- หน้าแรก
- ย้อนวันวานมาพบรัก ของอนาคตบอส
- บทที่ 9 : เชิญมากับพวกเราหน่อย
บทที่ 9 : เชิญมากับพวกเราหน่อย
บทที่ 9 : เชิญมากับพวกเราหน่อย
จังหวะนี้ ซูอวี่เองก็หันไปมองหัวหน้าห้องเช่นกัน
ทว่าเขาไม่รู้ตัวเลยว่า หลินเซียวเซียวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังอาศัยจังหวะมองหัวหน้าห้อง ลอบจับผิดเขาอยู่ว่าแอบส่งสายตากรุ้มกริ่มอะไรหรือเปล่า
หัวหน้าห้องส่งยิ้มหวานก่อนเอ่ยขึ้น “เพื่อน ๆ ทุกคน เราต่างก็เป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียนมัธยมอี้จง ถึงห้องเราจะไม่ใช่ห้องที่เรียนเก่งที่สุด แต่เรามั่นใจได้เลยว่าเป็นห้องที่สามัคคีที่สุด! เผลอแป๊บเดียวสามปีก็ผ่านไปแล้ว ไม่ว่าจะเคยสุขหรือทุกข์ เคยรักหรือโกรธเคือง สุดท้ายสิ่งที่เหลืออยู่คือมิตรภาพความเป็นเพื่อน เส้นทางชีวิตเพิ่งจะเริ่มต้น เมื่อต้องแยกย้ายไปเจอสังคมใหม่ ๆ ก็ขออย่าได้ลืมความทรงจำดี ๆ เหล่านี้ ขอให้ทุกคนก้าวเดินต่อไปข้างหน้า และใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้มค่า จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง!”
พูดจบ หัวหน้าห้องก็ชูแก้วขึ้นแล้วกระดกเบียร์รวดเดียวหมด
ทุกคนในห้องต่างพากันชูแก้วขึ้นดื่มเพื่อเป็นเกียรติแก่คำพูดนั้น
บรรยากาศหลังจากนั้นดำเนินไปตามปกติ
โจวเฉียง เป็นคนที่กระตือรือร้นที่สุด เขาเดินถือแก้วไปชนกับเพื่อนทุกโต๊ะด้วยตัวเอง
ถึงแม้ผลการเรียนของโจวเฉียงจะอยู่ระดับกลางค่อนไปทางท้าย ปกติชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์และไม่ค่อยสนใจเรียน แต่สุดท้ายเขาก็ยังสอบติดปริญญาตรีได้อยู่ดี
ไม่ใช่ว่าโจวเฉียงหัวดีอะไรมากมาย แต่เป็นเพราะ ‘สภาพแวดล้อม’ มีอิทธิพลต่อคนเราอย่างมหาศาล
เปรียบเทียบเด็กที่สอบเข้า ม.ปลาย ได้ ๖๕๐ คะแนนเท่ากัน คนหนึ่งเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด อีกคนเรียนโรงเรียนประจำอำเภอ
สามปีผ่านไป คนแรกการันตีที่เรียนระดับปริญญาตรีได้แน่นอน เผลอ ๆ อาจติดมหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่ม 211 ด้วยซ้ำ ส่วนคนหลังอาจจะสอบไม่ติดปริญญาตรีเลย หรืออย่างเก่งก็แค่ลุ้น 211 ริบหรี่ แต่คงหมดหวังกับกลุ่ม 985
สังคมตอนมัธยมปลายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ในความทรงจำของซูอวี่ พ่อของโจวเฉียงเป็นคนกว้างขวางมีอิทธิพลพอตัว ครอบครัวก็ร่ำรวย ทำให้เขามีชีวิตที่สุขสบายในเมืองหลวงอย่างเยี่ยนจิงในอนาคต
พอมองดูเขาในตอนนี้ ซูอวี่ก็เริ่มเห็นอะไรหลายอย่างชัดเจนขึ้น
