- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกเวทมนตร์ แต่ข้าจะใช้กล้ามเนื้อในร่างสาวน้อย
- บทที่ 5 - เรื่องพรรค์นั้นฉันไม่ยอมหรอก
บทที่ 5 - เรื่องพรรค์นั้นฉันไม่ยอมหรอก
บทที่ 5 - เรื่องพรรค์นั้นฉันไม่ยอมหรอก
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเช้าตรู่แล้ว
เจียงซือขยี้ตาพลางชูเมล็ดพันธุ์ในมือขึ้น
แสงแดดส่องผ่านผ้าม่าน ทำให้เมล็ดพันธุ์สีม่วงดูโปร่งแสงแวววาวราวกับอัญมณี
เจียงซือเก็บความรู้สึกพึงพอใจกลับไป เขาเหลือบมองการบ้านที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
ยังทำไม่เสร็จ ปกติแล้วเขาต้องรีบไปโรงเรียนแต่เช้าเพื่อลอกการบ้าน
การบ้านมัธยมปลายมีแต่จะเยอะขึ้นทุกวัน หากต้องทำเองทั้งหมดคงสร้างปัญหาให้เส้นทางการบำเพ็ญเพียรของเขาไม่น้อย
เขาลุกจากเตียง เก็บการบ้านใส่กระเป๋า เปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าแปรงฟันแล้วเดินลงมาชั้นล่าง ก็เห็นน้องสาวกำลังนั่งกินข้าวอยู่
เมนูง่ายๆ อย่างไข่ผัด และหมั่นโถวที่กินไม่หมดจากเมื่อคืน
"เข่อเข่อ เมื่อวานครูโทรมาบอกว่าคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเธอตกนะ"
เขาเตือนขณะกำลังจัดการธุระส่วนตัว "ตั้งใจเรียนหน่อย"
เจียงเข่อเข่อ ชื่อเล่นคือเข่อเข่อ เดิมทีพ่อแม่ตั้งใจจะตั้งชื่อจริงให้ตอนโตกว่านี้ แต่อุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อนทำให้พวกท่านไม่มีโอกาสได้ตั้งชื่อให้เธอ ชื่อเล่นว่าเข่อเข่อจึงถูกใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
"อืม"
ท่าทีของเธอเย็นชาอย่างที่สุด
นับตั้งแต่เจียงซือโดดงานศพพ่อแม่เมื่อสามปีก่อน ความสัมพันธ์ของเขากับน้องสาวก็ร้าวฉานจนกลายเป็นเช่นนี้มาตลอด
เจียงซือไม่เคยคิดจะสานสัมพันธ์ และเจียงเข่อเข่อก็แทบไม่อยากจะเสวนากับเขาเกินความจำเป็น
แม้จะอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันมาหลายปี แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า
พวกญาติๆ ย่อมเคยคิดจะรับเลี้ยงเจียงเข่อเข่อ แต่ไม่มีใครอยากรับเลี้ยงเด็กเนรคุณอย่างเจียงซือ
ต่อการตายของพ่อแม่เขาไม่รู้สึกรู้สา อย่าว่าแต่ร้องไห้เลย แม้แต่ความเสียใจสักนิดก็ยังมองไม่เห็น เด็กพรรค์นี้ใครจะอยากเอาไปเลี้ยง
แม้หลายคนอยากรับเลี้ยงเจียงเข่อเข่อ แต่เธอก็ไม่อยากทิ้งบ้านที่พ่อแม่เหลือไว้ให้
ไปๆ มาๆ ทั้งสองคนเลยอยู่กันมาแบบนี้จนล่วงเลยมาสามปี
น้องสาวขึ้นมัธยมต้น ส่วนเขาขึ้นมัธยมปลาย
"ประชุมผู้ปกครอง..."
