- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกเวทมนตร์ แต่ข้าจะใช้กล้ามเนื้อในร่างสาวน้อย
- บทที่ 7 - เธอจะกล้าเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองไหม
บทที่ 7 - เธอจะกล้าเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองไหม
บทที่ 7 - เธอจะกล้าเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองไหม
"นี่ เจียงเข่อเข่อ ประชุมผู้ปกครองคราวนี้พี่ชายเธอจะมาอีกหรือเปล่า? รอบนี้ฉันให้พี่สาวมาแทนแล้วนะ..."
ในช่วงพักระหว่างคาบ คำทักทายของเพื่อนนักเรียนชายทำให้เจียงเข่อเข่อปิดหนังสือลง
เธอหยิบกล่องข้าวกลางวันของตัวเองแล้วเดินออกจากห้องเรียนไป
"อ้าว นายทำเธอหนีไปอีกแล้ว"
"ฉันก็แค่อยากชวนคุยด้วยเฉยๆ เอง..."
ผลการเรียนของเจียงเข่อเข่อในโรงเรียนถือว่าดีมาก ดังนั้นจึงไม่ถึงขั้นถูกรังแก
เรื่องที่พี่ชายมาประชุมผู้ปกครอง แม้จะเคยถูกหัวเราะเยาะ แต่คุณครูประจำชั้นนั้นมีความรับผิดชอบสูง ตอนนั้นจึงจัดการอบรมพวกนักเรียนที่ล้อเลียนเธอไปยกใหญ่
เพื่อนในห้องจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ดูถูกหรือกีดกันเธอ
เพียงแต่เพราะเรียนเก่ง
และเจียงเข่อเข่อเองต่างหากที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร
โดยเฉพาะพวกผู้ชาย
เธอเกลียดผู้ชาย และคนที่เธอเกลียดที่สุด ก็คือพี่ชายของเธอ เจียงซือ
ผลการเรียนห่วยแตก ชอบโดดเรียน ชอบชกต่อย หาแต่เรื่องเดือดร้อน
และที่สำคัญ ไม่เคยขอโทษ
นับตั้งแต่วันที่พ่อแม่ตายเขาก็เป็นแบบนี้มาตลอด
พอย้อนนึกกลับไป บางครั้งเธอก็รู้สึกเหมือนภาพฝันที่เลือนราง
ความจริงแล้วตั้งแต่ยังเด็ก เธอก็รู้อยู่แล้วว่าเจียงซือเป็นคนเย็นชา
นอกจากออกกำลังกายแบบบ้าคลั่งเหมือนคนเสียสติทุกวัน เขาก็ไม่สนใจอะไรอีกเลย
แต่ทว่า ปกติเขาก็ยังเคารพพ่อแม่ พ่อแม่พูดอะไรเขาก็ฟัง
และตอนนั้นเจียงเข่อเข่อก็ชอบเกาะติดเขาแจ เพราะเจียงซือแม้จะไม่ค่อยพูด แต่ก็ยอมพาเธอไปเล่นด้วยเสมอ
มาคิดดูตอนนี้ บางทีนั่นอาจเป็นแค่การทำตามคำสั่งพ่อแม่แบบขอไปทีเท่านั้นเอง
คนคนนั้นไม่เคยแคร์เธอ และไม่เคยแคร์พ่อแม่มาตั้งแต่ต้น
น่าเสียดายที่ตอนนั้นเจียงเข่อเข่อยังไม่เข้าใจจุดนี้ ได้แต่คิดอย่างซื่อบื้อว่าพี่ชายของตัวเองดีที่สุด แค่ไม่ชอบแสดงออก
จนกระทั่งพ่อแม่จากไป
น้ำตาของเขาสักหยดก็ไม่มีให้เห็น แม้แต่งานศพก็ยังไม่อยากเข้าร่วม
