- หน้าแรก
- ยุค 1959: พลิกชะตาพาทั้งบ้านสู่เมืองใหญ่
- บทที่ 11: รีวิวห้าดาว
บทที่ 11: รีวิวห้าดาว
บทที่ 11: รีวิวห้าดาว
“มีบุหรี่จงหัวไหมครับ”
บุหรี่ที่หัวหน้าแผนกอวี๋สูบคือยี่ห้อต้าเฉียนเหมิน ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงก็ถือว่าไม่เลว แต่หลิวเกินไหลไม่ชินกับบุหรี่ที่ไม่มีก้นกรองแบบนี้ สูบทีไรก็มีแต่เศษยาเส้นเข้าปาก
“จะซื้อบุหรี่แพงขนาดนั้นไปทำไมกัน มีเงินเหลือใช้หรือไง” หัวหน้าแผนกอวี๋สวมบทบาทผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ทำท่าสั่งสอนเด็กรุ่นหลังที่ใช้เงินฟุ่มเฟือย
“ผมไม่ได้ติดบุหรี่ขนาดนั้นครับ แค่สูบเล่นๆ ไม่ได้เปลืองเงินเท่าไหร่หรอกครับ อีกอย่าง เวลาออกไปทำธุระข้างนอก พอหยิบบุหรี่จงหัวออกมาแบ่งให้คนอื่น เรื่องที่คุยก็ง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอครับ”
หลิวเกินไหลไม่ใช่คนไม่รู้จักบุญคุณ เมื่ออีกฝ่ายดีต่อเขา เขาก็ย่อมซาบซึ้งใจเป็นธรรมดา
เหตุผลของหลิวเกินไหลทำให้หัวหน้าแผนกอวี๋คล้อยตามได้ เขาเปิดลิ้นชัก หยิบตั๋วปันส่วนบุหรี่ชั้นหนึ่งออกมาสองใบส่งให้หลิวเกินไหล “พอดีเลย ฉันมีตั๋วปันส่วนบุหรี่ชั้นหนึ่งอยู่สองใบ ไม่ได้ใช้เหมือนกัน เอ้า เอาไปสิ”
“ได้เลยครับ คราวหน้าถ้าผมได้ของดีๆ มาอีก จะรีบเอามาให้ท่านก่อนเลย”
ไก่ฟ้าทั้งยี่สิบตัวก็ขายไปแล้ว เรื่องเงินสามเหมาห้าเหมาไม่ใช่เรื่องใหญ่ หลิวเกินไหลจึงไม่เกรงใจกับหัวหน้าแผนกอวี๋
“ไอ้หนูคนนี้... คำพูดของแกฉันจำไว้แล้วนะ จะรอให้แกเอาของดีๆ มาให้ลุงคนนี้ล่ะ” หัวหน้าแผนกอวี๋กลัวว่าคำพูดของหลิวเกินไหลจะหลุดลอยไปในอากาศ จึงรีบรับคำด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า
“เฮะๆ...”
