- หน้าแรก
- ทั้งสำนักมีแต่พวกคลั่งรัก มีเพียงข้าที่บ้าดีเดือด
- บทที่ 8 สำนักอู๋ซั่งแห่งนี้...ไม่ปกติ
บทที่ 8 สำนักอู๋ซั่งแห่งนี้...ไม่ปกติ
บทที่ 8 สำนักอู๋ซั่งแห่งนี้...ไม่ปกติ
บทที่ 8 สำนักอู๋ซั่งแห่งนี้...ไม่ปกติ
สำนักอู๋ซั่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจงโจว ทิศใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่แดนเหนือเพิ่งจะผ่านพ้นหิมะแรกและท้องฟ้าเริ่มแจ่มใส
ท่ามกลางมวลเมฆที่โอบล้อม ยอดเขาทั้งเก้าตั้งสลับซับซ้อนกันอย่างมีระดับ ขุนเขาเรียงรายซ้อนทับ ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ป่าสนเขียวชอุ่ม บนท้องนภาแลเห็นหมอกจางที่ถูกลมพัดลากเป็นเส้นยาวพาดผ่าน
เรือเหาะวิญญาณจอดลงบนยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกลาง เบื้องหน้าคือลานกว้างขนาดมหึมา เสาหินสูงตระหง่านเสียดฟ้าเก้าต้นตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่กลางลาน ล้อมรอบลานประลองลายปากั้วสีขาวดำ กระถางธูปสัมฤทธิ์ขนาดยักษ์ตั้งอยู่ตรงกลาง ธูปสามดอกภายในเพิ่งไหม้ไปได้เพียงครึ่งเดียว สีแดงฉานถูกเถ้าถ่านกลบฝัง เผยให้เห็นร่องรอยการลุกไหม้อย่างเลือนราง
เหอกุยสังเกตเห็นสายตาของหลินตู้จับจ้องไปที่ธูปสามดอกนั้น จึงเอ่ยอธิบายว่า "ที่นี่คือยอดเขาหลักของสำนัก ธูปสามดอก บูชาฟ้าดิน บรรพชน และมหาเต๋า"
"ในเมื่อพวกเจ้าเข้ามายังสำนักอู๋ซั่งของพวกเราแล้ว ย่อมต้องไปพบเจ้าสำนักก่อน"
สิ้นเสียงของเหอกุย หน้าลานกว้างก็ปรากฏร่างสองร่างขึ้น ในอากาศนอกจากกลิ่นธูปสามดอกแล้ว ยังมีกลิ่นหอมจางๆ ของ... ผักดองตุ๋นหมูสามชั้นลอยมาแตะจมูก
หลินตู้รู้สึกว่าตนเองคงหิวจนตาลายไปแล้วแน่ๆ มิเช่นนั้นจะได้กลิ่นอาหารเช่นนี้ได้อย่างไร นางเงยหน้ามองไป
คนหนึ่งมีรูปโฉมงดงามดั่งเมฆา ท่าทางสง่างามเปี่ยมเสน่ห์ สวมชุดยาวสีม่วงอ่อนปักลายดอกบัวด้วยดิ้นเงิน ยามต้องแสงตะวันยามเย็นช่างดูระยิบระยับงดงามดั่งวสันตฤดู
อีกคนหนึ่งดูคล้ายกับภาพลักษณ์ของผู้อาวุโสในจินตนาการของหลินตู้มากกว่า สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ทว่าไม่ใช่ขาวล้วน บนชุดปักลายผีเสื้อเงินซ่อนดอกไม้ดูซับซ้อน คิ้วตาดูเย็นชา มีเพียงไฝแดงจุดเล็กที่หางตาที่เผยเสน่ห์อันแตกต่างออกมา
ช่างดูราวกับเทพธิดานางสวรรค์จำแลงกายลงมา หากมองข้ามตะหลิวเปื้อนน้ำมันในมือของผู้ฝึกตนหญิงชุดม่วง และผักใบเขียวสดที่ยังมีน้ำหยดติ๋งๆ ในมือของผู้ฝึกตนหญิงชุดขาวไปได้
ช่างเป็นนางเซียนที่ใสซื่อไร้จริตเสียจริง