"ไม่ต้องลำบากนาย"
ยังพูดไม่ทันจบ อีกฝ่ายก็ปฏิเสธทันควัน
เขาเคยไปประชุมผู้ปกครองให้น้องสาวมาแล้วสองครั้ง
ในเมื่อพ่อแม่ด่วนจากไป การที่พี่ชายไปประชุมผู้ปกครองให้น้องสาวก็เป็นเรื่องปกติ เพียงแต่พี่ชายอย่างเขาก็อายุมากกว่าน้องไม่กี่ปี ไปนั่งในที่ประชุมผู้ปกครองย่อมดูน่าขบขันอยู่บ้าง
ได้ยินว่าเพื่อนที่โรงเรียนมักจะล้อเลียนเธอทุกครั้งหลังประชุมผู้ปกครอง ครั้งนี้ดูเหมือนเธอจะไม่อยากให้เขาไป
ถึงจะไหว้วานญาติๆ ให้ช่วยได้ แต่ความสัมพันธ์พรรค์นั้นถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
ยิ่งไปพึ่งพาพวกเขามากเท่าไหร่ ข้ออ้างที่จะรับเลี้ยงเจียงเข่อเข่อก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น จนสุดท้ายเจียงเข่อเข่ออาจปฏิเสธไม่ได้
เจียงซือไม่ได้สนใจหรอกว่าเธอจะถูกใครรับเลี้ยงไปหรือไม่ สำหรับเขาแล้วถ้าน้องสาวถูกรับเลี้ยงไปเสียได้จะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ
ตั้งแต่กลายเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ เขาก็มีเรื่องต้องค้นคว้ามากมาย การมีเจียงเข่อเข่ออยู่ด้วยรังแต่จะเกะกะ
สำหรับเจียงซือแล้ว เส้นทางแห่งการแสวงหาเต๋าต้องมาก่อนเสมอ
เพราะเห็นแก่บุญคุณเลี้ยงดูของพ่อแม่คู่นั้น เขาไม่รังเกียจที่จะดูแลน้องสาวคนนี้ แต่ถ้าเธอสมัครใจจะจากไปเอง เจียงซือก็จะสะดวกสบายขึ้นมาก
พอจัดการธุระเสร็จ เขาเพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่งที่โต๊ะ เข่อเข่อก็ลุกพรวดขึ้น คว้าขนมปังที่ยังกินเหลืออีกครึ่งชิ้นกับกระเป๋านักเรียนเดินดุ่มๆ ออกไปทันที
ราวกับว่าแค่เข้าใกล้เขาแล้วจะเกิดอาการแพ้
เจียงซือชินชาเสียแล้ว เขาหยิบหมั่นโถวเย็นชืดที่เหลือจากเมื่อวานมากินแกล้มกับกับข้าวเย็นๆ พอให้อิ่มท้อง แล้วคว้ากระเป๋านักเรียนเดินออกจากบ้าน
ถึงแปลงร่างเป็นสาวน้อยเวทมนตร์แล้วจะบินได้ แต่ตัวตนนี้จำเป็นต้องปิดเป็นความลับ เขาไม่อยากเปิดเผยตัว
ช่วงไม่กี่ปีมานี้อสูรภัยพิบัติในเมืองเป่ยไฮ่ออกอาละวาดบ่อยขึ้น การควบคุมความทรงจำเกี่ยวกับสาวน้อยเวทมนตร์จึงถูกยกเลิก ไม่มีการลบความทรงจำอีกต่อไป ข้างทางมักจะได้ยินบทสนทนาเกี่ยวกับสาวน้อยเวทมนตร์อยู่เสมอ
ถ้าเขาแปลงร่างสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่นานคงถูกจำได้และถูกระบุตำแหน่ง ต่อจากนั้นตัวตนของเขา...
