- หน้าแรก
- ทั้งสำนักมีแต่พวกคลั่งรัก มีเพียงข้าที่บ้าดีเดือด
- บทที่ 13 ค่าตัวห้าแสน
บทที่ 13 ค่าตัวห้าแสน
บทที่ 13 ค่าตัวห้าแสน
บทที่ 13 ค่าตัวห้าแสน
"จริงสิ อีกสักพักข้าต้องลงเขา ถึงเวลานั้นหากพวกผู้อาวุโสพึ่งพาไม่ได้ อาจารย์อาเล็ก ท่านช่วยรับภาระหน่อยนะ ห้ามให้ศิษย์น้องรองของข้าเข้าครัวเด็ดขาด"
คำพูดของโม่หลินช่างฟังดูโศกสลดราวกับฉากฝากฝังรัชทายาทที่เมืองไป๋ตี้ก็มิปาน
อาจารย์อาเล็กผู้ถูกฝากฝังวางตะเกียบลงด้วยความบริสุทธิ์ใจ มองเด็กน้อยสามคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วชี้มาที่ตัวเอง "ข้า สิบสาม"
จากนั้นก็ยื่นมือเรียวยาวออกมา หงายฝ่ามือขึ้นราวกับกำลังแนะนำ ไล่ชี้เรียงตัวไปทางสามคนที่นั่งเรียงแถวอยู่ฝั่งตรงข้าม "จิ่นเซวียนสิบห้า หยวนเย่สิบหก เยี่ยนชิงสิบเจ็ด"
ทั้งสามคนหยุดตะเกียบพร้อมกัน เงยหน้ามอง "ผู้อาวุโส" ทั้งสองฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาไร้เดียงสา
หลินตู้สูดหายใจเข้าลึกๆ มือขวาที่ยื่นออกไปกางออกค้างไว้กลางอากาศ ทำท่าผายมือยักไหล่อย่างจนใจเหมือนมีมในตำนาน
เมื่อเผชิญหน้ากับแววตาจริงใจที่ขาวดำแบ่งแยกชัดเจนของอาจารย์อาเล็ก โม่หลินก็วางน่องไก่ในมือลง แววตาแน่วแน่มั่นคงเช่นเดียวกัน
"แม้ท่านจะอายุน้อย แต่ท่านมีศักดิ์เป็นถึงอาจารย์อาเล็กของพวกเรา เด็กๆ ยังเล็กทำอาหารไม่เป็นจริงๆ ส่วนเหล่าผู้อาวุโสก็ยุ่งกับการเพาะปลูกช่วงฤดูใบไม้ผลิและเสาะหาทรัพยากรบำเพ็ญเพียร ทุกคนต่างรีบเร่งจะบรรลุเป็นเซียน ไม่อยากเลี้ยงเด็ก แต่ท่านทนดูต้นกล้าของสำนักอู๋ซั่งเราหิวโหยได้ลงคอหรือ?"
"สำนักอู๋ซั่งเราขาดแคลนเงินทองขนาดนี้เลยหรือ? จ้างพ่อครัวสักคนไม่ได้หรือไง?"
โม่หลินได้ยินดังนั้นแววตาก็ดูผ่านโลกมาอย่างโชกโชนขึ้นมาทันที "ท่านต้องรู้ไว้ เบื้องหลังกฎระเบียบของสำนักทุกข้อ ล้วนมีประวัติศาสตร์อันน่าเจ็บปวดที่ไม่มีใครล่วงรู้ซ่อนอยู่"
"เมื่อก่อนผู้ฝึกโอสถสายการเรือนที่สำนักเราจ้างมาถูกสำนักอื่นซื้อตัวไป แม้จะไม่กล้าทำอันตรายถึงชีวิต แต่กลับแอบวางยาพวกเราก่อนวันที่เราจะออกไปหาประสบการณ์หนึ่งวัน ภายนอกดูไม่เป็นอะไร แต่พอใช้พลังวิญญาณเมื่อไหร่ เหล่าศิษย์ก็จะผายลมไม่หยุด"
หลินตู้มองข้าวที่ยังกินไม่หมดตรงหน้า เรื่องราวอันน่าเจ็บปวดนี้ฟังดูมีกลิ่นตุๆ
การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ มันต่างอะไรกับพวกที่เอาหมุดไปเจาะยางรถจักรยานที่ใช้ร่วมกันของคู่แข่ง?
พวกเจ้าโลกผู้บำเพ็ญเพียรก็เล่นลูกไม้สกปรกแบบนี้ด้วยหรือ?