หลินตู้ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว นางเข้าสำนักผิดหรือเปล่านะ
[ไม่นะจ๊ะที่รัก เจ้าไม่ได้เข้าผิดนะ]
"คารวะเจ้าสำนัก" เหอกุยประสานมือทำความเคารพแบบเต๋า
คนข้างหลังทำตามอย่างว่าง่าย ทว่ากลับได้ยินหญิงงามผู้นั้นหัวเราะร่า "พอเถอะ มีคนอยู่แค่นี้เอง แสร้งทำเป็นเคร่งขรึมไปได้"
หลินตู้ชะงักไป สำนักนี้... ไฉนจึงดูไม่เหมือนที่จินตนาการไว้สักเท่าไร
หญิงชุดม่วงกวาดสายตามอง สายตาหยุดลงที่หลินตู้ "ไปหลอกเด็กตัวน้อยนี่มาจากไหนกัน น่าเวทนาเสียจริง เทียนอู๋ เดี๋ยวพานางไปให้อาจารย์อาเจียงเหลียงตรวจดูหน่อย สมุนไพรที่ต้องใช้ ในคลังสำนักมีอะไรก็หยิบไปใช้ได้เลย"
"ถ้าไม่มี... ก็ลองดูว่าดินหลังเขาของเราปลูกได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้อีก พวกเจ้าก็ไปแดนลับกันบ่อยๆ หน่อยก็แล้วกัน ยังไงคติประจำสำนักอู๋ซั่งของเราก็คือพึ่งพาตนเองอยู่แล้ว"
มุมปากของเหอกุยกระตุก ความอ่อนโยนเมื่อครู่แทบไม่เหลืออยู่ "ศิษย์พี่เจ้าสำนัก เหลือความฝันให้พวกเด็กๆ บ้างเถิด"
หญิงชุดม่วงหัวเราะ "หลอกมาถึงที่แล้ว จะหนีไปไหนได้อีก"
ศิษย์ใหม่ทั้งหลายมองหน้ากัน ต่างเห็นความงุนงงสงสัยในแววตาของอีกฝ่าย
"ในเมื่อมีศิษย์แค่สี่คน ปีนี้พวกเจ้าสองคนที่รับศิษย์ ก็แบ่งกันคนละครึ่งแล้วกัน"
จูยวนและชางหลีสบตากัน แล้วมองไปที่หลินตู้พร้อมกัน ราวกับว่านางไม่ใช่คน แต่เป็นน่องไก่ชิ้นโตที่เพิ่งออกจากเตา
หลินตู้: ...บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที
"พวกที่ไปทำไร่ยังไม่กลับมา ดังนั้นคืนนี้ข้าเป็นคนลงครัว" เฟิ่งเฉาพูดพลางยิ้มตาหยี
"เอาล่ะ ล้วนเป็นเด็กๆ ของพวกเราทั้งนั้น ไม่พูดจาพิธีรีตองแล้ว นี่ก็ดึกแล้ว พลังฝึกปรือของพวกเจ้ายังตื้นเขิน คงหิวกันแล้วสินะ กินข้าวก่อน กินเสร็จค่อยว่ากัน"
ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นกลางลานกว้าง "ให้เด็กคนนั้นกินข้าวเสร็จแล้วไปที่ลั่วเจ๋อทันที"
ลั่วเจ๋อน้ำแข็งปกคลุมหมื่นปี ผู้ฝึกตนขั้นต่ำทั่วไปไม่อาจทนทานได้ มีเพียงผู้มีรากวิญญาณน้ำแข็งเท่านั้นที่อยู่ได้ คนที่เสียงนั้นเรียกหาจึงมีเพียงหลินตู้เท่านั้น
เฟิ่งเฉาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับคำ แล้วหันมามองหลินตู้ "สงสัยเหยียนเหย่เซียนจวินที่ปิดด่านอยู่ในเขตหวงห้ามคงอยากรับเจ้าเป็นศิษย์ เขาเองก็มีรากวิญญาณน้ำแข็งโดยกำเนิด และเป็นศิษย์สายตรงคนสุดท้ายของปรมาจารย์ก่อนจะบรรลุเซียน"
เปลือกตาจูยวนกระตุก สายตาพลันแปรเปลี่ยนเป็นประหลาดพิกล ข้าเห็นเจ้าเป็นลูกศิษย์ แต่เจ้าดันจะมาเป็นศิษย์น้องข้าเนี่ยนะ?
