- หน้าแรก
- หนึ่งคำแลกหนึ่งแต้มเทพ
- บทที่ 84 - ป่าทึบใต้แสงจันทร์ ไร้หนทางหนี
บทที่ 84 - ป่าทึบใต้แสงจันทร์ ไร้หนทางหนี
บทที่ 84 - ป่าทึบใต้แสงจันทร์ ไร้หนทางหนี
บทที่ 84 - ป่าทึบใต้แสงจันทร์ ไร้หนทางหนี
"เอ่อ..."
ซูเหิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโบกมือ "ช่างเถอะ"
สีหน้าหลี่สวินฮ่าวฉายแววผิดหวังทันที
"ภายในหอสะกดมารสำคัญที่สุด เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่ ข้าถึงจะวางใจ" ซูเหิงตบไหล่เขา ปลอบใจ
หลี่สวินฮ่าวพอจะเดาออกว่า เหตุผลที่แท้จริงคือกลัวเขาจะไปเป็นตัวถ่วง
แต่อีกฝ่ายยอมพูดแบบนี้
หลี่สวินฮ่าวก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง
เขาพยักหน้า พูดกับซูเหิงอย่างจริงจัง "จะไม่ทำให้ผิดหวังขอรับ"
"อืม" ซูเหิงยิ้มบางๆ หน้าต่างตรงหน้าเปิดกว้าง ลมพัดโชยมา ดวงจันทร์ลอยเด่นทะลุเมฆ ซูเหิงกระโดดพุ่งตัวออกไป
เสื้อคลุมสีดำสะบัดพริ้วในอากาศ ลู่ไปด้านหลัง
ร่างกายทั้งร่างของเขา ราวกับค้างคาวขนาดยักษ์ หายวับไปในเขตเมืองชั้นในที่พลุกพล่านในพริบตา
อีกด้านหนึ่ง
หม่าโหย่วไฉกับหวังปิ่งเฉวียนก็เกิดเรื่องขัดแย้งกัน
"ไอ้โง่เอ๊ย เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ยังทำไม่สำเร็จ แถมยังทำตัวเองเจ็บตัวอีก"
นึกถึงความรู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออกตอนอยู่ข้างๆ ซูเหิง ความกดดันที่ต้องคอยระวังตัวแจ แล้วหันมาดูปีศาจกระจอกงอกง่อยที่หวังปิ่งเฉวียนแบกอยู่บนไหล่
หม่าโหย่วไฉรู้สึกหน้ามืดตามัว
ซวยจริงๆ
เจอเพื่อนร่วมทีมหมูสนามชัดๆ
มิน่าล่ะ อยู่ในหน่วยปราบมาร ไอ้นี่ถึงไม่มีใครให้ความสำคัญ เป็นแค่ตัวไร้ค่า
"เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าเจออะไรมาบ้าง" หวังปิ่งเฉวียนเถียงด้วยความน้อยใจ "ชั้น 7 ของหอสะกดมารเกิดเรื่องบ้าอะไรไม่รู้ ปีศาจส่วนใหญ่หายเกลี้ยง ห้องขังว่างเปล่าหมดเลย"
เขาพูดด้วยความหวาดผวา "อุตส่าห์เจอสาวน้อยที่ดูเข้าท่า นึกไม่ถึงว่าจะเป็นผีอาฆาต"
"คนตายวิญญาณไม่แตกดับกลายเป็นผีอาฆาต"
"ปีศาจ ภูต ผี ประหลาด ในบรรดาปีศาจสี่ประเภท นี่เป็นตัวที่หายากเป็นอันดับสอง ข้าเกือบจะไม่มีชีวิตมาเจอหน้าเจ้าแล้ว"
"ผีอาฆาต..."
ได้ยินสองคำนี้ สีหน้าหม่าโหย่วไฉก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน
"ตะกี้เจ้าบอกว่าชั้น 7 ของหอสะกดมาร แทบจะว่างเปล่าหมดเลยเหรอ" เขากดเสียงต่ำถาม
"จะโกหกทำไมเล่า!" หวังปิ่งเฉวียนยืดพุง พลางทำหน้าตาตัดพ้อ
"ซี๊ด..."
