวรรค์ธรรมดาและทรัพยากรขัดสน...
จะไปดิ้นรนในตลาดให้เหนื่อยทำไม? อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้าดีกว่า ข้ามีฐานะดีพอสมควร... เลี้ยงดูท่านได้สบายๆ"
สติเริ่มเลือนราง ฉางอันพึมพำเสียงแผ่ว "ขะ... ขออภัย ข้าไม่นิยมเรื่อง... คาวโลกีย์ ข้ายังอยากจะ... บำเพ็ญเพียร..."
ทันทีที่พูดจบ สติสัมปชัญญะก็ดับวูบ เขานั่งเหม่อลอย นิ่งค้างไปเหมือนกับเจี้ยนสือซานที่นั่งอยู่ข้างๆ
ไป๋เสวี่ยหัวเราะในลำคอ "นั่นไม่ใช่ทางเลือกของเจ้าอีกต่อไปแล้ว~"
แววตาของนางเปลี่ยนเป็นยั่วยวน รัศมีความไร้เดียงสาหายวับไป นางไล้เลียริมฝีปากสีแดงสด จ้องมองโครงหน้าหล่อเหลาและกล้ามเนื้อของเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างหิวกระหาย
"นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เจอ 'ของชั้นดี' ขนาดนี้? จะกินทีเดียวให้หมดก็เสียดายแย่"
นางปรายตามองเจี้ยนสือซานผู้หน้าตาจืดชืดด้วยความรังเกียจ
"ส่วนเจ้านี่มันกลวงโบ๋จริงๆ... ปราณหยางแทบไม่เหลือ น่าจะโดนพวกนิกายเหอฮวนสูบไปจนเกลี้ยงเมื่อไม่นานนี้"
"ช่างเถอะ ของฟรีจะทิ้งก็เสียดาย เดี๋ยวป้อนยาให้สักเม็ดแล้วสูบให้แห้งตายไปเลยละกัน"
ไป๋เสวี่ยลุกขึ้นอย่างสง่างาม ดีดนิ้วเรียวยาวเบาๆ ร่างที่เหม่อลอยของฉางอันและเจี้ยนสือซานก็ลอยขึ้นราวกับหุ่นเชิด
นางหันหลัง บิดเอวอ้อนแอ้นเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง
โดยมีชายหนุ่มสองคนลอยละลิ่วตามหลังไปราวกับถูกดึงด้วยเชือกที่มองไม่เห็น
ที่มุมห้อง เหล่า "พนักงาน" ผู้ไร้เรี่ยวแรงทั้งเจ็ดมองดูเหตุการณ์เงียบๆ
ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา ริษยา และหวาดกลัว พวกเขามองดูทั้งสามคนหายลับไปตรงหัวบันได