- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นท่านลอร์ดตกอับ เริ่มต้นสร้างเมืองด้วยการหลอกใช้สาวมังกรจอมตะกละ
- บทที่ 17 ก้าวสู่อุตสาหกรรมปศุสัตว์
บทที่ 17 ก้าวสู่อุตสาหกรรมปศุสัตว์
บทที่ 17 ก้าวสู่อุตสาหกรรมปศุสัตว์
ภาพเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจได้เปิดฉากขึ้น
หลังจากหมูหินดำถูกแกะเชือกออก มันกลับไม่ได้อาละวาดทำร้ายผู้คนอย่างที่พวกเขาคาดคิด และไม่ได้แม้แต่จะพยายามหลบหนี
มันเพียงแค่ยืนนิ่งสงบเสงี่ยมอยู่กับที่ ถึงขั้นถอยหลังไปสองก้าวแล้วก้มหน้าลง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับใครก็ตามที่อยู่นอกรั้ว
สมาชิกทีมล่าสัตว์ต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก มึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถึงที่สุด
ในที่สุด สายตาของทุกคนก็พร้อมใจกันหันไปมองเด็กสาวผมชมพูที่กำลังถูกท่านเจ้าเมืองจูงมือ และกำลังเบิกบานใจกับคำชื่นชมที่ได้รับ
หรือว่านี่คือจอมเวทในตำนาน หรือผู้มีอาชีพพิเศษอะไรสักอย่าง? ทุกคนต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา สายตาที่มองไปยังมีอาในตอนนี้แฝงไปด้วยความหวาดกลัว
เมื่อเห็นว่าหมูหินดำเชื่องลงเหมือนก่อนหน้านี้ ลินน์ก็หันไปสั่งโลแกน "โลแกน ไปหาหญ้าแห้งมาให้มันกินหน่อย"
"รับทราบครับท่านเจ้าเมือง"
ในที่สุดโลแกนก็หลุดจากภวังค์ความตกตะลึง เขารีบหันหลังกลับไปนำฟ่อนหญ้าแห้งสำหรับเลี้ยงสัตว์และเศษใบผักจากคอกม้าใกล้ๆ มาวางลงตรงหน้าหมูหินดำอย่างระมัดระวัง
หมูหินดำเงยหน้าขึ้นอย่างระแวดระวังเป็นอันดับแรก ดวงตาของมันเหลือบมองไปทางมีอา ราวกับกำลังขออนุญาต
จนกระทั่งเห็นมีอากำลังเล่นกับมนุษย์ที่อยู่ใกล้ๆ โดยไม่สนใจมาทางมันเลยแม้แต่น้อย มันจึงดูเหมือนจะได้รับคำอนุญาต ยอมก้มหน้าลงด้วยความโล่งอกและสวาปามอาหารตรงหน้าอย่างตะกละตะกลาม
ลินน์มองดูท่าทีระแวดระวังของหมูหินดำแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ผลของการสะกดข่มทางสายเลือดนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีฝึกให้เชื่องแบบอื่นจริงๆ
แค่มีมีอาอยู่ด้วย เขาอาจจะสามารถสร้างกองทัพสัตว์อสูรขึ้นมาได้เลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ การสร้างกองทัพสัตว์อสูรยังไม่มีประโยชน์แถมยังเปลืองเสบียงอาหาร สู้เอาทรัพยากรเหล่านี้ไปลงทุนกับการปศุสัตว์จะดีกว่า
ลินน์หันกลับมามองโลแกนและลูกน้องในทีมที่ยังคงจ้องมองหมูหินดำตาค้าง
"โลแกน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ภารกิจของทีมล่าสัตว์จะเปลี่ยนไป"
"จากนี้ไป พวกนายไม่จำเป็นต้องล่าสัตว์อสูรอีกแล้ว อีกไม่นานปัญหาเรื่องอาหารก็จะมีแหล่งที่มาที่มั่นคงกว่านี้"
