- หน้าแรก
- ย้อนวันวานมาพบรัก ของอนาคตบอส
- บทที่ 2 บ้าน
บทที่ 2 บ้าน
บทที่ 2 บ้าน
"จากบ้านแต่เยาว์วัย กลับมาเมื่อแก่เฒ่า สำเนียงเดิมไม่เปลี่ยนไป แต่ผมบนศีรษะกลับขาวโพลน..."
ซูอวี่รู้สึกว่าตนเองไม่ต่างจากบุคคลในบทกวีนี้เลย หลังจากตรากตรำทำงานมาเกือบทั้งชีวิต เขากลับเหลือเพียงเส้นผมสีดอกเลา และเมื่อวันเวลาล่วงเลยไปหลายทศวรรษ เขากลับค้นพบว่าตนเองไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เขาเป็นเพียงละอองธุลีที่ถูกกระแสธารแห่งยุคสมัยพัดพาไปเท่านั้น
บทสรุปชีวิตที่ผ่านมาคือ หากยุคสมัยรุ่งเรืองเขาก็พลอยได้ดี หากยุคสมัยตกต่ำเขาก็ลำบากตาม เขาเคยได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดในช่วงกลางศตวรรษที่ 21 ดังนั้นการย้อนกลับมาในตอนนี้จึงทำให้เขารู้สึกอาวรณ์อยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าเขาปรับตัวเข้ากับความล้าหลังของยุคนี้ไม่ได้ แต่การที่บุคคลและสรรพสิ่งที่เคยถูกปิดผนึกไว้ในความทรงจำจู่ๆ ก็กลับมาปรากฏตรงหน้า... ความรู้สึกนั้นเหมือนถูกมีดกรีดซ้ำลงที่กลางใจ เป็นความเจ็บปวดที่ยากจะอธิบาย
แม่ของเขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปมากนัก เธอยังคงทาลิปสติกและลงรองพื้นจนเป็นนิสัย ผมสั้นสีน้ำตาลที่เพิ่งย้อมมาใหม่ช่วยให้เธอดูอ่อนกว่าวัย การทำสีผมและดัดผมเป็นที่นิยมมากในยุคนี้ ผู้หญิงวัยกลางคนแทบทุกคนต้องดัดผมตามสมัยนิยม แต่นัยสำคัญก็คือการใช้สารเคมีราคาถูกเพื่อปกปิดร่องรอยที่กาลเวลาทิ้งเอาไว้
ส่วนพ่อของเขายังคงเป็นคนประหยัดคำพูดเช่นเคย ทว่าเมื่อเห็นซูอวี่ พ่อชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองเสื้อผ้าที่ยังเปียกชื้นของลูกชาย ก่อนจะเอ่ยปากถามตรงๆ ว่า "วันนี้สอบเป็นยังไงบ้าง?"
วันนี้เป็นวันที่สองของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครอบครัวตระกูลซูยึดถือหลักการพึ่งพาตนเองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งของตน ดังนั้นซูอวี่จึงต้องเดินทางไปกลับสนามสอบเพียงลำพัง ส่วนหลินเสี่ยวเสี่ยวที่ติดสอยหามตามเขาไปด้วยนั้นถือเป็นอานิสงส์ เพราะมิเช่นนั้นพ่อของเธอคงต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไปส่งด้วยตัวเอง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพ่อแม่ของหลินเสี่ยวเสี่ยวทำงานเป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างถิ่นครั้งละสิบวันถึงครึ่งเดือนเสมอ พวกเขาจึงต้องฝากฝังเธอไว้กับครอบครัวซู
ซูอวี่อ้าปากจะตอบ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพ่อแม่ สิ่งที่เขาเตรียมคำพูดมาตลอดทางกลับมลายหายไปสิ้น เขาทำได้เพียงเดินเลี่ยงพ่อแม่เข้าไปในบ้านเพื่อซ่อนความประหม่า
หลี่อวิ๋นถิงมองตามด้วยความแปลกใจ "เด็กคนนี้เสียมารยาทจริงๆ ทำไมไม่พูดไม่จา"
มีเพียงซูกั๋วต้งที่มองเข้าไปในห้องและพูดขึ้นเรียบๆ ว่า "ไม่เป็นไรหรอก ไปกันเถอะ เราไปซูเปอร์มาร์เก็ตกันก่อน แล้วอีกไม่กี่วันค่อยพาเขาไปขลิบหนังหุ้มปลาย ช่วงหลังสอบเสร็จนี่แหละเหมาะที่สุด จะได้เป็นผลดีกับเขาในอนาคต..."
