- หน้าแรก
- เพิ่งจบมหาลัย จะให้ไปคุมโรงงานเนี่ยนะ
- บทที่ 14 จัดบูธโชว์ของ
บทที่ 14 จัดบูธโชว์ของ
บทที่ 14 จัดบูธโชว์ของ
โซน A บูธ T08 สิ้นเสียงจากปลายสาย หม่าอวี่เถิงกำหูโทรศัพท์แน่น ปลายนิ้วอดไม่ได้ที่จะเคาะลงบนเปลือกพลาสติกเบาๆ ด้วยความดีใจ โซน A... หัวใจสำคัญของงานแคนตันแฟร์ แหล่งรวมบริษัทส่งออกระดับท็อปและทรงอิทธิพลที่สุดของจีน เขาวางสาย หยิบผังงานที่หามาได้ล่วงหน้าออกจากลิ้นชัก กางแผ่ลงบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ นิ้วไล่ไปตามช่องสี่เหลี่ยมถี่ยิบ สุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ใจกลางโซน A
บูธ T08 ตั้งอยู่ตรงหัวมุมทางแยกพอดิบพอดี จุดตัดของกระแสผู้คน แม้จะไม่ใช่ทำเลทองติดทางเดินหลักแต่ก็เป็น "มุมทองคำ" ที่ไร้ข้อกังขา ดักจับลูกค้าได้จากทุกทิศทาง งานนี้ น้าชายช่วยได้มากจริงๆ ไฟแห่งความหวังต่องานแฟร์ครั้งนี้ ลุกโชนในใจเขายิ่งกว่าเดิม
บูธพร้อมแล้ว ต่อไปคือหน้าตา หม่าอวี่เถิงติดต่อไปยังบริษัทโฆษณาที่ดังที่สุดในเผิงเฉิง ดีไซเนอร์พกพอร์ตโฟลิโอเล่มหนามานั่งหน้าเขา สีหน้าเปี่ยมความมั่นใจ "คุณหม่าครับ เราทำบูธให้บริษัทใหญ่ๆ มาเยอะ ประสบการณ์เพียบ รับรองจะออกแบบให้หรูหราอลังการ แสดงแสนยานุภาพ ให้ลูกค้าเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นบริษัทใหญ่!"
หม่าอวี่เถิงเปิดดูผลงานที่อีกฝ่ายยื่นให้ เขาอดไม่ได้ต้องโบกมือขัดจังหวะการขายฝันอันร้อนแรง "ผมไม่เอาหรูหราอลังการ" เขายื่นกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งไปให้ "ผมต้องการ ความล้ำสมัยและ กลิ่นอายเทคโนโลยี"
ดีไซเนอร์ชะงัก "โทนสีหลัก เงิน ขาว ฟ้า เส้นสายต้องมินิมอลไม่เอาของประดับรุงรัง" นิ้วหม่าอวี่เถิงเคาะลงบนกระดาษ "แสงไฟต้องโฟกัส ใช้สปอตไลท์ส่องแบตเตอรี่ของเราให้เหมือนกำลังโชว์เพชรพลอย"
ดีไซเนอร์ฟังแล้วมึนตึ้บ ขยับแว่นพยายามใช้ความเป็นมืออาชีพโน้มน้าว "คุณหม่าครับ การค้าขายเนี่ย มันต้องดูคึกคัก เป็นมงคล ปกติเขาใช้สีแดง สีทอง ถึงจะเรียกทรัพย์ แบบที่คุณว่า... มันจะดูจืดชืดไปไหมครับ? ไม่มีโหงวเฮ้งเรียกเงิน ไม่เหมือนคนทำมาค้าขายเลย"
หม่าอวี่เถิงหัวเราะ เขาหยิบปากกา ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือวาดรูปบนกระดาษทันที เส้นตรงคมๆ ไม่กี่เส้น ร่างโครงสร้างพื้นที่แบบเปิดโล่งขึ้นมา ผนังโลโก้ที่เรียบง่าย แท่นโชว์ทรงกลมแยกเดี่ยว แสงไฟส่องลงมาจากด้านบน ตกกระทบแท่นโชว์อย่างแม่นยำ เลย์เอาต์ทั้งหมด โล่งกว้างจนดูฟุ่มเฟือย แฝงกลิ่นอายความเย็นชาและหรูหราแบบ Apple Store ในโลกอนาคต