"งานต่อไปของพวกนายคือการจับสัตว์อสูร โดยเฉพาะสัตว์อสูรระดับต่ำที่มีมูลค่าในการนำมาเลี้ยงดู เช่น สัตว์อสูรประเภทม้า กวาง หมู และวัว ขอแค่เป็นสัตว์กินพืชหรือสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์ จงหาวิธีจับเป็นพวกมันกลับมาให้ฉัน"
"สิ่งเหล่านี้จะเป็นแผนการพัฒนาที่สำคัญที่สุดสำหรับเมืองวินเทอร์เฟลของเราในอนาคต ฉันมีวิธีที่จะทำให้สัตว์อสูรพวกนี้เหมาะสำหรับการเพาะพันธุ์"
โลแกนถึงกับงุนงงไปหมด
แทนที่จะล่าสัตว์อสูร กลับให้จับเป็นมาเพื่อเพาะพันธุ์เนี่ยนะ
ท่านเจ้าเมืองต้องหลงใหลในเรื่องนี้เข้าแล้วแน่ๆ
โลแกนไม่เข้าใจเลยจริงๆ เจ้าเมืองคนอื่นๆ ถ้าไม่เอาแต่วิ่งไล่ตามผู้หญิงไปทั่ว ก็ด่าทอทุบตีชาวบ้าน หรือไม่ก็จัดงานเลี้ยงสังสรรค์สุดหรู
แต่ท่านเจ้าเมืองของเขากลับมีรสนิยมประหลาด อยากจะจับสัตว์อสูรมาทำฟาร์มเพาะพันธุ์เสียนี่
โลแกนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนักใจ การจับสัตว์อสูรแบบเป็นๆ นั้นยากและเสี่ยงอันตรายกว่าการฆ่าพวกมันทิ้งหลายเท่านัก
แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านเจ้าเมือง โลแกนยังอยากใช้ชีวิตอยู่ในเมืองวินเทอร์เฟลต่อไป เขาจึงทำได้เพียงก้มหน้าปฏิบัติตาม
"รับทราบครับท่านเจ้าเมือง กระผมเข้าใจแล้ว"
หลังจากจัดการเรื่องฟาร์มปศุสัตว์เสร็จสิ้น ลินน์ก็พามีอากลับมาที่คฤหาสน์เจ้าเมือง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์ ลินน์ก็เห็นเจ้าหน้าที่บริหารแบร์รี่ยืนรออยู่หน้าลานกว้าง พร้อมกับชาวบ้านที่สวมเสื้อผ้าซอมซ่อและมีท่าทีตื่นตระหนกอีกห้าคนยืนอยู่อย่างนอบน้อม
วินาทีที่ทั้งห้าเห็นลินน์ปรากฏตัว พวกเขาก็ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวทันที รีบก้มหน้าลงและค้อมตัวทำความเคารพอย่างต่ำต้อย "ขะ... ขอคารวะท่านเจ้าเมือง"
"อืม ไม่ต้องมากพิธีหรอก" ลินน์โบกมือปัด แล้วหันไปมองแบร์รี่
แบร์รี่รู้หน้าที่ทันที เขาก้าวออกมาข้างหน้าและแนะนำคนทั้งห้าที่อยู่ด้านหลัง
"ท่านเจ้าเมืองครับ ห้าคนนี้คือชาวนาที่มีประสบการณ์เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์มากที่สุดเท่าที่กระผมหาได้ในเมืองครับ"
"นี่คือเฒ่าแฮงก์ครับ หมูครึ่งเมืองในวินเทอร์เฟลก็ซื้อลูกหมูมาจากเขานี่แหละครับ"
"ส่วนนี่คือมาร์ธา ไก่ของนางออกไข่ฟองใหญ่และดกมาก มีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกลเลยครับ"
แบร์รี่แนะนำข้อมูลทั่วไปของทั้งห้าคนและกิจกรรมการเกษตรที่พวกเขาทำในเมืองวินเทอร์เฟลอย่างคร่าวๆ
สายตาของลินน์กวาดมองทั้งห้าคน เขาพยักหน้าเล็กน้อย แล้วมองตรงไปยังเฒ่าแฮงก์
"เฒ่าแฮงก์ ปกติตาลุงเลี้ยงหมูยังไง แล้วปัญหาที่กลัวที่สุดคืออะไร?"