เช่น การวางตัว ความรอบรู้ และทักษะการเข้าสังคม ทุกอย่างล้วนแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันที่เอาแต่ก้มหน้าเรียนหนังสือ
ผิดกับจางมู่ไป๋ที่ชีวิตถูกครอบครัวขีดเส้นทางไว้ให้หมดแล้ว หากตัดเรื่องการเรียนออกไป เขาก็เทียบชั้นกับโจวเฉียงไม่ได้เลย เป็นเหมือนดอกไม้ในเรือนกระจกดี ๆ นี่เอง
ทักษะการจัดการก็เช่นกัน งานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้จริง ๆ แล้วโจวเฉียงก็เป็นตัวตั้งตัวตีจัดขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ครอบครัวโจวเฉียงจะมีเส้นสายดี แต่เขาก็ไม่เคยใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงใคร
ตรงกันข้าม เขาปฏิบัติต่อเพื่อนทุกคนอย่างสุภาพ แม้แต่กับหวังฮ่าวที่เพื่อน ๆ ไม่ค่อยชอบหน้า โจวเฉียงก็ยังเดินเข้าไปชนแก้วด้วยตัวเอง
ทว่าจังหวะนี้ พอเห็นหวังฮ่าวกับจางมู่ไป๋นั่งตัวติดกันแนบแน่น เขาเลยได้แต่ถอยฉากออกมา
จางมู่ไป๋เงยหน้าขึ้นมาด้วยแววตาฉ่ำเยิ้มเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แถมยังมีน้ำตาคลอเบ้า
เขากินข้าวไปไม่เท่าไหร่ แต่เมามายเพราะคำพูดไม่กี่คำของหวังฮ่าว หรืออาจเป็นเพราะได้ระบายความในใจออกมาจนหมดเปลือก
โจวเฉียงปรายตามองจางมู่ไป๋แวบหนึ่ง ก่อนจะตบไหล่หวังฮ่าวแล้วยิ้มกว้าง “หวังฮ่าว โลกใบนี้กว้างใหญ่นัก เกรดเฉลี่ยวัดอะไรไม่ได้ทั้งหมดหรอก คนจริงต้องรู้จักคว้าโอกาส เหมือนบทกวีของหลี่ไป๋ที่ว่า ‘พญาอินทรีเหินเวหาเก้าหมื่นลี้’ ทุกคนล้วนมีความพิเศษในตัวเอง เอ้า เพื่อน ดื่มแก้วนี้ให้หมด!”
ว่าแล้วโจวเฉียงก็กระดกเหล้าเข้าปากเป็นเชิงให้เกียรติ
หวังฮ่าวชะงักไปครู่หนึ่ง คาดไม่ถึงว่าโจวเฉียงจะมาชนแก้วกับเขาด้วยตัวเอง
เขาจึงรีบตอบกลับ “ขอบใจมาก ขอให้นายมีอนาคตที่สดใสนะ!”
พูดจบ หวังฮ่าวก็กระดกเหล้าที่เหลือกว่าค่อนแก้วลงคอทันที
ซูอวี่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม
เขาสบตากับจางมู่ไป๋ที่กำลังเช็ดน้ำตาป้อย ๆ
พอเห็นหน้าซูอวี่ จางมู่ไป๋ก็เลิกหาเรื่อง เขายกแก้วขึ้นเป็นเชิงทักทายแล้วดื่มย้อมใจคนเดียวเงียบ ๆ
ซูอวี่ส่งยิ้มตอบแล้วยกแก้วขึ้นจิบตาม
เมื่อก่อนเขาเอาแต่เรียนอย่างเดียว ไม่เคยสังเกตเลยว่าพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเพื่อนแต่ละคนบอกอะไรได้มากมายขนาดนี้
แต่วันนี้พอมองโจวเฉียงใหม่ ซูอวี่ก็ตระหนักว่าโจวเฉียงเป็นคนดีจริง ๆ ไม่ใช่แค่นิสัยดี แต่ยังมีคอนเน็กชันกว้างขวางผ่านทางพ่อ เป็นคนที่น่าคบหาคนหนึ่งเลยทีเดียว
จากนั้น โจวเฉียงก็ชนแก้วกับทุกคนในโต๊ะจนครบ แล้วเดินยิ้มร่าจากไปอย่างคนอัธยาศัยดี