หลิวเกินไหลเกาหัวพลางหัวเราะแก้เขิน ทันใดนั้นท้องของเขาก็ร้องดังโครกครากสองสามครั้ง
ตอนเช้าเขากินแค่ข้าวต้มไปนิดหน่อย แถมยังเดินทางไกลมาทั้งเช้า เขาหิวจนไส้กิ่วไปหมดแล้ว
“อะไรกัน หิวแล้วเหรอ ตอนเช้าไม่ได้กินข้าวมาหรือไง” หัวหน้าแผนก-อวี๋ก็ได้ยินเสียงท้องร้องของหลิวเกินไหลเช่นกัน
ถ้าหัวหน้าแผนกอวี๋ไม่ถาม หลิวเกินไหลก็ยังไม่กล้าเอ่ยปาก แต่พอถูกถามเข้า เขาก็เลยถือโอกาสพูดต่อไปว่า “กินมาครับ แต่กินไม่ค่อยอิ่ม ตอนนี้เลยหิวหน่อยๆ... เอ่อ... ผมอยากไปหาอะไรกินที่ร้านอาหารของรัฐที่อยู่ฝั่งตรงข้ามน่ะครับ แต่ผมไม่มีตั๋วปันส่วนอาหาร คุณลุงอวี๋พอจะมีบ้างไหมครับ ผมใช้เงินแลกก็ได้ ไม่ต้องเยอะหรอกครับ แค่พอให้ผมกินอิ่มมื้อเดียวก็พอ”
“ลุงอวี๋ของเธอน่ะอย่างอื่นอาจจะมีไม่เยอะ แต่ถ้าเป็นพวกตั๋วปันส่วนล่ะก็มีเพียบ” หัวหน้าแผนกอวี๋เปิดลิ้นชัก หยิบตั๋วปันส่วนอาหารปริมาณครึ่งกิโลกรัมส่งให้หลิวเกินไหล “เอาไปกินซะ แลกเลิกอะไรกัน แกเรียกฉันว่าลุงแล้ว ลุงจะรับของจากแกเปล่าๆ ได้ยังไง”
“ถ้าอย่างนั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ ท่านทำงานต่อเถอะครับ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จผมก็กลับมาแล้ว” หลิวเกินไหลรับตั๋วปันส่วนอาหารมาแล้วเดินออกจากห้องทำงานของหัวหน้าแผนกอวี๋
คนระดับหัวหน้าแผนกอวี๋ย่อมไม่ขาดแคลนตั๋วปันส่วนพวกนี้อยู่แล้ว แต่จะให้ใครหรือไม่ให้ใครนั้นมันคือเรื่องของน้ำใจ ซึ่งน้ำใจครั้งนี้เขาจะจดจำไว้
“อ้าว พ่อหนุ่มหลิว ออกมาแล้วเหรอ จะกลับแล้วใช่ไหม เดี๋ยวป้าไปส่ง”
หลิวเกินไหลเพิ่งเดินออกจากห้องทำงานของหัวหน้าแผนก หญิงวัยกลางคนที่เรียกตัวเองว่าป้าจูซึ่งกำลังนั่งถักไหมพรมอยู่ก็หันมายิ้มให้เขา ท่าทีนั้นเรียกได้ว่ากระตือรือร้นสุดๆ
“ยังไม่กลับครับป้าจู ผมจะไปกินข้าวที่ร้านฝั่งตรงข้ามก่อนแล้วค่อยกลับมา ป้าช่วยหยิบบุหรี่จงหัวให้ผมสองซองได้ไหมครับ” หลิวเกินไหลวางตั๋วปันส่วนบุหรี่ชั้นดีสองใบกับเงินสองหยวนที่เพิ่งได้จากหัวหน้าแผนกอวี๋ลงบนเคาน์เตอร์
“เด็กอย่างเราทำไมสูบบุหรี่แพงขนาดนี้” น้ำเสียงของป้าจูแฝงไปด้วยความตำหนิเล็กน้อย
อีกฝ่ายหวังดี หลิวเกินไหลย่อมไม่ทำตัวเป็นคนไม่รู้ความ เขาจึงยกเหตุผลที่เคยบอกกับหัวหน้าแผนกอวี๋ขึ้นมาพูดอีกครั้ง