พระเอกนิยายไม่เคยเปิดเผยความลับของตัวเองง่ายๆ หรอก
แม้แต่กับคนในครอบครัวก็ไม่เว้น
ช่วงเวลาเร่งด่วนของการไปทำงานและไปโรงเรียน แม้เจียงซือจะออกมาเช้ามาก แต่รถเมล์ก็ยังเบียดเสียดจนน่ากลัว พอก้าวขึ้นไปก็เหมือนตกอยู่ในกระแสน้ำ ทำได้แค่ปล่อยให้ฝูงชนผลักดันไปข้างหน้า เขาคว้าเสาจับตรงริมหน้าต่าง ในที่สุดก็ทรงตัวได้ท่ามกลางคลื่นมนุษย์
กลิ่นอาหารเช้าลอยคลุ้ง เหล่านักเรียนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่เช้าตรู่ ดูมีชีวิตชีวา แสงแดดยามเช้าที่ไม่แสบตาช่วยขับไล่ความหนาวเย็นจากค่ำคืน ความอบอุ่นทำให้เจียงซือหาวออกมา ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำอีกครั้ง
เมื่อก่อนความธรรมดาสามัญเหล่านี้เคยทำให้เขาหงุดหงิดกระวนกระวายใจ
แต่บัดนี้เมื่อมีพลังแห่งสาวน้อยเวทมนตร์อยู่ในมือ มหาเต๋าอยู่ใกล้แค่เอื้อม ในที่สุดเขาก็สามารถมองทุกอย่างด้วยความสงบและผ่อนคลาย
ไม่เลวเลย
ขณะที่คิดเช่นนั้นและตั้งใจจะงีบสักหน่อยก่อนถึงจุดหมาย แสงแดดก็พลันหายไป
เงาทะมึนขนาดมหึมาปกคลุมลงมา
ทันใดนั้นรถเมล์ที่อัดแน่นไปด้วยนักเรียนและคนทำงานก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เสียงกรีดร้องของนักเรียนและเสียงตะโกนของคนทำงาน บ้างก็รีบโทรศัพท์
ยามเช้าที่เคยสงบสุขถูกทำลายลง
เจียงซือเงยหน้ามอง ลูกตายักษ์น่าสยดสยองปรากฏขึ้นเหนือรถเมล์ ลมกรรโชกแรงที่มันสร้างขึ้นทำให้รถเมล์โยกไปมา
อสูรภัยพิบัติ
สามปีมานี้เขาเจอพวกมันมาไม่น้อย และจัดการไปก็เยอะ อาจเป็นเพราะเมืองเป่ยไฮ่มีสาวน้อยเวทมนตร์เพิ่มมากขึ้น อสูรภัยพิบัติจึงโผล่ออกมาถี่ขึ้นเป็นเงาตามตัว
อาจจะเกิดจากความขุ่นเคืองที่ไม่อยากไปโรงเรียนและไม่อยากไปทำงานมารวมตัวกัน
เจ้านี่มันยุ่งยากแบบนี้แหละ ขอแค่มีความขุ่นเคือง มันก็พร้อมจะกำเนิดขึ้นมาดื้อๆ
รอบข้างโกลาหลวุ่นวาย เหมือนจะมีคนร้องไห้ออกมาแล้ว เขาแตะเมล็ดพันธุ์สีม่วงของตัวเอง
จังหวะที่ลูกตายักษ์เรียกลมพายุรุนแรงกว่าเดิมหมายจะพัดรถเมล์ทั้งคันให้ลอยขึ้น แสงสีฟ้าเย็นเยียบจุดหนึ่งก็พุ่งทะลุลูกตาที่บิดเบี้ยวนั้น
เลือดสาดกระเซ็นราวกับหลั่งน้ำตา จุดแสงสีฟ้าลุกลามไปทั่วลูกตายักษ์อย่างรวดเร็ว เปล่งประกายเจิดจ้า พอแสงจางลงก็พบว่าลูกตานั้นถูกชั้นน้ำแข็งห่อหุ้มจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว
สาวน้อยเวทมนตร์คนหนึ่งเหยียบลงบนลูกตานั้นอย่างแผ่วเบา
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีจากในรถเมล์ คทาในมือของเธอเคาะลงบนน้ำแข็งใต้เท้าหนักๆ หนึ่งที อสูรภัยพิบัติที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับคนธรรมดาก็แตกกระจายเป็นเศษน้ำแข็ง ร่วงกราวลงมากลางอากาศ
ริบบิ้นบางเบาพริ้วไหวกลางเวหา สาวน้อยเวทมนตร์สีฟ้าบินถอยหลังท่ามกลางเกล็ดน้ำแข็ง ราวกับภูตพราย งดงามและสง่างาม ก่อนจะจากไปเธอยังโบกมือให้คนในรถเมล์ด้วยรอยยิ้ม ขยับริมฝีปากเหมือนพูดอะไรบางอย่าง
เจียงซือละสายตาแล้วปล่อยมือจากเมล็ดพันธุ์
เป็นอันว่าไม่ต้องหาทางลงจากรถไปแปลงร่างแล้ว
พอสาวน้อยเวทมนตร์ลับสายตาไป ในรถเมล์ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่ม
"เธออีกแล้ว สาวน้อยเวทมนตร์สีฟ้า!"