เฒ่าแฮงก์ไม่คาดคิดว่าท่านเจ้าเมืองจะเรียกถามตนเป็นคนแรก เขาถูมือที่หยาบกร้านเข้าด้วยกันอย่างประหม่าและตอบตะกุกตะกัก
"ระ... เรียนท่านเจ้าเมือง กระผมก็แค่หมั่นทำความสะอาดเล้าหมู แล้วก็มักจะเอาของสดใหม่ให้พวกมันกิน ไม่เอาของบูดเน่าให้กินขอรับ"
"ส่วนสิ่งที่กลัวที่สุดก็คือโรคระบาดในหมูขอรับ พอโรคนี้ระบาดทีไร หมูตายยกเล้าภายในไม่กี่วันเลยขอรับ"
"แล้วตาลุงมีวิธีป้องกันยังไง แล้วถ้าพวกมันติดโรคขึ้นมาจริงๆ จะจัดการกับซากหมูที่ตายยังไง?" ลินน์ถามด้วยความสงสัย
แววตาของเฒ่าแฮงก์ฉายความหวาดกลัวออกมา น้ำเสียงของเขาก็แผ่วเบาลงมาก
"ท่านเจ้าเมืองขอรับ ถ้าพวกมันติดโรคขึ้นมาจริงๆ พวกเราก็จะรีบ... รีบจัดการพวกมันก่อนที่มันจะตายสนิทขอรับ"
"จัดการเหรอ? จัดการยังไงล่ะ?" ลินน์ซักไซ้
ร่างกายของเฒ่าแฮงก์เริ่มสั่นเทา น้ำเสียงยิ่งเบาหวิวลงไปอีก
"ก็... ไม่เอามากินเอง ก็เอาไปขายถูกๆ ให้คนอื่นขอรับ"
ขณะที่พูด เฒ่าแฮงก์ก็สังเกตเห็นสีหน้าของลินน์เปลี่ยนไป จึงรีบพูดเสริมทันที
"ท่านเจ้าเมืองขอรับ พวกเราไม่มีทางเลือกจริงๆ ทุกคนยากจนข้นแค้น ไม่มีปัญญาจ้างนักบวชมาช่วยรักษาหรอกขอรับ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้านายท่านขุนนางไม่ออกคำสั่ง พวกนักบวชก็ไม่มีทางยอมมารักษาสัตว์เลี้ยงให้หรอกขอรับ"
ลินน์ไม่ได้ตอบอะไร เขาหันไปหามาร์ธาที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วถามว่า
"แล้วเธอล่ะมาร์ธา? ปกติเลี้ยงไก่ยังไง แล้วกลัวปัญหาอะไรมากที่สุด?"
เมื่อเห็นลินน์ถามตน มาร์ธาก็รีบตอบกลับทันที
"เรียนท่านเจ้าเมือง พวกเราก็แค่ขังพวกมันไว้ในสุ่มบริเวณเมือง แล้วก็คอยจับแมลงมาให้พวกมันกินบ้างเป็นบางครั้งค่ะ"
"ส่วนที่กลัวที่สุดก็คือโรคระบาดไก่ค่ะ มันตายทีละมากๆ แถมยังไม่มีวิธีป้องกันด้วย ไก่ที่ป่วยตายพวกเราก็มักจะเอามาถอนขนแล้วย่างไฟกิน รสชาติก็แยกไม่ออกหรอกค่ะ"
หลังจากรับฟังคำอธิบายของพวกเขา ลินน์ก็พอจะเข้าใจภาพรวมของการทำปศุสัตว์ในปัจจุบันแล้ว
ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มักจะเลี้ยงสัตว์แบบปล่อยปละละเลย คนพอมีเงินหน่อยก็อาจจะเลี้ยงหมูสักตัว คนไม่มีเงินก็อาจจะเลี้ยงไก่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เลี้ยงไว้เพื่อขาย แทบจะไม่เคยเก็บไว้กินเองเลย
อาจเป็นเพราะสุขอนามัยที่ย่ำแย่ จึงเกิดโรคระบาดขึ้นเป็นครั้งคราว
แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ขนาดในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดยังมีโรคระบาดในสุกรหรือไข้หวัดนกเกิดขึ้นเลย นับประสาอะไรกับที่นี่
สิ่งเดียวที่ทำให้ลินน์รู้สึกจนปัญญาคือ สัตว์ที่ป่วยตายมักจะถูกนำมากินเองหรือไม่ก็ขายในราคาถูก ไม่เคยมีการนำไปฝังหรือเผาทำลายเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดเลย
ถึงกระนั้น ลินน์ก็เข้าใจได้ ท้ายที่สุดแล้ว ชาวบ้านหลายคนยังไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน แล้วพวกเขาจะยอมทำลายเนื้อสัตว์ที่อุดมไปด้วยสารอาหารเพียงเพื่อป้องกันโรคระบาดได้อย่างไร? พวกเขาย่อมต้องพยายามถอนทุนคืนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างแน่นอน
ระหว่าง 'การอดตายในทันที' กับ 'ความเป็นไปได้ที่จะป่วยตายในภายหลัง' สามัญชนส่วนใหญ่ย่อมต้องเลือกอย่างหลังอยู่แล้ว