เห็นชัดว่าเขาตั้งใจจะไปสานสัมพันธ์กับเพื่อนคนอื่น ๆ ต่อ
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรพิเศษ
โจวเฉียงพกกล้อง DSLR ของที่บ้านมาด้วย ระหว่างกินข้าวทุกคนเลยได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ถือเป็นภาพหมู่ใบสุดท้ายของห้อง
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบสองทุ่ม ทุกคนอิ่มหนำสำราญได้ที่แล้วจึงชวนกันไปต่อที่ร้านคาราโอเกะ (KTV)
ซูอวี่ดื่มไปไม่น้อย แต่เขากลับพบว่าหลังกลับมาเกิดใหม่ คอเขาแข็งขึ้นกว่าเดิมมาก สติสัมปชัญญะยังครบถ้วนและใจเย็นอย่างน่าประหลาด
ส่วนหวังฮ่าวที่อินกับบรรยากาศ แถมต้องดื่มกับจางมู่ไป๋แบบถึงเนื้อถึงตัวจนเริ่มจะทนความเลี่ยนไม่ไหว เลยรีบขอตัวไปล้วงคออาเจียนในห้องน้ำเพื่อตั้งสติ
พอกลับมา หวังฮ่าวก็มาระบายความในใจกับซูอวี่ยกใหญ่ บอกว่าเขาแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งในห้อง แต่น่าเสียดายที่หลังจากคืนนี้คงต้องแยกย้ายกันไป จะบอกหรือไม่บอกก็คงมีค่าเท่ากัน
ซูอวี่ฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้ม
ใคร ๆ ก็เคยแอบรักข้างเดียวทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือสลักสำคัญอะไร
สมัยมัธยมต้น เขาก็เคยแอบปลื้มสาว ๆ เหมือนกัน
ส่วนหลินเซียวเซียวน่ะเหรอ?
ช่างเถอะ
ถ้าตอนนั้นเขาชอบหลินเซียวเซียวจริง ป่านนี้คงคบกันไปตั้งแต่วันที่เธอมาสารภาพรักแล้ว
เขาจะยังมีใจไปแอบมองคนอื่นอีกเหรอ?
หลินเซียวเซียวเองก็ดูเศร้า ๆ พิกล
จากที่ดื่มสไปรท์อยู่ดี ๆ พอเริ่มได้ที่ เธอก็ห้าวเป้งคว้าเบียร์มาซดไปสองแก้ว รวม ๆ แล้วน่าจะสัก ๒๐๐ มิลลิลิตรได้ แต่แค่นั้นก็ทำเอาเธอเดินเซทรงตัวไม่อยู่ เพราะเป็นคนคออ่อนมาก
ซูอวี่เดินตามประกบไม่ห่าง พร้อมจะเข้าประคองหลินเซียวเซียวได้ทุกเมื่อ
ข้างหลังเขา จางมู่ไป๋ทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้ามาช่วยประคองหลินเซียวเซียวบ้าง แต่พอลุกขึ้นยืน ตัวเองกลับเซเกือบล้มหน้าทิ่ม
หวังฮ่าวรีบเข้าประคองจางมู่ไป๋ไว้ พลางเอ่ยเสียงนุ่ม “มู่ไป๋ ดูแลตัวเองก่อนเถอะ นายดื่มเยอะไปแล้วนะ”
จางมู่ไป๋อ้าปากพะงาบ ๆ “...”
เขามองหวังฮ่าวด้วยสายตาซับซ้อน แล้วเอ่ยว่า “ฉัน...”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฉันเข้าใจ มา ระวังทางหน่อย”
หวังฮ่าวตัดบท
เขาแค่ภาวนาให้หมอนี่อย่าสะเออะไปหาเรื่องซูอวี่ก็พอ
น่ารำคาญชะมัด!
หารู้ไม่ จางมู่ไป๋กลับมองหวังฮ่าวที่กำลังประคองเขาอยู่ด้วยสายตาลึกซึ้ง
“อันที่จริง...”