ซูอวี่ที่เดินนำไปก่อนถึงกับสะดุดกะทันหัน ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาจนใบหน้าของ "ชายแก่ในร่างเด็ก" เริ่มซับสีเลือด
อากาศเริ่มแจ่มใสขึ้นหลังฝนหยุดตก เมื่อการสอบของลูกชายสิ้นสุดลง สามีภรรยาจึงพากันออกไปซื้อซี่โครงหมู ตั้งใจจะทำเมนูซี่โครงหมูตุ๋นมันฝรั่งเพื่อเลี้ยงฉลองมื้อค่ำ
ภายในบ้าน ซูอวี่ลูบไล้เฟอร์นิเจอร์ที่สะอาดสะอ้านด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ของตกแต่งในบ้านแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากความทรงจำในอีกหลายสิบปีข้างหน้าเลย เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมืองขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ทว่ามีเพียงบ้านเท่านั้นที่ยังคงเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคงมีเพียงความเก่าใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ตามกาลเวลา
สำหรับสังคมในปี 2013 อะไรที่ควรจะพัฒนาก็เริ่มพัฒนาไปแล้ว ภาพรวมถือว่าไม่ได้แย่นัก บ้านยังเหมือนเดิม แต่คนกลับเปลี่ยนไป ดังคำกล่าวที่ว่า 'ลูกอยากเลี้ยงดู แต่พ่อแม่ไม่อยู่รอ' ในอนาคตเมื่อเขากลับมาบ้าน สิ่งที่รอเขาอยู่จะมีเพียงรูปถ่ายของท่านทั้งสองเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขายังคงเป็นครอบครัวสามคนที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
"ตอนนั้นช่างเยาว์วัยและเบาปัญญาเสียจริง..."
ซูอวี่ส่ายหน้าพลางรำพึงกับตัวเอง มนุษย์เราก็เป็นเช่นนี้ แม้จะมีกำแพงสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ก็ยังดันทุรังเอาหัวเข้าพุ่งชนจนเลือดอาบ ถึงจะสำนึกได้ว่าควรหันหลังกลับ แต่จะมีสักกี่คนที่ประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว
"ที่จริง ต่อให้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน มันก็คุ้มค่าแล้ว..."
หลังจากถอนใจเบาๆ ซูอวี่เดินเข้าไปในห้องนอนและมองดูกีตาร์ที่แขวนอยู่บนผนังจนเริ่มมีฝุ่นจับ เขาจ้องมองมันอยู่นาน กีตาร์ตัวนี้ราคาถูก พ่อซื้อให้เป็นรางวัลที่เขาสอบได้สิบอันดับแรกของโรงเรียนตอนมัธยมห้า ครอบครัวของเขาชัดเจนเรื่องรางวัลและการลงโทษเสมอ ทว่าหลังจากจบมหาวิทยาลัย เขาก็ไม่เคยหยิบมันมาเล่นอีกเลย
ครู่ต่อมา เสียงกีตาร์อันนุ่มนวลก็ค่อยๆ ดังขึ้นภายในห้องขนาดเก้าสิบกว่าตารางเมตร บทเพลงเก่าๆ สั่นคลอนหัวใจของซูอวี่ ชำระล้างดวงวิญญาณที่บอบช้ำจากกาลเวลา เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้ฝันถึงวันนี้อีกครั้ง ต่อให้ทุกอย่างจะเป็นเพียงแสงสุดท้ายก่อนดับมืด แต่มันก็มีค่าเกินบรรยาย
เขาเล่นกีตาร์อยู่นานกว่าสิบนาที จนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตู ซูอวี่เงยหน้าขึ้นเห็นศีรษะเล็กๆ พร้อมผมหางม้าชะโงกเข้ามา เมื่อเห็นซูอวี่กำลังเล่นกีตาร์อยู่ "ยัยซาลาเปา" ก็มองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าพ่อแม่ของซูอวี่ไม่อยู่บ้าน เธอก็สลัดท่าทีเรียบร้อยทิ้งไป แล้วกระโดดโลดเต้นเข้ามาอย่างร่าเริง
หลินเสี่ยวเสี่ยวเข้าออกบ้านตระกูลซูได้ตามใจชอบจนเป็นเรื่องปกติ เธอจะทำตัวเป็นกุลสตรีก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เท่านั้น เมื่อเธอเดินเข้ามา ซูอวี่ก็ยังคงบรรเลงกีตาร์ต่อไป มีทั้งเพลงพื้นเมือง เพลงป๊อปที่เขาชื่นชอบ รวมถึงเพลงบรรเลงที่เขาหลงรัก วันนี้เขาเพียงแต่อยากเล่นตามใจปรารถนา
หลินเสี่ยวเสี่ยวนั่งลงข้างๆ เขา เธอตกตะลึงจนพูดไม่ออก บางเพลงเธอก็เคยได้ยิน แต่บางเพลงกลับไม่คุ้นหูเลย เธอรู้ว่าเขามีกีตาร์ แต่ไม่ยักษ์รู้ว่าเขาจะเล่นได้เก่งกาจขนาดนี้ เขาไปแอบฝึกมาตอนไหนกัน?