"รหัส 'เจ้าแห่งเหมันต์' สาวน้อยเวทมนตร์อิสระ ม่านตารูปเกล็ดหิมะหกแฉก ความสามารถคือความเย็นและการควบคุมน้ำแข็ง..."
"นายจำแม่นจัง"
"ก็เธอเป็นสาวน้อยเวทมนตร์นอกสังกัดนี่นา ได้ยินว่าสำนักงานควบคุมภัยพิบัติกำลังตามหาตัวเธออยู่"
"ไม่รู้จะตีกันเองหรือเปล่า..."
ถือว่าเป็นดาราเล็กๆ คนหนึ่งเลยทีเดียว
รถเมล์โคลงเคลงแล้วเคลื่อนตัวต่อไป
เมื่อถึงโรงเรียน เจียงซือก็ถูกกระแสน้ำพัดพาลงจากรถ
แม้ตอนอยู่บนรถจะเบียดเสียด แต่พอลงมาแล้ว นักเรียนก็แยกย้ายกันไปตามทางแยกต่างๆ ผู้คนจึงดูบางตาลง
การปรากฏตัวของสาวน้อยเวทมนตร์แม้จะก่อให้เกิดบทสนทนาเล็กน้อย แต่ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลายปีมานี้อสูรภัยพิบัติในเมืองเป่ยไฮ่ชุกชุม หลังจากสำนักงานควบคุมภัยพิบัติเข้ามาดูแล ก็มีสาวน้อยเวทมนตร์ประจำการคอยจัดการ
ลำพังสาวน้อยเวทมนตร์ไม่ได้หาดูยากนัก ขอแค่มีอสูรภัยพิบัติ สาวน้อยเวทมนตร์ก็จะปรากฏตัว
ที่ตงจวินเป็นประเด็นถกเถียงขนาดนี้ ก็เพราะเธอเป็นสาวน้อยเวทมนตร์อิสระที่ไม่อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงาน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับทางการดูคลุมเครือ
แม้เธอจะช่วยกำจัดอสูรและปกป้องประชาชน แต่การที่ไม่ลงรอยกับสำนักงานทำให้ผู้คนพากันสงสัยว่าจะเกิดการปะทะกันหรือไม่ ถึงขั้นเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในหมู่ประชาชน
เพียงแต่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของสาวน้อยเวทมนตร์สีฟ้า แม้แต่สำนักงานก็ยังระบุตัวตนเธอไม่ได้ คนที่กล้าสนับสนุนบุคคลปริศนาแบบนี้ย่อมมีน้อยกว่า
และหลังจากสาวน้อยเวทมนตร์สีฟ้าหายตัวไปได้ไม่นาน
ในมุมอับสายตาที่หน้าประตูโรงเรียน เด็กสาวสวมเสื้อไหมพรมสีขาวกับกระโปรงพลีทสีน้ำเงินเข้มเดินออกมาจากทางเดินลับตาคน ผู้คนรอบข้างกลับทำเหมือนมองไม่เห็นเธอ
จนกระทั่งเธอเดินกอดกระเป๋านักเรียนที่ห้อยตุ๊กตาหมีมาถึงริมถนน เศษเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นจากตัวเธอ นักเรียนบางคนถึงเพิ่งสังเกตเห็นและเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง เด็กสาวเพียงยิ้มตอบตามมารยาท
จากนั้นเธอก็มองไปทางป้ายรถเมล์ด้วยสายตาคาดหวัง เหมือนกำลังมองหาใครบางคน
แต่รออยู่นานสองนานก็ไม่เห็นคนที่อยากเจอ
จนรถเมล์คันถัดไปมาถึง นักเรียนเริ่มเยอะขึ้น เธอถึงได้กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ "โดดเรียนอีกแล้ว!"
เจียงซือไม่เคยบอกสักคำว่าจะมาเข้าเรียน
เมื่อก่อนตอนไม่มีพลังเหนือธรรมชาติ เขาทำได้แค่ประนีประนอม ยอมไปโรงเรียนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
ตอนนี้มีพลังเหนือธรรมชาติแล้ว ยังต้องยอมจำนนไปโรงเรียนอีก แล้วเขาจะแปลงร่างเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ไปเพื่ออะไร?