หม่าอวี่เถิงดันภาพร่างไปตรงหน้าดีไซเนอร์ "ลูกค้าที่เดินเข้ามาในบูธ ต้องไม่รู้สึกว่ามาดูแผงขายของ แต่ต้องรู้สึกเหมือนเดินเข้าห้องแล็บแห่งอนาคต ให้เขาสัมผัสถึงพลังทางเทคโนโลยีของเราได้ทันที" เขามองหน้าดีไซเนอร์ที่กำลังอ้าปากค้าง แล้วทิ้งท้ายประโยคเด็ด "จำไว้นะครับ Less is More (น้อยแต่มาก) ในงานระดับโลกแบบนี้ ความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี คือนามบัตรที่ดีที่สุดของเรา"
ดีไซเนอร์มองภาพร่างง่ายๆ นั้น สลับกับมองเจ้าของหนุ่มตรงหน้า สมองเหมือนโดนช็อต เขาทำงานมาหลายปี ไม่เคยได้ยินทฤษฎีแหกคอกขนาดนี้มาก่อน แต่ไม่รู้ทำไม คำพูดของอีกฝ่ายกลับทำให้เขาเถียงไม่ออก "คุณหม่า... ผมเข้าใจแล้ว! เข้าใจแจ่มแจ้งเลยครับ!" ดีไซเนอร์หยิบภาพร่างนั้นขึ้นมาราวกับสมบัติล้ำค่า "วางใจได้เลยครับ ผมรับรองว่าจะทำออกมาให้เด่นสะดุดตาที่สุดในงานเลย!"
ณ เมืองฮวาเฉิง (กวางโจว), ศูนย์แสดงสินค้า, วันจัดบูธ
ในฮอลล์ขนาดยักษ์ เสียงสว่าน เสียงค้อน เสียงตะโกนสั่งงานดังระงมไปทั่ว บรรยากาศวุ่นวายและร้อนระอุ ที่มุมหนึ่งของโซน A โครงสร้างโลหะสีเงินขาวกำลังถูกคนงานประกอบขึ้นอย่างช้าๆ มันไม่มีลวดลายฉูดฉาด มีเพียงเส้นสายที่เย็นชาและผิวสัมผัสของโลหะ ท่ามกลางบูธสีแดงเขียวเหลืองที่เน้นความมงคลรอบข้าง มันดูแปลกแยกเหมือนมนุษย์ต่างดาว
เพื่อนร่วมวงการรอบๆ ต่างมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชี้ชวนกันดูและซุบซิบว่าบริษัทไหนกันนะที่กล้าทำตัวแปลกประหลาดขนาดนี้
ไม่ไกลนัก มีบูธหนึ่งขนาดเล็กกว่าของเล่ยเถิง แต่สีแดงเพลิงทั้งบูธ สะดุดตาแบบตะโกน ด้านบนแขวนป้ายอักษรทองคำเปลวสี่ตัวใหญ่ๆ ว่า "เฟยฉือแบตเตอรี่" ดูเชยและอวดรวยในเวลาเดียวกัน เฟยฉือแบตเตอรี่ คือเจ้าตลาดนิกเกิล-แคดเมียมในจีนอย่างแท้จริง พวกเขาก็มีสัดส่วนการส่งออกไม่น้อย และกำไรมหาศาลจากการส่งออกนี่แหละ ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้พวกเขากลับมาทำสงครามราคาบ้าเลือดในประเทศ จนบดขยี้คู่แข่งรายย่อยตายเกลื่อน
ชายอ้วนลงพุง คาดเข็มขัดสูงเกือบถึงหน้าอก สวมสูทตัวโคร่ง กำลังเดินตรวจตราอาณาเขตพร้อมลูกน้องสามสี่คน เขาคือ จูสยงเฟย เถ้าแก่ใหญ่แห่งเฟยฉือ สายตาของเขาสะดุดเข้ากับ "ตัวประหลาด" สีเงินขาวนั่นทันที พอเพ่งมองจนเห็นชื่อ "เล่ยเถิงแบตเตอรี่" บนป้าย สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นยิ้มเยาะ "ไป ไปดูหน่อยซิ"
จูสยงเฟยเดินส่ายอาดๆ เข้ามา ลูกน้องรีบเดินประกบ แผ่รังสีข่มขวัญออกมาเต็มที่ "โยว่ นึกว่าใคร ที่แท้ก็เล่ยเถิงแบตเตอรี่นี่เอง เถ้าแก่หม่าไปไหนซะล่ะ?" เสียงของจูสยงเฟยทั้งหยาบและดัง เรียกความสนใจจากคนรอบข้างได้ทันที เพื่อรักษามารยาทพื้นฐาน หม่าอวี่เถิงจึงเป็นฝ่ายตอบคำถาม "ผมหม่าอวี่เถิง ผู้รับผิดชอบเล่ยเถิงแบตเตอรี่ครับ ไม่ทราบว่าเถ้าแก่ท่านนี้คือ?"