ขบวนคนแห่แหนกันไปยังโรงอาหาร บนโต๊ะพลันปรากฏผักดองตุ๋นหมูสามชั้นหนึ่งอ่าง ห่านพะโล้หม้อใหญ่หนึ่งหม้อ ไก่ฟ้าวิญญาณตุ๋นเห็ดหอมอ่างยักษ์ แล้วยังมีหมั่นโถวกับข้าวสวยกองเป็นภูเขาเลากา จากนั้นผู้ฝึกตนหญิงชุดขาวก็รีบวิ่งเข้าครัวไป "ยังมีกับข้าวอีกอย่าง รอเดี๋ยว"
หลินตู้สูดหายใจเข้าลึก สำนักอู๋ซั่งแห่งนี้ ไม่ปกติ
ไม่ปกติจริงๆ
แต่ว่า... หอมจัง
ทุกคนนั่งลงที่โต๊ะ ไม่นานดวงตาของเด็กๆ ทั้งหลายก็เป็นประกาย
"ดูท่าวันนี้เพื่อดูแลพวกเจ้า ศิษย์พี่เจ้าสำนักถึงใช้สัตว์วิญญาณขั้นต่ำ สำหรับผู้ฝึกตนที่เพิ่งเข้าสู่มรรคาวิถีอย่างพวกเจ้า ปราณวิญญาณกำลังพอดี" เหอกุยเอ่ยอธิบาย
หากกินสัตว์วิญญาณที่มีระดับสูงกว่าตนเองมากเกินไป พลังวิญญาณจะมากเกินรับไหว จนร่างระเบิดตายได้
"นี่คือเนื้อหมูวิญญาณขั้นต่ำตุ๋นกับผักกาดดองที่สำนักเราดองเอง ดินที่สำนักอู๋ซั่งดีมาก ผักกาดดองนี้ก็เพิ่งดองได้ไม่นาน ส่วนห่านฟ้านี่ ปกติถ้าไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่ไม่ได้กินหรอกนะ นี่เพื่อฉลองที่พวกเจ้าเข้าสำนัก"
สัจพรตทั้งสามเริ่มตักข้าวให้เด็กๆ โดยใช้ชามใบใหญ่กว่าหน้าของหลินตู้เสียอีก
หลินตู้กล่าวอย่างถ่อมตน "ข้าร่างกายอ่อนแอ กินน้อย ขอแค่คำเดียวพอก็พอ"
เหอกุยพยักหน้า จากนั้นก็กดข้าวที่พูนจานจนแน่น แล้วยื่นให้นาง "อ่ะ คำเดียว"
หลินตู้: ...ก็ได้
หนึ่งถ้วยชาผ่านไป ผู้เยาว์ชุดเขียวผู้ผอมแห้งแรงน้อย มือหนึ่งประคองชามใบยักษ์ อีกมือถือตะเกียบ บนตะเกียบคือน่องห่านชิ้นโตที่ทุกคนคีบให้ ในชามยังมีน่องไก่สีเข้มชุ่มฉ่ำอีกหนึ่งน่อง
และข้าวสวยที่ถูกอัดแน่นในชามใบยักษ์นั้นหายไปแล้วสามในสี่
หลินตู้กินเร็วมาก เนื้อหนึ่งคำ ข้าวคำโต เหมือนโปรแกรมที่ถูกตั้งค่าไว้ตายตัว แต่ท่วงท่าการกินกลับดูสง่างามเป็นอย่างยิ่ง นอกจากเสียงเคี้ยวและกลืนแล้วก็เงียบกริบ ดูเหมือนไม่รีบร้อน แต่ความจริงแล้วจัดการไปอย่างรวดเร็ว
ศิษย์อีกสามคนที่เหลือมองดูคน "ร่างกายอ่อนแอ กินน้อย" ผู้นี้ หลังจากกินข้าวหมดไปหนึ่งอ่าง น่องสองน่อง และผักดองตุ๋นหมูสามชั้นอีกครึ่งกอง ก็วางตะเกียบลงอย่างใจเย็น... แล้วหยิบหมั่นโถวขึ้นมาลูกหนึ่ง
เหล่าผู้อาวุโสมองหลินตู้ด้วยความเอ็นดู ดูสิ เด็กคนนี้ลำบากในโลกมนุษย์มามาก มิน่าถึงผอมแห้งขนาดนี้ นี่คือสิบสามปีที่ไม่เคยได้กินอิ่มเลยสินะ
"ผู้อาวุโส พวกท่านไม่ทานหรือ?"