การเรียนกลายเป็นอุปสรรคในการค้นหาเต๋าและการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน ก็สมควรทิ้งมันไปซะ
ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ ก็เพื่อค้นหาทิศทางและเป้าหมายในชีวิต และเพื่อให้มีความสามารถมากพอจะทำตามเป้าหมายนั้น
แต่ตอนนี้เจียงซือได้ก้าวเดินบนเส้นทางของตัวเองแล้ว ชีวิตเขาไม่ต้องการโรงเรียนที่เป็นเพียงเครื่องมืออีกต่อไป
และยิ่งไม่ต้องการการบ้าน
"เจียงซือ!"
เขาหันกลับไปมอง เด็กสาวที่กอดกระเป๋านักเรียนวิ่งเหยาะๆ ตามมา ตุ๊กตาหมีที่ห้อยกระเป๋าแกว่งไปมา "รอฉันด้วย!"
เจียงซือไม่สนใจ แต่เด็กสาววิ่งไม่ช้าเลย แป๊บเดียวก็มาถึงข้างกายเขา เดินตามต้อยๆ หลังจากหอบหายใจเล็กน้อย เธอก็บ่นอุบอิบ "ทำไมไม่สนใจกันเลยล่ะ?"
"ฉันเห็นเธอยุ่งอยู่"
"ไม่ได้ยุ่งสักหน่อย" เธอพูดพลางจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ก่อนจะเอียงคอ ต่างหูรูปหยดน้ำสีฟ้าใสเปล่งประกาย "เมื่อกี้ฉันโชว์ฟอร์มใช้ได้เลยใช่ไหม?"
"อืม"
ปิงถัง อายุสิบหกปี นักเรียนมัธยมปลายหญิง เพื่อนร่วมโต๊ะของเจียงซือ
เด็กสาวที่เจียงซือช่วยไว้ตอนที่เขาหัดแปลงร่างเมื่อสามปีก่อน
สาวน้อยเวทมนตร์มีพลังในการลบความทรงจำคนธรรมดา ขอแค่ใช้พลังเวทครอบคลุมสมองอีกฝ่าย ก็ทำให้คนคนนั้นลืมเรื่องเกี่ยวกับสาวน้อยเวทมนตร์และอสูรภัยพิบัติได้
เดิมทีเจียงซือตั้งใจจะลบความทรงจำเธอเพื่อปิดบังตัวตน
แต่พอกลับหลังหัน ก็เห็นสาวน้อยเวทมนตร์สีฟ้ายืนทำหน้าเอ๋อมองเขาอยู่
ปิงถังที่เผชิญกับความสิ้นหวังจากอสูรภัยพิบัติ ได้แปลงร่างไปตามธรรมชาติ
ทั้งสองคนยืนจ้องหน้ากันท่ามกลางสายฝนอยู่นานสองนาน
แม้จะไม่ถึงขั้นต้องฆ่าปิดปาก (ตอนนั้นเจียงซือยังไม่รู้ระดับพลังของตัวเองแน่ชัด ใครจะรู้ว่าสู้กันจริงๆ จะชนะไหม) แต่ก็ต้องจับตาดูอีกฝ่ายไว้ไม่ให้ความแตก
ไปๆ มาๆ สาวน้อยเวทมนตร์ฉายา "ตงจวิน" คนนี้ ก็กลายเป็นเพื่อนกับเขา เป็นคนเดียวที่รู้ตัวตนของเขา ทั้งสองร่วมกันก่อตั้งองค์กรสาวน้อยเวทมนตร์ที่แยกตัวเป็นเอกเทศจากสำนักงานควบคุมภัยพิบัติ
ก็แหม พระเอกนิยายก็ต้องมีองค์กรและลูกน้องเป็นของตัวเองสิ
"เมื่อวานสำนักงานส่งคำเตือนมาอีกแล้ว บอกว่าถ้าไม่ยอมเข้าร่วมกับสำนักงาน ก็ให้ถอนตัวออกจากเมืองเป่ยไฮ่ซะ"
ระหว่างทางปิงถังส่ายหน้าอย่างเอือมระอา "ทั้งที่พวกเขาเป็นฝ่ายมาทีหลังแท้ๆ"
ปฏิกิริยาของสำนักงานมักจะช้ากว่าหนึ่งจังหวะเสมอ หลังจากเมืองเป่ยไฮ่มีอสูรภัยพิบัติปรากฏตัวครั้งแรกในรอบสิบกว่าปี สำนักงานก็แค่ส่งเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์ ไม่ได้ส่งสาวน้อยเวทมนตร์มาประจำการ
