เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: กล้าดียังไงมาคิดไม่ซื่อกับหม่ามี้

บทที่ 2: กล้าดียังไงมาคิดไม่ซื่อกับหม่ามี้

บทที่ 2: กล้าดียังไงมาคิดไม่ซื่อกับหม่ามี้


บทที่ 2: กล้าดียังไงมาคิดไม่ซื่อกับหม่ามี้

หกปีต่อมา... ท่าอากาศยานนานาชาติไห่เฉิง เมืองอันซิตี้

ท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านในโถงผู้โดยสารขาออก ปรากฏร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งเดินอาด ๆ ออกมาด้วยท่าทางสุดคูล

เขาอยู่ในชุดสูทสากลสั่งตัดประณีตพอดิบพอดีตัว สวมรองเท้าหนังสีดำขัดเงาวับจนไร้ที่ติ บนใบหน้ามีแว่นกันแดดสีดำอันใหญ่ยักษ์ที่ปิดบังใบหน้าไปเกือบครึ่ง

"หม่ามี้ อยู่ไหนครับ ? ได้ยินแล้วตอบด้วย"

เด็กชายถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับนิลเหลี่ยมงาม เขาไม่สนใจสายตาเอ็นดูและเสียงอุทานด้วยความทึ่งจากคนรอบข้าง มือเล็ก ๆ พยายามเบียดเสียดฝูงชนที่หลั่งไหลราวกับคลื่นมนุษย์ ก่อนจะหาที่นั่งตรงมุมที่ไม่สะดุดตานักแล้วหย่อนก้นลงนั่งด้วยท่าทางจริงจัง

บนข้อมือของเขาคือนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ระบุตำแหน่ง ซึ่งตอนนี้ปรากฏจุดสีแดงเล็ก ๆ กำลังวิ่งพล่านไปมาไม่หยุด เด็กชายจ้องหน้าจออยู่นานด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความ "ปลงตก" ต่อโลก

"หม่ามี้ครับ รบกวนช่วยรับสายหน่อยได้ไหม โอเคไหมครับ ? "

น้ำเสียงนั้นยังคงใสซื่อตามประสาเด็ก แต่คำพูดที่พ่นออกมากลับเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย หรือถ้าจะพูดให้ถูก... เหมือน "คุณพ่อวัยเกษียณที่กำลังกังวลเรื่องลูกสาวจอมซน" ไม่มีผิดเพี้ยน

ผู้โดยสารรอบข้างที่ได้ยินต่างพากันหัวเราะคิกคัก

มีคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะแหย่เขา "หนูน้อย เธอถูกแม่เก็บมาเลี้ยงหรือเปล่าเนี่ย ? เขาไม่เอาเธอแล้วมั้ง ? "

เด็กชายได้ยินดังนั้นก็ละสายตาจากนาฬิกาชั่วคราว เขาคลี่ยิ้มอย่างมีมารยาทพลางตอบกลับนิ่มๆ ว่า "ไม่ครับ ! มีแต่เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงนั่นแหละครับ ที่ชอบทึกทักว่าคนอื่นถูกเก็บมาเลี้ยงเหมือนตัวเอง"

ชายคนนั้นอึ้งกิมกี่ไปชั่วครู่ พอตั้งสติได้ว่าโดนเด็กหลอกด่าก็หน้าชาด้วยความอับอาย "เฮ้ย ! พูดจาเลอะเทอะอะไรของแก..."

เขารู้สึกเหมือนโดนตบหน้ากลางที่สาธารณะ ความโกรธพุ่งปรี๊ดจนตั้งท่าจะสั่งสอนเจ้าเด็กปากดีคนนี้สักบทเรียน

แต่ทันใดนั้น ดวงตาของเด็กชายก็เป็นประกาย ใบหน้าสลักเสลาราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเผยรอยยิ้มดีใจออกมา "หม่ามี้ ! "

เขากระโดดลงจากเก้าอี้พนักพิงอย่างคล่องแคล่ว แล้วกางแขนพุ่งตัวไปด้านหลังของชายคนนั้นทันที

ชายคนนั้นชะงักไป เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะดังขึ้นจากด้านหลัง ตามมาด้วยน้ำเสียงหวานใสที่ฟังดูเกียจคร้านเล็กน้อยเอ่ยกับเด็กชายว่า "คุณหนูซูโต้วโต้ว ไปแกล้งคุณน้าเขาอีกแล้วใช่ไหมเรา ? "

ซูโต้วโต้วแค่นหัวเราะพลางยักไหล่อย่างทระนง "หม่ามี้ ดูถูกผมเกินไปแล้ว... นั่นน่ะเหรอครับที่เรียกว่าแกล้ง ? ผมกำลังชี้แนะแนวทางการเป็นมนุษย์ให้เขาต่างหาก"

อื้อหือ !