ความรำคาญใจและอาการใจลอยตอนยืนอยู่หน้าศพพ่อแม่นั้น เป็นของจริงที่เสแสร้งไม่ได้
เห็นแก่ตัว เลือดเย็น ไร้มนุษยธรรม
นี่คือนิยามทั้งหมดที่เจียงเข่อเข่อมอบให้พี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง
เธอหยิบข้าวกล่องที่ทำไว้เมื่อคืนออกมา อาหารเหลือเย็นชืด
ตั้งแต่พ่อแม่เสีย เธอก็แทบไม่ได้กินข้าวร้อนๆ
เธอไม่กินข้าวที่เจียงซือทำ ไม่อยากพึ่งพาคนอย่างเจียงซือที่จ้องจะทิ้งเธอตลอดเวลา
ตอนมาโรงเรียน มีแค่ตอนกลางคืนเท่านั้นที่เธอมีเวลาทำอาหารเอง เธอเลยทำเผื่อไว้เยอะหน่อย เพื่อเก็บไว้กินในวันรุ่งขึ้น
พอกลางวันมันก็เย็นชืดหมดแล้ว ที่โรงเรียนไม่มีที่ให้อุ่นอาหาร
เธอตักข้าวเย็นๆ เข้าปาก พลางหยิบกระติกน้ำข้างตัวขึ้นมา ในโรงเรียนยังมีน้ำร้อน พอให้ช่วยอุ่นท้องได้บ้าง
ลมเที่ยงวันที่พัดมาจากไซตฺก่อสร้างเจือความหนาวเย็น ฤดูร้อนของเมืองเป่ยไฮ่มักจะมาช้าเสมอ ความหนาวเหน็บของฤดูหนาวอาลัยอาวรณ์อยู่นานเกินไป จนทำให้ไออุ่นของต้นฤดูใบไม้ผลิในสายลมหนาวนี้ เปรียบเสมือนน้ำตาลก้อนเล็กๆ ที่ตกลงไปในชาขม
ยังไม่ทันลิ้มรสความหวานอบอุ่น ก็ถูกความขมขื่นและความหนาวเหน็บกลืนกินจนสิ้น
เธอหดตัวอยู่ที่มุมระเบียงชั้นสาม มองไปยังสวนสาธารณะกลางเมืองที่อยู่ไกลลิบ
นั่นเป็นที่ที่พ่อแม่ชอบพาพวกเขาไปตอนเด็กๆ
พ่อกับแม่พาพวกเราวิ่งเล่นไปทั่วสวน หาเครื่องเล่นสนุกๆ หยอกล้อให้พวกเราหัวเราะ
พอเล่นจนเหนื่อย แม่ก็จะแบกเธอ ส่วนพ่อก็จะขี่คอเจียงซือ ร้องเพลงกล่อมเด็กไปด้วยระหว่างเดินกลับบ้าน
เธอยังจำบทสนทนาของพ่อแม่ตอนที่คิดว่าพวกเธอหลับไปแล้วได้
พวกเขาปรึกษากันว่าจะซื้อรถเมื่อไหร่ เงินเดือนของพ่อแม่จริงๆ แล้วไม่น้อย แต่เพื่อเลี้ยงดูเด็กสองคน เงินทองจึงใช้สุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ เรื่องซื้อรถเลยต้องเลื่อนออกไปก่อน พ่อถึงขั้นวางแผนว่าจะซื้อรถมือสองมาใช้ไปพลางๆ
บอกว่าจะสอนเจียงซือขับรถ...
พอรู้สึกหนาว ความทรงจำในอดีตก็ผุดขึ้นมา มอบความอบอุ่นให้เพียงเล็กน้อย แล้วแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่ยิ่งกว่าเดิม
เพราะฉะนั้น จึงให้อภัยเจียงซือไม่ได้
ให้อภัยสายเลือดเดียวกันที่ไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิดหลังพ่อแม่ตายไม่ได้
ให้อภัยที่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และใช้ชีวิตเสวยสุขตามใจชอบไม่ได้เด็ดขาด!
"ตูม!"