สามปีมานี้ เป็นเจียงซือกับปิงถังที่คอยกำจัดอสูรที่นี่และก่อตั้งองค์กรขึ้นมา
จนกระทั่งปีถัดมา สำนักงานถึงเพิ่งรู้ตัวว่าความถี่ของอสูรผิดปกติ จึงส่งสาวน้อยเวทมนตร์มา และเปิดสาขาสำนักงานเขตเป่ยไฮ่ขึ้นใหม่
ปีนี้เริ่มกดดันตงจวิน หวังจะบีบให้เธอเข้าร่วม
"ไม่ต้องไปสนใจ"
ตอบกลับไปส่งๆ แล้วเจียงซือกับปิงถังก็มาถึงโรงงานร้างแห่งหนึ่ง
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน ยืนอยู่บนชั้นสองของโรงงานยังมองเห็นตึกเรียนได้เลย
เดินไปถึงจุดที่พื้นปูนแตกเป็นช่อง เจียงซือใช้ปลายเท้าเคาะพื้น
เขาหยิบเมล็ดพันธุ์สีม่วงวางลงบนพื้น ลวดลายถี่ยิบไหลออกมาจากเมล็ดพันธุ์ แผ่ขยายออกไปถักทอเป็นวงเวทอันซับซ้อน
ทันใดนั้นวงเวทก็สลายไป ปรากฏบานประตูขึ้นที่พื้น
ทั้งสองเปิดประตูเดินลงไป ตามบันไดลึกลงไปจนสุดทางใต้ดิน ก็เห็นป้ายชื่ออันหนึ่ง
ถ้ำสวรรค์มายาจันทรา!
ป้ายไม้เก่าแก่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งเซียน เจียงซือลงแรงไปไม่น้อยกว่าจะทำป้ายนี้ออกมาได้
ผลลัพธ์ในตอนนี้เป็นที่น่าพอใจมาก
ปากถ้ำมีเสียงน้ำพุวิญญาณใสกระจ่าง นี่คือระบบหมุนเวียนน้ำที่ลงทุนไปสองพันหยวน ทำให้ปากถ้ำดูเหมือนมีม่านน้ำตก
เดินเข้าไปในถ้ำ ทางเดินคดเคี้ยวเลี้ยวลด ผนังถ้ำเต็มไปด้วยเถาวัลย์... ของปลอมทั้งนั้น ของจริงแพงเกินแถมเลี้ยงยาก
ข้างๆ มีรูปสลักสัตว์วิญญาณดูขลังตั้งอยู่ ปัญหาคือหน้าตามันดูปัญญาอ่อนเหมือนหมาฮัสกี้
นี่เป็นฝีมือการจัดของปิงถัง
ฟ้าดินเป็นพยาน กว่าเจียงซือจะรู้ว่าโลกนี้ไม่มีนิยายเน็ต และวงการบันเทิงพัฒนาไปคนละทิศละทางกับโลกเดิมของเขาอย่างสิ้นเชิง เพลง นิยาย หรือแม้แต่การ์ตูนและหนังล้วนแปลกตาไม่คุ้นเคย ก็ปาเข้าไปหลายปี
ดังนั้นเรื่องที่เป็นสามัญสำนึกพื้นฐานสำหรับเจียงซือ พอปิงถังได้ยินเข้าก็เหมือนฟังภาษาต่างดาว
เขาบอกให้ไปซื้อรูปสลักสัตว์วิญญาณมาเพิ่มไอเซียนให้ถ้ำสวรรค์
ผลคือปิงถังแบกรูปสลักฮัสกี้กลับมา ได้ยินว่าเป็นงานศิลปะราคาแพงซะด้วย
โต๊ะหยกเขียวที่ทำจากหินทาสี บนโต๊ะจุดธูปสองดอก
ก็ถือว่าจำลองบรรยากาศไอเซียนลอยอวลได้อยู่
ถ้ามีเงินคงจัดได้สมจริงกว่านี้ แต่ตอนนี้ก็ไม่เลว อย่างน้อยเจียงซือก็พอใจ เขาไม่รีบร้อน
นอกจากของพวกนี้แล้ว สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในถ้ำก็คืออุปกรณ์ออกกำลังกายนานาชนิด
ดัมเบล บาร์เบล แร็คสควอท ม้านอนดันอก กระสอบทราย ยางยืด บาร์วิดพื้น...