เมื่อเพลงสุดท้ายจบลง ซูอวี่วางกีตาร์ลงแล้วยิ้มถาม "ซาลาเปา เปลี่ยนชุดแล้วเหรอ?"
ผมของหลินเสี่ยวเสี่ยวเริ่มแห้งหมาด เธอเปลี่ยนมาสวมกางเกงขาสั้น เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนที่ดูสะดุดตา เธอค้อนขวับใส่เขาก่อนจะสวนกลับว่า "ข้างนอกตัวเปียกขนาดนั้น ไม่ให้ฉันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือไง? ฉันไม่ได้ซกมกเหมือนนายนะ ตัวเปียกกว่าฉันแท้ๆ ยังไม่ยอมเปลี่ยนชุดอีก..."
ทันใดนั้นเธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาเรียกเธอว่า "ซาลาเปา" อีกแล้ว!
ทว่าก่อนที่เธอจะทันได้โมโห ซูอวี่ก็ลุกขึ้นไปแขวนกีตาร์พลางเอ่ยว่า "เย็นนี้กินข้าวที่บ้านฉันนะ เดี๋ยวฉันลงมือทำเอง"
"ก็กินที่บ้านนายมาตั้งหลายวันแล้วนี่... เดี๋ยวนะ นายจะทำกับข้าวเองเหรอ?!"
หลินเสี่ยวเสี่ยวมองแผ่นหลังของเขาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ สำหรับเด็กเรียนหัวรั้นอย่างเขา การบอกว่าจะเข้าครัวทำอาหารมันดูเป็นเรื่องเพ้อฝันสิ้นดี
ซูอวี่ยิ้มกว้าง "ใช่ พ่อกับแม่น่าจะออกไปซื้อของสด เดี๋ยวพอกลับมาฉันจะเริ่มลงมือเลย"
สิ้นคำพูดของเขา เสียงประตูบ้านก็เปิดออก ซูกั๋วต้งและหลี่อวิ๋นถิงเดินเข้ามาเห็นหลินเสี่ยวเสี่ยวนั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนของลูกชายพอดี เด็กสาวรีบนั่งตัวตรงและทักทายอย่างสุภาพ "คุณอาทั้งสอง กลับมาแล้วเหรอคะ?"
ซูกั๋วต้งยิ้มรับ "อื้อ ซื้อซี่โครงมาได้กิโลนึงพอดี เย็นนี้จะทำซี่โครงหมูตุ๋นมันฝรั่งกัน"
พอได้ยินชื่อเมนู ดวงตาของหลินเสี่ยวเสี่ยวก็เป็นประกายทันที อาหารบ้านซูไม่ได้ต่างจากบ้านเธอเท่าไหร่ ยกเว้นเมนูมันฝรั่งที่ทำออกมาได้อร่อยล้ำเลิศจนเธอเริ่มน้ำลายสอ แต่พอนึกถึงว่าซูอวี่จะเป็นคนทำ เธอก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาว่าเขาจะทำได้จริงๆ หรือ
ซูกั๋วต้งคุยเล่นอีกไม่กี่คำก่อนจะหันมาสั่งงาน "เสี่ยวอวี่ พรุ่งนี้พ่อจะทำบัตรเสริมให้ใบหนึ่ง แล้วนายก็ไปโรงพยาบาลซะ อ้อ... แล้วช่วงปิดเทอมนี้ก็หางานทำด้วยนะ ถือเป็นการฝึกตัวเอง พ่อคุยกับเพื่อนไว้แล้ว นายไปทำงานที่บริษัทเขาได้เลย"
คำพูดนั้นทำให้ซูอวี่ฉุกคิดถึงบางอย่างขึ้นมาได้ทันที เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองพ่อ...