"เจ็บปวดจริงๆ ผู้ที่ได้ฟังล้วนโศกเศร้า ผู้ที่ได้ยินล้วนหลั่งน้ำตา"
หลินตู้ฟังจบก็ไม่ค่อยเจริญอาหาร กินข้าวไปชามเดียวก็วางมือ
"วางใจเถอะ แค่ทำกับข้าว ข้าทำได้"
คนแก่อายุพันปีบางคนว่างงานไม่มีอะไรทำ นั่งตกปลาอยู่ริมธารน้ำแข็งทุกวี่วัน แต่เด็กอายุสิบสามปีบางคนกลับต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงดูเด็กสามคนตั้งแต่อายุน้อยๆ
เป็นใครข้าไม่พูดหรอก
"แต่พูดถึงเรื่องลงเขา พวกเจ้าศิษย์ใหม่ยังไม่เคยเห็นเมืองติ้งจิ่วที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักอู๋ซั่งเราใช่ไหม? วันหลังข้าจะพาพวกเจ้าลงเขาไปดู"
แม้สำนักอู๋ซั่งส่วนใหญ่จะพึ่งพาตนเอง ดูจนกรอบเหมือนต้องขุดดินหากินทุกวัน แต่ความจริงแล้วเมืองติ้งจิ่วทั้งเมืองล้วนเป็นถิ่นของสำนักอู๋ซั่ง ค่าเช่าร้านค้า ค่าผ่านทาง ล้วนเป็นรายได้ที่ไม่มีต้นทุน
และผู้ที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของเมืองติ้งจิ่ว ก็คือจวนจวินติ้งที่สังกัดสำนักอู๋ซั่ง คนในนั้นตั้งแต่บนลงล่างล้วนถือเป็นศิษย์มีนามของสำนักอู๋ซั่ง ไม่เน้นพรสวรรค์ เน้นความสามารถ ยอดคนมากมาย เน้นการปฏิบัติจริง
จิตใจของหลินตู้ไหววูบ
แผนการข้อหนึ่งดูเหมือนจะสามารถเริ่มดำเนินการได้แล้ว
เหยียนเหย่กดนางไว้ไม่ให้สร้างรากฐานเร็วเกินไป ช่วงนี้นางมักจะอ่านหนังสือ จดบันทึก ท่องหนังสือ นางมีพื้นที่ให้จัดการและเวลาอิสระมากมาย
ดังนั้น วันนี้อากาศแจ่มใส สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ เป็นฤดูกาลที่ผู้คนจิตใจว้าวุ่นเหมาะแก่การเริ่มเขียนหนังสือ
หลินตู้ถลกแขนเสื้อ หยิบพู่กัน จรดปากกาเขียนอย่างรวดเร็ว ลงหัวข้อตัวเบ้อเริ่มว่า 《หลังจากถูกโฉมงามที่เก็บได้ข้างทางปลุกปล้ำ》
เยี่ยมมาก หัวข้อดึงดูดความสนใจสุดๆ สมกับเป็นนักเขียนสายเฉียดเรตตัวยง ต้องดังระเบิดแน่
หลังจากอดหลับอดนอนปั่นงานมาสามวัน หลินตู้มองปึกกระดาษหนาเตอะตรงหน้าแล้วยิ้มบางๆ สมกับเป็นข้า เครื่องจักรผลิตตัวอักษรในร่างมนุษย์ สามวันสามหมื่นคำ ยังจะมีใครอีก!
วันนี้เป็นวันที่โม่หลินจะพาพวกศิษย์ใหม่ลงเขาเข้าเมือง นางขยี้ตาที่แดงก่ำจากการอดนอน ก้าวเดินออกจากถ้ำที่พักของตนเอง
เหยียนเหย่เห็นหน้าหลินตู้เข้าพอดี ตกใจกับรอยคล้ำใต้ตาของเด็กน้อย "หลายคืนมานี้เจ้าไปเป็นขโมยที่ไหนมา? ทำไมสภาพเหมือนผีขึ้นทุกวัน"
หลินตู้ร้องอ้ออย่างเกียจคร้าน "อา ใช่ๆ แอบไปปีนหาผู้ชายมา จะทำไมล่ะ?"
เหยียนเหย่ร้องชิ "สำนักอู๋ซั่งมีคนไม่ได้เข้าฌานอยู่ไม่กี่คน เจ้าไปปีนหาใคร?"