เจียงซือโยนกระเป๋านักเรียนทิ้งแล้วเริ่มออกกำลังกายทันที
หลายปีมานี้เขาทำแบบนี้ทุกวันไม่เคยขาด ปิงถังคุ้นชินเสียแล้ว
เธอฉวยโอกาสตอนเขาออกกำลังกาย หยิบกระเป๋าของเจียงซือมาเปิด "การบ้านเสร็จยัง?"
"ยัง"
"เดี๋ยวฉันทำให้"
เจียงซือไม่พูดอะไร ตั้งหน้าตั้งตาออกกำลังกายต่อไป
ก่อนจะเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ร่างกายของเขาฝึกยังไงก็ไม่พัฒนาขึ้นเลย
แต่พอได้รับพลังแห่งสาวน้อยเวทมนตร์ การฝึกฝนของเขาก็กลับมาได้ผลอีกครั้ง แม้จะแข็งแกร่งขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าทุกครั้งที่ออกกำลัง พละกำลังและร่างกายกำลังพัฒนา ขีดจำกัดถูกยกระดับขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแต่ผลลัพธ์ของการฝึกจะไม่แสดงออกมาให้เห็นภายนอก
"หลังจากเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ร่างกายของเด็กสาวจะเติบโตขึ้นตามกาลเวลาเท่านั้น ปัจจัยภายนอกจะไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นี่ก็เพื่อปกป้องสาวน้อยเวทมนตร์..."
เจ้ามาสคอตนั่นบอกไว้แบบนี้
แม้ตอนนี้มันจะเอาแต่นอนอู้งานไม่ยอมโผล่หัวออกมา แต่ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสาวน้อยเวทมนตร์มันก็สอนเจียงซือไว้ครบถ้วน
การที่ภายนอกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องดีสำหรับเจียงซือ
เพราะมันช่วยตบตาคนได้ดี
ขอแค่แข็งแกร่งขึ้นได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเลิกฝึก
พระเอกนิยายตัวจริงต้องเป็นนักรบหกเหลี่ยมที่เก่งรอบด้านไร้จุดบอด
ความแข็งแกร่งของร่างกายเนื้อหนังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
"เรื่องการแบ่งระดับพลังสาวน้อยเวทมนตร์ หาเจอหรือยัง?"
ปิงถังที่กำลังช่วยเจียงซือลอกการบ้านหยิบมือถือออกมา "เจอแล้ว การแบ่งระดับของสำนักงานมีแค่สี่ระดับ คือ แตกหน่อ ต้นกล้า ผลิบาน และ บานสะพรั่ง"
"แค่สี่?"
"อือ"
เจียงซือส่ายหน้า "กากชะมัด เป็นถึงหน่วยงานทางการแท้ๆ แต่ไม่มีการแบ่งระดับที่ละเอียดกว่านี้ การแบ่งระดับที่คลุมเครือแบบนี้สมควรโละทิ้งไปได้แล้ว"
พูดจบเขาก็เตะเจาะยางเข้าใส่กระสอบทรายจนระเบิดตูม!
"อย่างความแข็งแกร่งทางร่างกายของฉันตอนนี้ เทียบไม่ได้กับสาวน้อยเวทมนตร์ระดับแตกหน่อขั้นสูงสุดของจริง แต่ถ้าเป็นระดับแตกหน่อขั้นต้นไม่ใช่คู่มือของฉันแน่"
เจียงซือกำหมัดแน่น
"เลเวลของฉันในตอนนี้ไม่มีระบุในระบบของทางการ ทำได้แค่จัดอยู่ในกลุ่มแตกหน่อ แต่ในความเป็นจริง ฉันคือ 'ครึ่งก้าวสู่ขอบเขตแตกหน่อขั้นสมบูรณ์'"
[จบแล้ว]