เขาขยับปากพูด
เขารู้ตัวดีว่าตลอดสามปีมัธยมปลาย เพื่อนผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไหร่
แต่การที่หวังฮ่าวตอบแทนความร้ายกาจของเขาด้วยน้ำใจไมตรี มันทำให้เขาประหลาดใจจริง ๆ!
โดยเฉพาะคำพูดที่หวังฮ่าวเพิ่งบอกเมื่อกี้ มันกระแทกใจเขาอย่างจัง ในนาทีนี้ ใบหน้าขี้เหร่ ๆ ของหวังฮ่าวกลับดูไม่เลวร้าย แถมยังดูมีเสน่ห์ขึ้นมาซะอย่างนั้น
หวังฮ่าวเลิกคิ้วมองอย่างหงุดหงิด “ตั้งสติหน่อย อย่าเพิ่งพูดมาก!”
“อืม...”
จางมู่ไป๋ที่กำลังมึนหัวตึ้บยอมเชื่อฟังแต่โดยดี
ไม่นานทุกคนก็มาถึงร้าน KTV
มหกรรมแหกปากเริ่มขึ้น โดยมีโจวเฉียงรับหน้าที่ดีเจเลือกเพลง
ยุคนั้นเป็นยุคทองของสามค่ายเพลงยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์ เพลงกว่าครึ่งจึงมาจากศิลปินค่ายเหล่านี้ ไม่ว่าทักษะการร้องจะเป็นยังไง แต่ทำนองที่ติดหูง่ายก็ทำให้เพลงดังระเบิดเถิดเทิงได้อย่างสมศักดิ์ศรี
“ต่อให้โลกทั้งใบปฏิเสธ แต่ฉันก็จะอยู่เคียงข้างเธอ...”
คู่รักเพียงคู่เดียวประจำห้องโชว์หวานด้วยเพลงฮิต “ประกาศรักก้องโลก” เพื่อน ๆ ต่างส่งเสียงเชียร์และอวยพรกันยกใหญ่
โจวเฉียงเริ่มคึก คว้าไมค์มาร้องเพลง “วันวานอันรุ่งโรจน์”
ถึงหมอนี่จะร้องเพลงเพี้ยนบรรลัย แต่รสนิยมการเลือกเพลงถือว่ากินขาด พอโจวเฉียงร้องจบก็ยื่นไมค์ให้ซูอวี่ “สักเพลงไหม?”
ซูอวี่มองหลินเซียวเซียวที่นั่งหน้าแดงก่ำอยู่ข้าง ๆ แล้วเลิกคิ้วขึ้น
ยัยซาลาเปานี่...
เธอกินไปนิดเดียวเองนะ!
ชัดเจนว่าแค่จิบไปสองอึกเล็ก ๆ ทำไมถึงเมาได้ขนาดนี้?
“ร้องสิ! บรรยากาศแบบนี้ เสี่ยวซูจื่อต้องจัดสักเพลงแล้ว!”
หลินเซียวเซียวที่เริ่มกรึ่ม ๆ สั่งด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้เหมือนเด็กน้อย และด้วยความที่เธอซบไหล่ซูอวี่อยู่ตอนพูด คนอื่นเลยไม่ได้ยิน
ไกลออกไป จางมู่ไป๋พยายามยื่นมืออันสั่นเทาหมายจะประท้วงการกระทำของซูอวี่
แต่หวังฮ่าวก็จับมือนั้นกดลงแล้วปลอบประโลมให้สงบ
ซูอวี่รับไมค์มาแล้วบอกโจวเฉียง “ขอเพลง ‘เธอในวันวาน’ ของสวี่เว่ยหน่อย”
โจวเฉียงพยักหน้าแล้วกดเลือกเพลงให้ทันที
ไม่ช้า เสียงดนตรีก็ดังกระหึ่มขึ้นในห้อง KTV
“เคยฝันจะคว้าดาบ ท่องไปในหล้า
เพื่อยลโฉมความศิวิไลซ์ของโลกใบนี้
ดวงใจวัยเยาว์ที่มุทะลุดุดัน
บัดนี้กลับไร้หลักแหล่งให้พักพิง...”