พอป้าจูได้ฟัง เธอก็หยิบตั๋วปันส่วนบุหรี่ชั้นสองออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตัวเองสองใบ แล้วใส่เข้าไปในลิ้นชักเก็บเงินและตั๋วปันส่วนของร้าน จากนั้นก็หยิบบุหรี่จงหัวสองซองกับบุหรี่ต้าเฉียนเหมินอีกสองซองจากในตู้มาวางไว้ตรงหน้าหลิวเกินไหล
“จงหัวน่ะเก็บไว้ให้คนอื่น ส่วนตัวเองก็สูบต้าเฉียนเหมินก็พอแล้ว”
เมื่อเห็นว่าหลิวเกินไหลทำท่าจะปฏิเสธ ป้าจูก็ทำหน้าขรึมขึ้นมาทันที
“สามีป้าเขาไม่สูบบุหรี่ ตั๋วบุหรี่ชั้นสองสองใบนี้เดิมทีก็จะเอาไปให้คนอื่นอยู่แล้ว ไม่ต้องเกรงใจป้าหรอกน่า คราวหน้าถ้าล่าของดีๆ มาได้อีก ก็คิดถึงป้าจูคนนี้บ้างก็พอแล้ว”
เมื่อป้าจูพูดถึงขนาดนี้ หลิวเกินไหลจึงต้องรับไว้แต่โดยดี
บุหรี่จงหัวราคาซองละแปดเหมาสองเฟิน ส่วนต้าเฉียนเหมินราคาซองละสามเหมาแปดเฟิน หลิวเกินไหลจึงหยิบเงินออกมาเพิ่มอีกสี่เหมา
“ไปกินข้าวเถอะ ของพวกนี้เดี๋ยวป้าดูไว้ให้ รับรองไม่หาย”
ป้าจูกลับมายิ้มอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปนั่งถักไหมพรมต่อ
ข้าวของที่เขาซื้อมาทั้งหมดวางกองอยู่ที่หน้าประตูสหกรณ์ ของถูกแบ่งใส่กระสอบสองใบ โดยมีจอบกับพลั่ววางพาดอยู่ด้านบน
หลิวเกินไหลรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย
จริงๆ แล้ว ของทั้งหมดนั่นใช้กระสอบแค่ใบเดียวก็ใส่พอ การที่ป้าจูแบ่งเป็นสองกระสอบก็น่าจะเพราะรู้ว่าเขาต้องเดินทางไกล จึงอยากให้เขาใช้พลั่วหาบของไปจะได้ไม่เหนื่อยแรง
ใครว่าพนักงานขายในสหกรณ์บริการไม่ดีกัน
แค่บริการของป้าจูคนนี้ ก็ต้องให้คะแนนห้าดาวเต็มไปเลย
…
ร้านอาหารของรัฐตั้งอยู่เยื้องกับสหกรณ์ ห่างออกไปเพียงร้อยกว่าเมตร หลิวเกินไหลเดินไม่กี่ก้าวก็ถึง
ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตู ประตูกลับถูกผลักออกมาจากด้านใน เป็นเสี่ยวเจี่ยจากสหกรณ์นั่นเอง
“พ่อหนุ่มหลิว? มาทานข้าวเหรอ”
พอเห็นหลิวเกินไหล เสี่ยวเจี่ยก็ดูประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช่แล้ว” หลิวเกินไหลพยักหน้า
ขณะที่กำลังนึกสงสัยว่าหัวหน้าแผนกอวี๋ให้เขาไปซื้อเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงมาโผล่ที่ร้านอาหารของรัฐได้ เสี่ยวเจี่ยก็หันกลับไปตะโกนเข้าไปในร้านอาหารอีกครั้ง “เสี่ยวลี่! พรานหนุ่มที่ฉันเล่าให้เธอฟังเมื่อกี้นี้มาทานข้าวที่ร้านเธอแล้วนะ ช่วยดูแลเขาดีๆ หน่อย”
เสี่ยวลี่?