"อ้อ ไม่นึกว่าเถ้าแก่หม่าจะวางมือเร็วขนาดนี้ ผมจูสยงเฟย จากเฟยฉือแบตเตอรี่"
"ได้ข่าวว่าช่วงนี้ออเดอร์โรงงานคุณหดหายไปเยอะนี่นา ยังมีเงินเหลือมาออกบูธเล่นอีกเหรอ?" เขาไล่สายตามองหม่าอวี่เถิงหัวจรดเท้า แล้วกวาดตามองบูธเล่ยเถิงอีกรอบ "เฮอะ เส้นใหญ่ไม่เบานี่หว่า ได้บูธโซน A แถมทำเลดีกว่าของเฟยฉือซะอีก?" คำพูดนี้มีหนามแหลมคม เหน็บแนมชัดเจน
พนักงานของเล่ยเถิงหลายคนหน้าเปลี่ยนสี กำหมัดแน่น จูสยงเฟยเมินพวกเขาโดยสิ้นเชิง เขาชี้ไปที่โครงสร้างบูธสีเงินขาวของเล่ยเถิง แล้วระเบิดหัวเราะเสียงดัง "ฮ่าๆๆๆ! นายน้อยหม่า นี่พวกคุณมาขายแบตเตอรี่หรือมาขายโกศใส่กระดูกวะเนี่ย? ทำซะขาวโพลนเหมือนศาลาหน้าเมรุ อัปมงคลฉิบหาย!" ลูกน้องด้านหลังพากันหัวเราะครืน "นั่นสิเถ้าแก่จู สีดูแล้วขนลุกพิลึก คนทำมาค้าขายเขาถือนะแบบนี้!"
"สงสัยกะมาจัดงานศพมากกว่ามั้ง เปิดบิลไม่ได้แน่ทรงนี้!"
คำดูถูกเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ พนักงานเล่ยเถิงโกรธจนตาแทบถลน เกาเสียงหน้าแดงก่ำ ก้าวเท้าจะออกไปฉะ แต่หม่าอวี่เถิงยกมือห้ามไว้ ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ มองจูสยงเฟยด้วยสายตาสงบนิ่ง "เถ้าแก่จู ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วครับ"
เสียงหัวเราะของจูสยงเฟยสะดุดกึก หรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้า หม่าอวี่เถิงกวาดสายตามองบูธสีแดงเชยๆ ของเฟยฉือ แล้ววกกลับมาจ้องหน้ามันแผลบของจูสยงเฟย "ของบางอย่าง เกิดมาเพื่อถูกเก็บเข้าตู้โชว์ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เท่านั้น" เสียงเขาไม่ดัง แต่ชัดเจนในหูทุกคน "ส่วนสินค้าและเทคโนโลยีของเรา... คืออนาคต"
หน้าของจูสยงเฟยเปลี่ยนเป็นสีตับหมู ถึงจะเรียนมาน้อย แต่ก็ฟังออกว่าโดนด่าว่าตกยุค เขาโดนคำพูดนิ่มๆ แต่เจ็บลึกนี้ตอกหน้าจนพูดไม่ออกไปครู่ใหญ่ "ดี! ปากดีนักนะไอ้หนู!" จูสยงเฟยชี้หน้าด่ากราด "เทคโนโลยี? โรงงานกระจอกๆ ที่โดนพวกเราตบกลิ้งในประเทศ ยังมีหน้ามาคุยเรื่องเทคโนโลยีกับฉันอีกเหรอ?" เขาถ่มน้ำลายลงพื้น "คอยดูเถอะ! ฉันจะรอดูอยู่ตรงนี้แหละ ว่าไอ้ 'ศาลาหน้าเมรุ' ของแก จะขายแบตได้สักกี่ก้อน!" พูดจบ จูสยงเฟยก็สะบัดแขน เดินนำลูกน้องจากไปอย่างหัวเสีย