- หน้าแรก
- เพิ่งจบมหาลัย จะให้ไปคุมโรงงานเนี่ยนะ
- บทที่ 27 เตรียมลงดาบ
บทที่ 27 เตรียมลงดาบ
บทที่ 27 เตรียมลงดาบ
วันสุดท้ายของเทศกาลตรุษจีน อากาศอบอุ่นขึ้นอย่างหาได้ยาก หม่ากั๋วเหลียงเอนกายบนเก้าอี้หวาย ในมือประคองถ้วยชาดินเผาจื่อซา ใบหน้าแดงก่ำเปล่งปลั่งยิ่งกว่าคืนส่งท้ายปีเก่าที่ซดเหล้าเหมาไถไปครึ่งชั่งเสียอีก เขายังคงดื่มด่ำกับคำเยินยอสรรเสริญจากบรรดาญาติมิตรในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ยิ่งนึกถึง มุมปากก็ยิ่งฉีกกว้างขึ้นเรื่อยๆ
"อาเถิง แกไม่เห็นสีหน้าอาเขยแก ลูกสาวเขาได้เป็นรองหัวหน้าแผนกในหน่วยงานรัฐ หางนี่กระดิกชี้ฟ้าเชียว"
"พอพ่อพูดเรื่องโรงงานเราคว้าออเดอร์เกือบร้อยล้านจากโมโตโรล่าได้แค่นั้นแหละ หน้ามันนะ จุ๊ๆๆ เปลี่ยนสีสลับไปมาอย่างกับจานสีเลย" หม่ากั๋วเหลียงจิบชา พ่นลมหายใจออกมาอย่างสุขสม "มีลูกชายนี่มันดีจริงๆ! ชีวิตนี้พ่อคุ้มแล้ว!"
หม่าอวี่เถิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คอยต้มน้ำ ลวกถ้วย และเติมชาให้อย่างเงียบๆ ท่าทางใจเย็นไม่รีบร้อน เขาฟังพ่อพร่ำเพ้อโดยที่ในใจไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร เรื่องพวกนี้เขาฟังกรอกหูมาไม่ต่ำกว่ายี่สิบรอบจนหูจะด้านแล้ว พ่อเขาก็เป็นแบบนี้แหละ รักหน้าตา ชอบความรู้สึกที่ถูกคนอื่นอิจฉา ก็ปล่อยให้แกมีความสุขต่อไปอีกหน่อยเถอะ
รอจนหม่ากั๋วเหลียงระบายความในใจจบ และยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างพึงพอใจอีกครั้ง หม่าอวี่เถิงถึงหยิบปึกเอกสารที่เพิ่งจัดเรียงเสร็จออกมาจากกระเป๋าข้างกาย เขายังไม่ยื่นให้ทันที แต่รินชาร้อนๆ เติมให้พ่อก่อน แล้วเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "พ่อครับ หลังตรุษจีนเปิดงานแล้ว ผมกะจะจัดการเรื่องคุณอาหวัง... หวังเต๋อฟา หน่อยครับ"
น้ำเสียงแผ่วเบา แต่เหมือนก้อนหินที่โยนลงกลางน้ำชาที่สงบนิ่ง มือที่ถือถ้วยชาของหม่ากั๋วเหลียงชะงักค้างกลางอากาศ รอยยิ้มบนหน้าแข็งทื่อ บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เขากระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะหินอย่างแรงจนน้ำชากระฉอก "จัดการเขา? แกบอกว่าจะจัดการหวังเต๋อฟา?" คิ้วของหม่ากั๋วเหลียงขมวดมุ่นเป็นปม "ทำไมแกถึงมีความคิดแบบนี้? ถึงตอนแรกเขาจะไม่ค่อยเคารพแกเท่าไหร่ แต่เขาเป็นคนเก่าคนแก่ของบริษัทนะ! สมัยพ่อลาออกจากโรงงานรัฐมาลุยเดี่ยว เขาก็เป็นคนแรกที่ยื่นใบลาออกตามพ่อมา!"