ซูเสี่ยวเนี่ยนถึงกับหน้ามืดไปครู่หนึ่ง... เจ้าลูกชายของเธอเริ่มจะ "ปีศาจ" ขึ้นทุกวันแล้ว

อายุแค่นี้แต่ความคิดความอ่านเกินวัยไปไกล... แต่น่าภูมิใจชะมัด !

เธอก้มตัวลง บีบแก้มยุ้ย ๆ ของโต้วโต้วอย่างหมั่นเขี้ยวพลางชมในใจว่า 'ลูกแม่เก่งที่สุด'

ซูโต้วโต้วทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะเงยหน้าถาม "แต่หม่ามี้ครับ ตกลงแดดดี๊ของผมคือใครกันแน่ ? ไอคิวระดับอัจฉริยะของผมเนี่ย ดูยังไงก็ไม่น่าจะได้พันธุกรรมมาจากหม่ามี้เลยสักนิด"

โต้วโต้วบ่นอุบด้วยท่าทางเหม็นเบื่อ "นาฬิการะบุตำแหน่งก็ยังใช้ไม่เป็น หม่ามี้ต้องเดินตามผมมาติด ๆ เลยนะ ถ้าขืนทำตัวเองหลงทางอีก โต้วโต้วคงต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าไม่มีพ่อไม่มีแม่ หม่ามี้ต้องสงสารผมแน่ ๆ เลยใช่ไหมครับ ? "

จากท่าทางเหม็นเบื่อเปลี่ยนเป็นสีหน้าละห้อยน่าสงสารในพริบตา ทำเอาซูเสี่ยวเนี่ยนที่กำลังจะระเบิดอารมณ์ถึงกับไปไม่เป็น...

โว้ยยย ! ลูกเธอน่ะอัจฉริยะก็จริง แต่ไอ้นิสัยชอบจิกกัดแม่ตัวเองเนี่ย เมื่อไหร่จะหายสักที !

อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับลูกชายระดับเทพขนาดนี้ ซูเสี่ยวเนี่ยนก็ได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ และรับปากอย่างเอาใจ "จ้า ๆ แม่สัญญา ต่อจากนี้จะเดินตามแจไม่ให้หลงแน่นอน ไม่ปล่อยให้โต้วโต้วเป็นเด็กกำพร้าหรอกเนอะ ดีไหมครับ ? "

"อื้ม หม่ามี้เด็กดี ! เดี๋ยวกลับบ้านไป โต้วโต้วจะทำลูกชิ้นทอดให้ทานนะ"

ซูโต้วโต้วลูบหัวปลอบโยนหม่ามี้ด้วยความอ่อนโยน

ซูเสี่ยวเนี่ยน: "..."

ช่างเป็นแม่ที่ไม่ได้ความเลยจริง ๆ

นอกจากออกจากบ้านแล้วหลงทิศหลงทาง กลับบ้านไปยังต้องให้ลูกชายเป็นคนเข้าครัวทำกับข้าวให้อีก... ซูเสี่ยวเนี่ยนแอบทบทวนตัวเองเงียบ ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความลำพองใจยิ่งกว่าเดิม

ก็ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอเป็นอัจฉริยะนี่นา !

ทั้งสองคนยืนรับส่งมุกกันอย่างสนุกสนาน โดยเมินเฉยต่อชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

ชายคนนั้นมองคู่แม่ลูกสุดประหลาดด้วยความเหวอ ก่อนจะโกรธจนตัวสั่น...

หน็อย ! บ้านไหนสั่งสอนให้ผู้หญิงบ๊อง ๆ กับเจ้าเด็กปากกรรไกรนี่ออกมาเดินเพ่นพ่านกันห๊ะ !

"นี่ ! ฉันพูดกับเธอนะ อบรมลูกยังไงฮะ ? รู้ตัวไหมว่าเมื่อกี้มันด่าฉัน ! "

เขาแผดเสียงลั่นด้วยความโมโหสุดขีด

จบบทที่ บทที่ 2: กล้าดียังไงมาคิดไม่ซื่อกับหม่ามี้

คัดลอกลิงก์แล้ว