จู่ๆ หลิวเกินไหลก็นึกถึงโฆษณาสุดล้างสมองของโทรศัพท์ไร้สายยี่ห้อหนึ่งในชาติที่แล้วขึ้นมา
น่าเสียดายที่ชื่อ "เสี่ยวลี่" เดี่ยวๆ ขาดคำว่า "เหวย" ข้างหน้ากับคำว่า "ยา" ข้างหลังไป มันเลยขาดจิตวิญญาณไปหน่อย
“อยากกินอะไรก็บอกเสี่ยวลี่ได้เลยนะ เดี๋ยวฉันไปซื้อเมล็ดพันธุ์ให้” เสี่ยวเจี่ยตบบ่าหลิวเกินไหลอย่างสนิทสนมอีกครั้ง ก่อนจะขึ้นคร่อมจักรยานที่จอดอยู่ริมทางแล้วปั่นออกไปราวกับสายลม
หลิวเกินไหลเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไปในร้านอาหาร เด็กสาววัยสิบแปดสิบเก้าคนหนึ่งก็เดินเข้ามาต้อนรับ
หญิงสาวคนนี้หุ่นดี หน้าตาก็จิ้มลิ้มน่ามอง... มิน่าล่ะ นายเสี่ยวเจี่ยถึงได้แวะมาที่นี่บ่อยๆ
“นายคือพรานหนุ่มที่เอาไก่ฟ้ามายี่สิบตัวให้สหกรณ์เหรอ” เด็กสาวมองหลิวเกินไหลตั้งแต่หัวจรดเท้า
เสียงของเธอไม่ดังนัก แต่คำว่า "ไก่ฟ้ายี่สิบตัว" ก็ดึงดูดสายตาของลูกค้าโต๊ะอื่นที่กำลังทานข้าวอยู่ทั้งสองโต๊ะให้หันมามองได้
“ถ้าไม่มีคนอื่นเอามาส่งอีกคน ก็คงเป็นผมเองแหละ” หลิวเกินไหลยิ้ม
“ถ้างั้นนายก็เก่งจริงๆ นะ อายุนิดเดียวก็จับไก่ฟ้าได้ตั้งเยอะแยะ” เด็กสาวชมหลิวเกินไหลไปพลาง พลางพาเขาไปนั่งที่โต๊ะว่าง
“ไม่หรอกครับ แค่โชคดีนิดหน่อย” หลิวเกินไหลตอบอย่างถ่อมตัวแล้วนั่งลง
“อยากทานอะไรดีล่ะ” เด็กสาวถามหลิวเกินไหล แต่ไม่รอให้เขาตอบ เธอก็พูดต่อว่า “ช่างเถอะ นายไม่ต้องสั่งหรอก วันนี้มีกับข้าวแค่สองอย่าง คือผัดกะหล่ำปลีกับผัดมันฝรั่ง นายรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันจะไปบอกให้พ่อครัวตั้งใจทำเป็นพิเศษเลย”
ไม่รอให้หลิวเกินไหลได้พูดอะไร เด็กสาวก็หันหลังเดินจากไป ทิศทางที่เธอไปน่าจะเป็นหลังครัว
นิสัยของเด็กสาวคนนี้ก็ดูจะกระฉับกระเฉงว่องไวเหมือนกัน ช่างเข้าคู่กับนายเสี่ยวเจี่ยคนนั้นดีจริงๆ
ครู่ต่อมา เด็กสาวก็เดินออกมาอีกครั้ง โดยมีชายอ้วนวัยสี่สิบกว่าๆ เดินตามหลังมาด้วย
ก็แค่ผัดกับข้าวไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมพ่อครัวถึงเดินตามออกมาด้วยล่ะ?
ขณะที่หลิวเกินไหลกำลังครุ่นคิด เด็กสาวก็ชี้มาที่เขา แล้วโน้มตัวไปกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของชายอ้วน
เมื่อเห็นหลิวเกินไหลมองมา ชายอ้วนก็พยักหน้ายิ้มให้ แต่ไม่ได้เดินเข้ามาหา กลับเดินออกจากร้านตรงไปยังสหกรณ์ทันที
จะไปซื้อเครื่องปรุงเหรอ?
ไม่น่าใช่... พ่อครัวที่ไหนจะมาซื้อเครื่องปรุงตอนกำลังจะทำอาหารกัน?
หลิวเกินไหลเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างเป็นครั้งคราว อยากจะรู้ว่าพ่อครัวคนนั้นจะกลับมาเมื่อไหร่ ทันใดนั้นเสี่ยวลี่ก็เดินกลับมาพร้อมกับกับข้าวสองจาน
“กับข้าวของนายเสร็จแล้วนะ จานนี้ผัดมันฝรั่งเส้นเปรี้ยวเผ็ด ฉันบอกให้พ่อครัวใช้จิ๊กโฉ่วจากซานซีเป็นพิเศษเลย ส่วนผัดกะหล่ำปลีก็โรยต้นหอมซอยตอนเอาขึ้นจากกระทะด้วย ลองชิมดูสิว่าอร่อยไหม อ้อ จริงสิ นายจะเอาหมั่นโถวกี่ลูก สองลูกพอไหม”
แสดงว่าคนเมื่อกี้ไม่ใช่พ่อครัว
หลิวเกินไหลถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