"พวกเราไม่ทาน รอให้พวกเจ้าถึงขอบเขตส่องตะวัน ก็จะสามารถเปลี่ยนพลังฟ้าดินมาใช้เป็นของตนได้โดยตรง ไม่ต้องกินข้าวแล้ว"
ผู้อาวุโสของสำนักอู๋ซั่งอย่างต่ำที่สุดก็เข้าสู่ขอบเขตส่องตะวันขั้นที่สี่แล้ว ส่วนเจ้าสำนักนั้นเข้าสู่ขอบเขตแห้งผากขั้นที่ห้าแล้ว
ในที่สุด หลังจากจัดการข้าวไปหนึ่งอ่างและหมั่นโถวขนาดครึ่งหน้าไปอีกหนึ่งลูก หลินตู้ก็หยุดมือ เอ่ยชมจากใจจริงว่า "ฝีมือทำอาหารของสัจพรตเจ้าสำนักอร่อยจริงๆ"
วัตถุดิบในโลกผู้บำเพ็ญเพียรรสชาติสดใหม่กว่าโลกมนุษย์มากนัก ยิ่งสำนักอู๋ซั่งมีปราณวิญญาณหนาแน่น ดินอุดมสมบูรณ์ วัตถุดิบที่ปลูกได้ย่อมมีกลิ่นอายวิญญาณตามธรรมชาติ หลินตู้ลูบท้อง เผลอตัวกินเยอะไปหน่อย
แววตาของเฟิ่งเฉายิ่งเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม มีเพียงลูกศิษย์ด้านหลังที่ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้
"ศิษย์น้องกินเยอะขนาดนี้ จะไม่เป็นไรหรือ?"
เฟิ่งเฉาชะงักไปนิดหนึ่ง "เช่น?"
"เช่นนางกำลังจะเลื่อนขั้นแล้ว"
ทุกคนมองไปที่ผู้เยาว์ชุดเขียวที่นั่งอยู่ด้วยความตะลึงงัน เห็นเพียงนางลูบท้อง ตามสัญชาตญาณนางพยายามชักนำปราณวิญญาณที่แผ่ออกมาจากอาหารในกระเพาะให้เข้าสู่เส้นชีพจรกลาง ปราณวิญญาณจึงไหลเวียนไปมา สุดท้ายรวมตัวกันที่ตันเถียน ก่อตัวเป็นกลุ่มแสงสีขาวจางๆ
กลุ่มแสงสีขาวขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาการแน่นท้องจากการกินอิ่มเกินไปค่อยๆ บรรเทาลง แต่หลินตู้ยังคงหยุดไม่ได้
สัจพรตเหอกุย: เห็นไหมล่ะ! ข้าบอกแล้วว่าอัจฉริยะของสำนักเราดูดซับปราณวิญญาณง่ายดายยิ่งกว่ากินข้าวดูดน้ำเสียอีก!