สีหน้าหม่าโหย่วไฉเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย "ปฏิบัติการครั้งนี้ ใจร้อนเกินไปจริงๆ แต่ก็นะ พูดไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์"
"ชั้น 7 เจ้าหอสะกดมาร... หรือว่าปีศาจพวกนั้นจะโดนมันเชือดทิ้งหมดแล้ว หลี่เต้าเสวียนบ้าไปแล้วเหรอ ปล่อยให้ทำตามอำเภอใจแบบนี้ แต่ต่อให้ปล่อยให้ทำตามใจ การจะทำเรื่องแบบนี้ได้ ฝีมือของมันคงจะ..."
พอคิดถึงตรงนี้
แล้วนึกภาพร่างสูงใหญ่ของซูเหิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สัมฤทธิ์
หม่าโหย่วไฉอดตัวสั่นไม่ได้
ประจวบเหมาะกับตอนนั้น ฝูงกาบินพึ่บพั่บผ่านยอดไม้ ทิ้งเงาดำชัดเจนไว้บนดวงจันทร์กลมโตสว่างไสว
ทิวทัศน์ธรรมดาแค่นี้ หม่าโหย่วไฉยังหวาดระแวงไปหมด
"บ้าเอ๊ย" หม่าโหย่วไฉรู้สึกว่าตัวเองประเมินเจ้าหอสะกดมารคนใหม่นี้ต่ำไปหน่อย "เราต้องเร่งฝีเท้า รีบไปสมทบกับสองพี่น้องตระกูลซ่งให้เร็วที่สุด สัตว์ประหลาดพรรค์นั้น ลำพังพวกเราสองคนรับมือไม่ไหวหรอก"
"เจ้าอย่าดูถูกตัวเองนักสิ" หวังปิ่งเฉวียนกลับไม่ยี่หระ ส่ายหัวไปมาแล้วพูดว่า "ต่างคนก็ต่างเป็นยอดฝีมือขอบเขตครรภ์ปีศาจ ถึงจะด้อยกว่า จะด้อยกว่าสักแค่ไหนเชียว"
มองดูใบหน้าโง่เง่าของเจ้านี่ หม่าโหย่วไฉรู้สึกเหมือนมีน้ำขมๆ เอ่อขึ้นมาที่คอหอย
เขาหน้ามืด ตัดสินใจเลิกพูด
ก้มหน้าก้มตารีบมุ่งหน้าไปทางทิศที่นัดหมายไว้นอกเมือง
"เฮ้ย!" หวังปิ่งเฉวียนเมื่อกี้ยังทำท่าลำพองใจ พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นหม่าโหย่วไฉวิ่งนำไปหลายสิบเมตรแล้ว
ร่างเริ่มเลือนรางหายไปในความมืดมิดของราตรี
เขาเริ่มลนลาน แบกปีศาจที่ถูกทุบปางตายไว้บนไหล่ เร่งฝีเท้าวิ่งตามไป พลางตะโกน "รอข้าด้วย"
ทั้งสองกระโดดข้ามกำแพงเมือง วิ่งไปตามถนนหลวงสักพัก ก็เลี้ยวเข้าทางลัดเปลี่ยวๆ
ต้นไม้สองข้างทางเริ่มหนาทึบ ได้ยินเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ
ระหว่างแมกไม้ ดูเหมือนจะมีหมอกขาวจางๆ ลอยอ้อยอิ่ง หม่าโหย่วไฉก้มหน้าก้มตาเดินทาง ใจจดจ่ออยู่กับการทำภารกิจให้เสร็จ แล้วรีบชิ่งหนี เลยไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดพวกนี้
ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงสว่างก็ยิ่งน้อยลง
จนสุดท้าย เหมือนแม้แต่เสียงแมลงร้องระงมที่มักได้ยินในป่าฤดูร้อน ก็พลอยเงียบหายไปด้วย
กร๊อบ
หม่าโหย่วไฉก้าวไปข้างหน้า
เหยียบกิ่งไม้แห้งบนพื้นหัก ส่งเสียงดัง
เขาเงยหน้าขวับ มาถึงลานโล่งกว้างกลางป่า ซึ่งเป็นจุดที่นัดหมายกับซ่งถิงและซ่งอิ๋งชุนไว้
"เฮ้อ..."
เขาถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ปาดเหงื่อบนหน้าผาก
เหงื่อนี้ แน่นอนว่าไม่ได้มาจากระยะทางที่วิ่งมา แต่มาจากความตึงเครียดขั้นสุด
"น้องหม่า เจ้าไม่ได้เรื่องเลยนะ ร่างกายทำไมอ่อนแอแบบนี้" หวังปิ่งเฉวียนร่างอ้วนหูยานโผล่ออกมาจากป่าด้านหลัง เห็นเขาเช็ดเหงื่อ ก็รีบตบไหล่แซวทันที "ให้พี่หวังแนะนำยาดีๆ ให้ไหม รับรองกินแล้วคึกคักดั่งมังกรพยัคฆ์ ปืนทองไม่ล้มตลอดคืน"
"หุบปาก!"
หม่าโหย่วไฉปัดมือใหญ่ออกหวังปิ่งเฉวียนออกจากไหล่
เขาหายใจหอบถี่ กล้ามเนื้อเกร็งเขม็ง ดูร้อนรนผิดปกติ
"ไม่ชอบมาพากล... สภาพแวดล้อมที่นี่มันแปลกๆ ถึงเวลานัดแล้ว สถานที่ก็นัดไว้แล้ว ทำไมสองพี่น้องตระกูลซ่งยังไม่มา"
"หรือว่าเจอเหตุการณ์พิเศษระหว่างทาง เลยล่าช้า"
"เป็นไปไม่ได้!"
"อีกอย่าง... สภาพแวดล้อมรอบๆ มันเงียบเกินไปไหม ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย"
"ใช่แล้ว! หมอก หมอกพวกนี้มีปัญหา!"
หม่าโหย่วไฉรู้สึกสมองสับสนวุ่นวาย ความคิดทั้งหลายพรั่งพรูรวมกัน พุ่งขึ้นสมอง แล้วระเบิดตู้มเหมือนดอกไม้ไฟ สว่างวาบขึ้นมาในชั่วพริบตา
เหงื่อเย็นไหลโซมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม หม่าโหย่วไฉตาแทบถลน ตะโกนลั่น "ร่องรอยพวกเราถูกเปิดเผยแล้ว ต้องรีบหนีออกจากที่นี่!?"
"หนี?"
หวังปิ่งเฉวียนไม่พอใจทันที "น้องหม่าอย่ามาเบี้ยวข้านะ ไหนล่ะค่าตอบแทนที่ตกลงกันไว้"
หม่าโหย่วไฉขี้เกียจอธิบาย เขาหันขวับ ก้าวเท้าออกไปก้าวหนึ่ง แล้วก็ต้องชะงัก
เห็นแต่ไกล บนลานโล่ง ท่ามกลางแสงจันทร์สว่างไสว มีชายร่างสูงใหญ่ ผมดำสยายยืนตระหง่านอยู่
วินาทีที่เห็นหน้าชายคนนั้นชัดๆ
หัวใจหม่าโหย่วไฉแทบหยุดเต้น หนังหัวรู้สึกเหมือนจะระเบิดออก
คนคนนั้น คือซูเหิง
สถานการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นแล้ว
ซ่งถิงและซ่งอิ๋งชุนที่รับหน้าที่คอยสนับสนุนถูกขังไว้ ส่วนตัวการอย่างซูเหิงกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา
"ทะ... ท่านเจ้าหอ..." หม่าโหย่วไฉจ้องมองซูเหิงตาค้าง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เท้าที่ก้าวออกไปอย่างยากเย็น ค่อยๆ หดกลับมา
ซูเหิงมองเขาด้วยสายตาสงบนิ่ง เหมือนจะรู้ว่าหม่าโหย่วไฉคิดอะไรอยู่ เขายื่นมือข้างหนึ่งออกไป ในฝ่ามือมีกลุ่มหมอกสีขาวค่อยๆ กระจายออก ผสมผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมรอบๆ
"นี่คือสปอร์หมอกมรณะ สามารถส่งผลกระทบต่อประสาทสัมผัสของผู้ฝึกยุทธ์ได้ในระดับหนึ่ง" ซูเหิงอธิบาย "คนสองคนที่มารับพวกเจ้า แม้ฝีมือจะไม่เลว แต่ถ้าจะแก้ทาง ก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งนาที"
"ตอนนี้เหลือเวลาอีกครึ่งนาที ถ้าพวกเจ้ารอดพ้นเงื้อมมือข้าไปได้ ข้าจะไว้ชีวิต"
"ว่าไง พวกเจ้าสองคนก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตครรภ์ปีศาจ อยากจะลองดูหน่อยไหม" ซูเหิงยิ้มพลางเกลี้ยกล่อม
"เหอะ จองหองสิ้นดี!"
หวังปิ่งเฉวียนดึงดาบหัวตัดเล่มโตที่สะพายหลังออกมา ปักลงบนพื้นอย่างแรง "ต่อให้หลี่เต้าเสวียนอยู่ที่นี่ ก็ยังไม่กล้าพูดจาอวดดีขนาดนี้"
"พี่หวังพูดถูก" หม่าโหย่วไฉรับลูกทันควัน
เขาใช้วิชาส่งเสียงทางลมปราณคุยต่อ "เดี๋ยวเจ้าเข้าทางซ้าย ข้าเข้าทางขวา รุมโจมตีมันพร้อมกัน"
"ได้" หวังปิ่งเฉวียนพยักหน้าหนักแน่น
ฟึ่บ
เขาถีบตัวพุ่งออกไปอย่างแรง
ใบหญ้านุ่มเขียวขจีบนพื้นลู่ลง เกิดเป็นระลอกคลื่น
ใต้แสงจันทร์สว่าง กลีบดอกไม้และใบไม้จำนวนมากถูกลมพายุจากการระเบิดพลัง หอบลอยขึ้นไปในอากาศ
แต่พุ่งออกไปได้แค่ครึ่งทาง หวังปิ่งเฉวียนก็พบความผิดปกติ
เพราะทางขวามือของเขาว่างเปล่า หม่าโหย่วไฉชิ่งหนีไปดื้อๆ เลย ไม่คิดจะปะทะตรงๆ กับซูเหิงแม้แต่น้อย
"ซี๊ด..."
หวังปิ่งเฉวียนกัดฟัน ดวงตาแดงก่ำ
ลึกๆ ในใจมีความรู้สึกถูกหักหลังอย่างรุนแรง
ยังไม่ทันได้ตอบโต้ ความรู้สึกถึงอันตรายอย่างใหญ่หลวงก็ถาโถมเข้ามา ตรงหน้าเขา ซูเหิงค่อยๆ ยกมือขึ้น
ลมปราณรุนแรงที่แผ่แสงสีทองจางๆ ปรากฏขึ้นรอบตัว เหมือนสายธารไหลมารวมกันที่ปลายนิ้ว แล้วระเบิดออก
ปัง
ลมปราณมหาศาลทะลวงอากาศ
ราวกับกระสุนปืนไรเฟิลซุ่มยิงที่ถูกยิงออกจากปากกระบอก ทิ้งรอยเมฆจางๆ ไว้กลางอากาศอย่างชัดเจน
กลีบดอกไม้ ใบหญ้ารอบข้าง ถูกม้วนทำลายจนกลายเป็นผุยผง แม้แต่พื้นหญ้าก็ยังปรากฏร่องลึกชัดเจน
รูม่านตาหวังปิ่งเฉวียนหดเล็กลง หนังหัวชาวาบ
แค่การโจมตีส่งๆ ของซูเหิง กลับทำให้เขารู้สึกถึงวิกฤตแห่งความตาย
แคว่ก
เสื้อผ้าเขาฉีกขาด เนื้อที่ไหล่เปิดเปิงเลือดสาด
แต่หัวยังอยู่ดีบนบ่า ความรู้สึกเฉียดตายทำให้หวังปิ่งเฉวียนขาสั่นระริก ตัวอ่อนปวกเปียก แทบจะกำดาบในมือไม่อยู่
"ยิง... ยิงพลาดเหรอ?"