เพลงนี้มีจังหวะติดหูและทำนองไพเราะ
มันไม่ได้ทำให้ทั้งห้องเงียบกริบในทันทีหรอก
แต่อาจเป็นเพราะซูอวี่ไม่เคยจับไมค์ร้องเพลงให้เพื่อนฟังมาก่อน ครั้งนี้เขาใส่อารมณ์ความรู้สึกของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งชีวิตลงไปในเพลง “เธอในวันวาน” ทำเอาเพื่อนทุกคนในห้องถึงกับ อึ้ง ไปชั่วขณะ!
สาว ๆ บางคนมองซูอวี่ด้วยดวงตาเป็นประกาย
พวกเธอรู้สึกเสียดายขึ้นมาจับใจ ไม่ใช่เพราะชอบซูอวี่หรอกนะ แต่เสียดายที่ตอน ม.๕ มีการประกวดร้องเพลงระดับโรงเรียน ทำไมซูอวี่ถึงไม่ยอมลงแข่ง?
พรสวรรค์ขนาดนี้แท้ ๆ!
หลินเซียวเซียวมองซูอวี่ตาเยิ้ม
เธอคิดในใจว่า เสี่ยวซูจื่อคนนี้ซ่อนรูปจริง ๆ ร้องเพลงเพราะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!
แต่จังหวะนั้น ด้วยฤทธิ์เบียร์สองแก้วที่เริ่มตีตื้นขึ้นมา เธอจึงลุกขึ้นยืนกะทันหัน ตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำ
แต่พอลุกปุ๊บ โลกก็หมุนติ้ว หลินเซียวเซียวเสียหลักเซถลาล้มลง
“ระวัง!”
ซูอวี่ที่กำลังร้องเพลงอยู่ไหวพริบดีเยี่ยม เขาโยนไมค์ทิ้งให้โจวเฉียงแล้วพุ่งเข้าไปรับร่างของหลินเซียวเซียวไว้ทันท่วงที
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาปะทะจมูก ยังไม่ทันที่ซูอวี่จะได้คิดอะไรลึกซึ้ง...
เขาก็แทบจะหลุดปากร้อง “โอ๊ย!” ออกมา
จากนั้นเขาก็รีบประคองหลินเซียวเซียวให้นั่งตัวตรง ฝากฝังเพื่อนผู้หญิงข้าง ๆ ให้ช่วยดู แล้วกัดฟันข่มความเจ็บปวดขอตัวไปเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วน
ไม่มีอะไรมาก ตอนที่ช่วยรับตัวหลินเซียวเซียว ศอกของเขาดันไปกระแทกโดนแผลผ่าตัดเข้าจัง ๆ!
ความเจ็บปวดรวดร้าวแบบนั้น มันทรมานจนแทบขาดใจ
ใครไม่เคยโดนคงนึกไม่ออกหรอกว่ามันเจ็บขนาดไหน!
ซูอวี่กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ห้องน้ำแล้วรีบสำรวจแผล พอเห็นว่าเลือดไม่ไหล แค่ไหมหลุดไปนิดหน่อย เขาถึงได้ถอนหายใจโล่งอก โชคดีที่เป็นแค่สัญญาณเตือน!
ให้ตายเถอะ เขาไม่อยากกลับไปเย็บแผลซ้ำสองหรอกนะ
นอกจากจะขายหน้าแล้ว มันยังเจ็บชิบหายวายวอด!
ไหน ๆ ก็มาถึงห้องน้ำแล้ว ซูอวี่เลยถือโอกาสปลดทุกข์ไปด้วยเลย
ระหว่างนั้น หางตาเขาก็เหลือบไปเห็นคนสองคนเดินเข้ามาในห้องน้ำ
ตอนแรกนึกว่าเป็นคนมาใช้บริการปกติ แต่สองคนนั้นกลับเดินตรงดิ่งมาหยุดขนาบข้างเขา แล้วหนึ่งในนั้นก็เอื้อมมือมาแตะไหล่เขา พร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“เชิญคุณไปกับพวกเราหน่อยครับ...”