จู่ๆ อาคารเรียนทั้งหลังก็สั่นสะเทือน
กล่องข้าวในมือเจียงเข่อเข่อร่วงกระจายเต็มพื้น แม้จะรู้สึกเสียดาย แต่เธอก็รีบเก็บกล่องข้าวขึ้นมา แล้วมองลงไปข้างล่าง
อสูรภัยพิบัติรูปร่างเหมือนค้างคาว พังทลายพื้นดินโผล่ขึ้นมาจากสนามกีฬาท่ามกลางอาคารเรียน!
ช่วงไม่กี่ปีมานี้อสูรภัยพิบัติในเมืองเป่ยไฮ่ออกอาละวาดบ่อยครั้ง สำหรับหลายคนอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรแล้ว
แต่ถ้าไม่มีสาวน้อยเวทมนตร์ มันก็ยังอันตรายมากอยู่ดี
รปภ. ของโรงเรียนตอบสนองรวดเร็วมาก รีบกดสัญญาณเตือนภัยทันที นักเรียนและครูต่างรีบวิ่งหนีออกจากอาคารเรียน
แม้จะเสียงดังจอแจ แต่ก็ไม่ได้โกลาหลวุ่นวายมากนัก รปภ. วัยเกษียณจากสำนักงานควบคุมภัยพิบัติไม่กี่คนยืนขวางอยู่ด้านหน้า ในมือถือสเปรย์ เป็นสเปรย์ไล่อสูรที่สำนักงานวิจัยขึ้นมา
สามารถทำให้อสูรหวาดกลัวได้ชั่วขณะ หรือกระทั่งหยุดการเคลื่อนไหว เพื่อซื้อเวลาให้สาวน้อยเวทมนตร์มาถึง
ทว่าเจ้าค้างคาวนั่นกลับไม่มีปฏิกิริยาต่อสเปรย์เลยแม้แต่น้อย มันเพียงแค่กรีดร้องออกมา!
กลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบคือเหล่า รปภ. ที่ถือสเปรย์อยู่ด้านหน้า พวกเขาล้มลงกับพื้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าท่ามกลางเสียงกรีดร้อง สเปรย์ในมือกลิ้งไปที่เท้าของอสูร และถูกเหยียบจนแหลกละเอียด
น้ำยาจำนวนมากสาดกระเซ็นใส่ตัวอสูร แต่กลับไร้ผล
ระดับเสียงกรีดร้องค่อยๆ ลดลงจนหูมนุษย์ไม่ได้ยิน แต่ทั่วทั้งโรงเรียนและถนนโดยรอบ ไม่มีใครยืนหยัดอยู่ได้อีกแม้แต่คนเดียว
ทุกคนนอนหมอบอยู่กับพื้น เงียบกริบราวกับอยู่ในสุสาน
เจียงเข่อเข่อหวังว่าตัวเองจะสลบไปเหมือนกัน
แต่ไม่
อสูรที่กรีดร้องตัวนั้นหันหัวกลับมา ดวงตาที่น่าสยดสยองจ้องเขม็งมาที่เธอ
เป็นแบบนี้เสมอ
เธอกำกล่องข้าวในมือแน่น พยายามจะสูดหายใจ แต่กลับรู้สึกยากลำบากเหลือเกิน
ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้
อสูรภัยพิบัติกระพือปีกพรึบ ลมกรรโชกหอบเอาเศษสิ่งของรอบข้างปลิวว่อน จนเจียงเข่อเข่อแทบลืมตาไม่ขึ้น
เมื่อกรงเล็บเท้าคู่ของค้างคาวปีศาจยึดเกาะขอบหน้าต่าง ห้อยหัวจ้องมองมาที่เธอ เจียงเข่อเข่อก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
แล้วเข่าก็อ่อนทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น
เธอกัดริมฝีปาก แทนที่จะหวาดกลัวหรือตื่นตระหนก กลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและเสียใจมากกว่า
ทำไมต้องเป็นเธอที่เจอเรื่องแบบนี้ตลอด ทำไมชีวิตของเธอถึงไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นบ้างเลย
พ่อแม่ตายด้วยน้ำมืออสูรภัยพิบัติ