"ไม่ถูก!"
ผ่านไปชั่วจังหวะหัวใจเต้น เสียงกรีดร้องถึงดังมาจากด้านหลัง
หวังปิ่งเฉวียนหันขวับไปมอง เห็นภาพสยดสยองที่หน้าอกหม่าโหย่วไฉถูกเจาะทะลุ ร่างระเบิดตูมพอดี
เศษเนื้อเลือดสาดกระจายว่อน ครอบคลุมพื้นที่กว่าสิบเมตร
เลือดและเศษเนื้อจำนวนมากตกลงบนหัวและตัวเขา กลิ่นหอมสดชื่นของดินและหญ้ารอบๆ หายไป
ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
"นี่มัน..." หวังปิ่งเฉวียนเห็นภาพนี้ ตาแทบถลนออกจากเบ้า
ระยะห่างตั้งหลายสิบเมตร ลมปราณที่ปล่อยออกมายังสามารถซัดผู้อาวุโสขอบเขตครรภ์ปีศาจจนตัวขาดครึ่งได้
นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกัน
"เจ้าเก่งกว่าเขานิดหน่อยนะ"
เสียงนุ่มนวลดังขึ้นข้างหู ดึงสติหวังปิ่งเฉวียนกลับมาสู่ความจริง
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ซูเหิงมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา มือใหญ่กางออก แปะเบาๆ ที่หน้าอกเขา
หวังปิ่งเฉวียนรู้สึกหัวใจเต้นช้าไปจังหวะหนึ่ง
เสียงเขาเจือสะอื้น "ไว้... ไว้ชีวิตด้วย... ข้าถูก..." ปัง!
พริบตานั้น พลังบ้าคลั่งพุ่งเข้าสู่ร่างกาย เสียงขอชีวิตของหวังปิ่งเฉวียนขาดหายไป ร่างอ้วนท้วนของเขาปลิวละลิ่วเหมือนลูกปืนใหญ่ ลอยออกไปไกลหลายสิบเมตร ก่อนจะกระแทกเข้ากับกิ่งไม้ใหญ่ของต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างจัง
ผัวะ
เสียงทึบๆ ดังขึ้น ลมปราณระเบิดออก
ร่างของหวังปิ่งเฉวียนฉีกขาดเป็นชิ้นๆ พริบตาเดียวเหลือแค่หนังมนุษย์และเศษเนื้อห้อยรุ่งริ่งอยู่บนกิ่งไม้
เลือดสดๆ ย้อมกิ่งก้านลำต้น และพื้นดินเบื้องล่างจนแดงฉาน
มองดูไกลๆ เหมือนกับสิ่งชั่วร้ายเปื้อนเลือดอะไรสักอย่าง
ซูเหิงยื่นมือจัดคอเสื้อที่ยับยู่ยี่เล็กน้อย ไพล่มือยืนนิ่ง
เสียงฟึ่บฟั่บดังขึ้นสองครั้ง
บนพื้นหญ้าตรงหน้าเขา ร่างสองร่างปรากฏขึ้นฉับพลัน
ทั้งสองคนส่วนสูงหน้าตาแทบจะเหมือนกันเปี๊ยบ แม้แต่สีหน้าดูไม่ได้บนใบหน้า ก็ยังเหมือนกันไม่มีผิด
[จบแล้ว]