ในสายตาของเขา พี่น้องเก่าแก่ที่ร่วมสร้างอาณาจักรมาด้วยกัน คือรากฐานของเล่ยเถิง คือน้ำใจไมตรี คือคุณธรรมน้ำมิตร หม่าอวี่เถิงไม่โต้เถียง เขารู้ดีว่าพ่อนิสัยเป็นยังไง เรื่องบุญคุณความแค้นนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ เขาเพียงแค่ดันซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ ไปตรงหน้าพ่อเบาๆ "พ่อลองดูนี่ก่อนครับ"
หม่ากั๋วเหลียงมองลูกชายอย่างระแวง ก่อนจะยื่นมือไปหยิบซองเอกสาร เขาดึงปึกกระดาษออกมา แผ่นแรก คือสำเนาสัญญาซื้อขายแบตเตอรี่นิกเกิล-แคดเมียม หม่ากั๋วเหลียงกวาดตามองแวบเดียว คิ้วก็ขมวดลึกกว่าเดิม จริงอยู่ที่ตลาดนิกเกิล-แคดเมียมกำลังทำสงครามราคากัน แต่ราคานี้มันต่ำเกินไป ต่ำติดต้นทุน หรือจะพูดให้ถูกคือเล่ยเถิงแทบจะไม่ได้กำไรเลย "เหลวไหล! ราคาบ้าบอแบบนี้เซ็นขายให้ไอ้โง่ที่ไหน?" เขาเผลอสบถออกมา ก่อนจะพลิกไปดูช่องลงนามท้ายสัญญา ปรากฏชื่อ "หวังเต๋อฟา" สามตัวอักษรชัดเจน และวันที่เซ็นสัญญา คือช่วงที่เขาป่วยนอนโรงพยาบาลพอดี ลมหายใจของหม่ากั๋วเหลียงสะดุดกึก
เขาเปิดดูแผ่นต่อไป สัญญาแล้วสัญญาเล่า ล้วนเป็นการเทขายของในราคาต่ำ... ลูกค้าในสัญญาพวกนี้ล้วนเป็นคู่ค้าเก่าแก่ แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการขายราคาต่ำขนาดนี้มาก่อน ถ้าบอกว่าสัญญาพวกนี้แค่ทำให้เขาสงสัย งั้นสำเนารายการเดินบัญชีธนาคาร อีกไม่กี่แผ่นข้างหลัง ก็เหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางอกเขาอย่างจัง เงินก้อนแล้วก้อนเล่า ถูกโอนจากบัญชีลูกค้าแต่ละราย เข้าสู่บัญชีส่วนตัวบัญชีหนึ่ง ชื่อเจ้าของบัญชีคือ "หลิวชุ่ยฟาง"
หม่าอวี่เถิงพูดเสริมขึ้นมาในจังหวะที่เหมาะสม "หลิวชุ่ยฟาง คือน้องเมียของหวังเต๋อฟาครับ บัญชีนี้มีเงินก้อนใหญ่โอนเข้ามาจากลูกค้าหลายราย"
"หลักฐานพวกนี้ คือตอนที่ผมไปเยี่ยมลูกค้าเก่า พวกเขาเอามาให้ผมเอง"
"หวังเต๋อฟาเป็นคนเรียกรับ 'เงินใต้โต๊ะ' จากพวกเขา แลกกับการปล่อยของให้ในราคาต่ำครับ"
"พวกลูกค้าเห็นว่าเราได้ออเดอร์จากโมโตโรล่า และคิดว่าอนาคตคงต้องพึ่งพาแบตลิเธียมจากเรา ก็เลยใช้หลักฐานพวกนี้มาเป็น 'ใบเบิกทาง' แสดงความจริงใจกับผม"
ห่วงโซ่พยานหลักฐานสมบูรณ์จนเถียงไม่ออก มือของหม่ากั๋วเหลียงเริ่มสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ เขามองตัวเลขที่ทิ่มแทงตาพวกนั้น ทุกยอดเงิน คือเลือดเนื้อของโรงงานเล่ยเถิงที่ถูกสูบออกไป ตอนนั้นร่างกายเขาแย่ เลยฝากโรงงานไว้ในมือมัน นึกไม่ถึงเลยว่า "พี่น้องตายแทนกันได้" ที่เขาไว้ใจเป็นแขนขวา จะตอบแทนความไว้ใจด้วยวิธีนี้!