"บอกแล้วว่าอย่าไปอ่านพวกบันทึกเรื่องแปลกหรือบันทึกยุทธภพไร้สาระพวกนั้น ถ้าเจ้าอยากอ่านเรื่องราววีรบุรุษจริงๆ ก็เอาเก้าอี้ไปนั่งหน้าประตูสำนักถามพวกสัจพรตดูสิ คนไหนบ้างจะไม่รู้เรื่องละเอียดกว่าที่เขียนในหนังสือพรรค์นั้น"
หลินตู้หนังตากระตุก นึกไม่ถึงว่าเหยียนเหย่จะรู้ด้วยว่านางไปหอตำราของสำนักเพื่อหาอ่านพวกบันทึกเรื่องแปลกของคนดัง (ประวัติสุดฉาว) ในโลกผู้บำเพ็ญเพียร
"วันนี้พวกเจ้าจะลงเขาไปเดินเล่นในเมืองใช่ไหม? เอาเงินไปซื้อเสื้อผ้าดีๆ รองเท้าดีๆ สักหน่อย เจ้ากำลังโต จำไว้ว่าให้ซื้อเผื่อไซส์ใหญ่กว่านี้สักหลายชุด"
เขาพูดพลางหยิบถุงมิติใบหนึ่งที่เตรียมไว้นานแล้วออกมา "ก่อนหน้านี้ให้แหวนมิติเจ้าไปไม่ใช่หรือ? ในนั้นเงินไม่เยอะ มีแค่ผลึกวิญญาณกล่องเดียว ในนี้มีแต่หินวิญญาณ"
หลินตู้รู้อยู่แล้วว่าในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนี้นอกจากแลกเปลี่ยนสิ่งของแล้ว สกุลเงินหลักที่หมุนเวียนก็คือหินวิญญาณ เนื่องจากความบังเอิญตามธรรมชาติที่ก่อให้เกิดค่ายกลกักเก็บปราณวิญญาณตามธรรมชาติ จึงเกิดเป็นเหมืองหินวิญญาณ แต่ละก้อนจะถูกตัดแบ่งตามปริมาณปราณวิญญาณที่บรรจุอยู่ ส่วนใหญ่หินวิญญาณมีอายุการกำเนิดต่างกัน ปริมาณปราณที่ดูดซับกักเก็บไว้ก็ต่างกัน
ยิ่งเหมืองวิญญาณมีอายุมาก ปราณวิญญาณยิ่งสมบูรณ์ แบ่งออกเป็นหินวิญญาณขั้นสูง ขั้นกลาง และขั้นต่ำ โดยใช้ร้อยปีเป็นเกณฑ์
หลังจากการทำเหมืองและได้รับการฟื้นฟูโดยปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูง ปิดเหมืองไว้หลายร้อยปี ก็จะสามารถงอกเงยขึ้นมาใหม่ได้ ถือว่าใช้ไม่หมดสิ้น
ส่วนผลึกวิญญาณนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกฝังลึกอยู่ใต้ดินผ่านกาลเวลานับพันปี จนกลายเป็นผลึก อุดมไปด้วยปราณวิญญาณมหาศาล หนึ่งผลึกวิญญาณมีค่าเท่ากับหนึ่งพันหินวิญญาณขั้นสูง
หลินตู้ถือถุงหินวิญญาณถุงนั้นแล้วกวาดตามอง อดทอดถอนใจไม่ได้ รู้อยู่ว่าอาจารย์นางรวย แต่ไม่คิดว่าจะรวยขนาดนี้
"หนึ่งหมื่นหินวิญญาณขั้นสูง? อาจารย์ท่านรวยขนาดนี้เลยหรือ?"
เหยียนเหย่ทนดูท่าทางเหมือนคนไม่เคยเห็นโลกของนางไม่ได้ "ข้าเป็นนักค่ายกล การหลอมอาวุธและการก่อสร้างล้วนต้องใช้ข้า ค่าตัวข้าแพงมากนะ สมัยก่อนในสมาคมนักค่ายกลข้าขึ้นป้ายค่าตัวไว้ที่ห้าแสนหินวิญญาณขั้นสูง"
"รู้แล้วๆ รู้แล้วว่าท่านค่าตัวห้าแสน" หลินตู้ลูบคาง รู้สึกว่าคำนี้มันทะแม่งๆ ชอบกล
ตอนที่นางเหยียบใบไม้ไปถึงหน้าประตูสำนัก พวกเด็กๆ ที่ตื่นเต้นมารวมตัวกันครบแล้ว กำลังรุมล้อมถามนู่นถามนี่ศิษย์พี่ใหญ่
หนีจิ่นเซวียนเป็นคนแรกที่เห็นหลินตู้มาถึง โบกไม้โบกมือแต่ไกล "อาจารย์อาเล็ก!"
ผู้มาใหม่สวมชุดเขียวเหยียบอยู่บนอาวุธเวทรูปร่างเหมือนใบไม้สีมรกต ผมดำขลับใช้ปิ่นไม้เกล้าไว้ด้านหลัง ผมหน้าม้าปลิวไสวในอากาศ ท่ามกลางแสงแดดห่อหุ้มด้วยประกายสีทองจางๆ
ใบหน้าหล่อเหลาประณีตเป็นพิเศษ ผิวขาวจัดจนดูซีดเซียวเหมือนกระดาษเซวียนจื่อเมื่อต้องแสงแดด ใต้ตามีรอยคล้ำ นัยน์ตาขาวด้านล่างเผยให้เห็นเมื่อปรือตามองคน แฝงแววดุร้ายเย็นชาเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ยิ้มออกมาอย่างเกียจคร้าน พอเอ่ยปากก็ยิ่งดูยียวน
"รอนานไหม ช่วงนี้ดึกๆ อดนอนอ่านนิยายมากไปหน่อย วันนี้ค่าอาหารในเหลา คุณชายหลินผู้นี้เหมาเอง"