พี่น้องร่วมสายเลือดที่เหลืออยู่ก็เย็นชาจนไม่เหมือนคน
ตัวคนเดียว พยายามอย่างหนัก ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรจนถึงตอนนี้
แล้วแม้แต่ความปรารถนาเล็กๆ แค่ขอให้มีชีวิตรอดต่อไป ก็ยังทำให้เป็นจริงไม่ได้
ตอนที่อสูรอ้าปากกว้างและเงาทะมึนเข้าปกคลุมร่าง
เจียงเข่อเข่อยังคงหยิบเมล็ดพันธุ์ของตัวเองออกมาโดยสัญชาตญาณ
เมล็ดพันธุ์แห่งเวทมนตร์
เครื่องยืนยันว่าจะสามารถแปลงร่างเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ได้ เธอได้มันมาในวันที่พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุ
แต่ทว่า นับตั้งแต่วันที่ได้มา เมล็ดพันธุ์ก็มีสีเทาหม่นหมองมาตลอด
ราวกับถูกอะไรบางอย่างดูดพลังงานไปจนหมด
สิ่งที่อยู่ในมือเธอเป็นเพียงเปลือกเปล่า
เหมือนกับชีวิตของเธอ ที่มักจะมอบความสิ้นหวังที่ดำมืดที่สุดให้ ในยามที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความสุข
เยาะเย้ยความอ่อนแอและความน่าเกลียดของเธอเมื่อต้องเผชิญกับโชคร้าย
เหลือเพียงเปลือกที่ว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะดำรงอยู่ไปเพื่ออะไร
"ถ้าไม่เกิดมาตั้งแต่แรก ก็คงดี..."
เมื่อหลับตาลงและเลิกดิ้นรน ชั่วขณะหนึ่งกลับรู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อย
เพียงแต่ยังคงหวาดกลัวความเจ็บปวด หวาดกลัวความตายที่ไม่รู้จัก ร่างกายจึงสั่นเทาเล็กน้อย
"อสูรภัยพิบัติกินคนแล้วจะแข็งแกร่งขึ้นนะ"
เสียงใสกังวานราวกับระฆังดังขึ้นข้างหู จากนั้นเธอก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ขับไล่ความหนาวเหน็บทั้งมวล
"ก๊าซ!"
อสูรภัยพิบัติส่งเสียงร้องผิดปกติออกมา
เจียงเข่อเข่อจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างระมัดระวัง
เปลวเพลิงสีม่วงตกลงมาจากฟากฟ้าราวกับดาวตก กระแทกเข้าใส่ร่างของอสูรเต็มรัก!
อสูรที่ถูกอัดหัวทิ่มพื้นส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะถูกฝุ่นควันกลืนกินไปชั่วขณะ
เปลวเพลิงสีม่วงนั้นค่อยๆ ร่อนลงตรงหน้าเธอ
รองเท้าบูทยาวสีม่วงอ่อนอันงดงามสัมผัสพื้นเกิดเสียงใสกังวาน แสงสีม่วงที่ดูเหมือนเปลวไฟลุกโชนค่อยๆ สลายไป
ชุดกระโปรงยาวสีม่วงทอง ริบบิ้นที่พลิ้วไหว เครื่องประดับรูปผีเสื้อน่ารัก และเรือนผมสีม่วงที่ลอยล่องในสายลม
จนกระทั่งใบหน้าที่งดงามและเย็นชานั้นปรากฏแก่สายตา
"ถ้าสาวน้อยเวทมนตร์ถูกกิน อสูรภัยพิบัติจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น" เด็กสาวที่งดงามราวกับดอกไม้สีม่วงเอ่ยกับเธอ "ถ้าเธอตาย มันจะยุ่งยากมาก"
ในวันนั้น พระอาทิตย์ในชีวิตของเจียงเข่อเข่อได้ขึ้นใหม่อีกครั้ง
แม้จะเป็นสีม่วง แต่ก็ยังคงอบอุ่นไม่เสื่อมคลาย
[จบแล้ว]