เพล้ง! เสียงดังสนั่น ถ้วยชาจื่อซาถูกฟาดลงบนโต๊ะหินจนแตกกระจาย "ไอ้สัตว์นรกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา!" หม่ากั๋วเหลียงลุกพรวดขึ้น ร่างกายเซวูบเพราะอารมณ์ที่พุ่งพล่าน หน้าของเขาเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวคล้ำ และกลายเป็นซีดเผือด "ฉันเห็นมันเป็นพี่น้อง! โรงงานมีกำไร ฉันแบ่งปันผลให้มันเคยน้อยหน้าใครที่ไหน? ลูกมันไปเรียนเมืองนอก ฉันยังใส่ซองให้ตั้งแสน! มัน... มันทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง!"
เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นดังก้องลานบ้าน หม่าอวี่เถิงนั่งมองเงียบๆ ไม่ได้เข้าไปห้าม เขาต้องปล่อยให้พ่อระบายไฟโทสะนี้ออกมาให้หมด เนิ่นนานผ่านไป ความโกรธของหม่ากั๋วเหลียงค่อยๆ มอดลง แทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าและความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง ร่างกายเหมือนถูกสูบกระดูกออกไป ดูแก่ลงไปถนัดตา เขาตกอยู่ในความเงียบงัน สายตามองเหม่อไปที่สัญญาพวกนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน
เขานึกถึงปลายยุค 80 ตอนโรงงานเพิ่งตั้งไข่ เงินหมุนไม่ทัน ธนาคารเร่งรัดหนี้สิน เป็นหวังเต๋อฟาที่ไม่พูดพร่ำทำเพลง กลับบ้านไปเอากำไลทองสร้อยทองสินสอดเมียไปจำนำ แล้วเอาเงินมายัดใส่มือเขา เขายังนึกถึงตอนที่เร่งทำออเดอร์แรกให้ทัน เขากับหวังเต๋อฟาพาคนงานลุยงานในโรงงานสามวันสามคืนจนล้มพับหลับคาพื้นไปทั้งคู่ วันคืนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ดื่มเหล้าเคล้าน้ำตา โม้เหม็นกันสนุกปาก ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่กระดาษขาวตัวหนังสือดำตรงหน้า กลับย้ำเตือนเขาว่า... ใจคน เปลี่ยนกันได้
หม่าอวี่เถิงรอจังหวะนี้อยู่แล้ว เขาหยิบถ้วยใบใหม่ รินชาให้พ่อ น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง "พ่อครับ ผมรู้ว่าพ่อเป็นคนรักพวกพ้อง แต่โรงงานก็คือโรงงาน เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว"
"เก็บเหลือบไรพวกนี้ไว้ในโรงงาน ไม่ใช่แค่เสียความรู้สึก แต่มันคือเนื้อร้ายครับ วันนี้มันโกงแบตเตอรี่นิกเกิลได้ พรุ่งนี้มันก็โกงแบตลิเธียมได้ ถึงตอนนั้นมูลค่าความเสียหายจะไม่ใช่แค่หลักแสนแล้วนะครับ"
ทุกคำพูดของหม่าอวี่เถิง เหมือนมีดผ่าตัดที่เฉียบคม กรีดเปิดเปลือกนอกแห่งความผูกพัน แล้วชี้ให้เห็นเนื้อร้ายที่แกนกลาง หม่ากั๋วเหลียงถอนหายใจยาวเหยียด ในลมหายใจนั้นมีความผิดหวัง ความเจ็บปวด และความปลงตก เขาดูเหมือนแก่ลงไปอีกสิบปี หลับตาลง โบกมืออย่างอ่อนแรง "พ่อแก่แล้ว... ตามเล่ห์เหลี่ยมสมัยนี้ไม่ทันแล้ว ก็คุมคนไม่อยู่แล้วเหมือนกัน" เขาลืมตาขึ้น มองลูกชายที่สามารถยืนหยัดรับลมฝนได้แล้วตรงหน้า ใบหน้าที่ยังหนุ่มแน่นแต่สุขุมนั่น มีความเด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมที่เขาในวัยหนุ่มไม่มี "แกจัดการเถอะ"
พูดจบ เขาเหมือนใช้แรงเฮือกสุดท้ายไปจนหมด หยุดพักครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงกึ่งขอร้อง "แต่ว่า... อาเถิง เหลือทางรอดให้เขาหน่อย ยังไงซะ... เขาก็ตามพ่อมาค่อนชีวิต ทวงเงินคืนมาแล้วไล่ออกก็พอ... อย่า... อย่าถึงขั้นส่งเขาเข้าคุกเลย"
หม่าอวี่เถิงเก็บเอกสารบนโต๊ะ พยักหน้า "ผมเข้าใจครับ"