- หน้าแรก
- อดีตยอดเซียนกึ่งเทพ ขอหนีรักมาพักร้อนเป็นอาจารย์หญิงในโลกมนุษย์
- บทที่ 31 - ยันต์ย้อนภาพ
บทที่ 31 - ยันต์ย้อนภาพ
บทที่ 31 - ยันต์ย้อนภาพ
บทที่ 31 - ยันต์ย้อนภาพ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ดีมาก" หรงชิงพยักหน้า "ส่วนเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ เอาไว้ฆ่าผู้ฝึกตนคนนั้นได้แล้วค่อยมาคุยรายละเอียดกัน"
อวิ๋นถงไม่มีความเห็น
ถ้ายังฆ่าเจ้านั่นไม่ได้ พูดเรื่องพวกนี้ไปก็ไร้ความหมาย
"ฉายาของคนผู้นั้น อาตมาไม่ทราบแน่ชัด" อวิ๋นถงเริ่มแชร์ข้อมูลที่ตัวเองมี "รู้เพียงว่าคนกลุ่มนี้ ใช้หน้ากากผีเป็นสัญลักษณ์"
เขาหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากถุงสมบัติ ก้มหน้าแนบยันต์ไว้ที่หน้าผาก ครู่หนึ่งก็ยื่นยันต์แผ่นนั้นให้หรงชิง
ยันต์นี้มีชื่อว่า ยันต์ย้อนภาพ สามารถบันทึกสิ่งที่ผู้ฝึกตนคิดหรือเห็นไว้ได้ชั่วคราว
หรงชิงรับมาอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วเรียวยาวกดยันต์แนบลงกับหน้าผากของตนเอง
หากต้องการเห็นประสบการณ์ของอวิ๋นถงในตอนนั้น การใช้ยันต์ย้อนภาพถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดที่โลกผู้ฝึกตนยอมรับกัน
ภาพที่ปรากฏในสายตาคือท้องทะเลกว้างใหญ่ไพศาล น่าจะเป็นน่านน้ำสักแห่งในทะเลใต้
พริบตาถัดมา หอกยาวสีดำทมิฬก็พุ่งแหวกอากาศมาจากที่ไกลลิบ
ความเร็วของมัน ทำให้เกิดเสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นเหนือน้ำทะเล ราวกับเสียงฟ้าผ่า
ปฏิกิริยาตอบสนองของอวิ๋นถงถือว่ารวดเร็วมาก เผชิญหน้ากับคมหอกที่พุ่งเข้ามาถึงตรงหน้า จะหลบก็ไม่ทันแล้ว! มีแต่ต้องทุ่มสุดตัวเพื่อป้องกัน
สองมือทำท่ามุทราอย่างรวดเร็ว เรียกอาวุธวิเศษในถุงสมบัติออกมา สมบัติวิญญาณคู่กายนั้นสำคัญเกินไป ดังนั้นผู้ฝึกตนทั่วไปจึงมักเก็บสะสมอาวุธวิเศษประเภทสนับสนุนไว้ในถุงสมบัติมากมาย ผู้ที่มีฐานะร่ำรวย แม้แต่ของที่ใช้ป้องกันตัวก็ยังมีเตรียมไว้หลายรูปแบบเพื่อรับมือสถานการณ์ที่ต่างกัน
หรงชิงไม่รู้ว่าทรัพย์สินของอวิ๋นถงมีมากน้อยแค่ไหน เห็นเพียงอาวุธที่อวิ๋นถงเรียกออกมามีลักษณะคล้ายโล่ แสงแห่งธรรมที่เปล่งออกมาไม่ชัดเจนนัก
การดูด้วยตาเปล่า ไม่สามารถแยกแยะระดับของอาวุธวิเศษได้ วิธีพิสูจน์เพียงอย่างเดียวคือผลลัพธ์ในการต่อสู้จริง
จะกันอยู่ไหม?
ปลายหอกสีดำทมิฬพกพาความแหลมคมและจิตสังหารมาเต็มเปี่ยม ยังไม่ทันจะถึงตัวโล่วิเศษของอวิ๋นถง ความเร็วและพละกำลังมหาศาลของมันก็กดดันจนโล่นั้นเปล่งแสงจ้าออกมา
เกินขีดจำกัดแล้ว! อวิ๋นถงทั้งจำใจและจำยอม พ่นเลือดบริสุทธิ์คำโตออกมาข้างหน้า เลือดสาดกระเซ็นลงบนโล่วิเศษที่เริ่มมีรอยร้าวปริแตกพอดี
ทันทีที่เลือดบริสุทธิ์สัมผัสโล่ มันก็ถูกรอยร้าวนั้นดูดซึมเข้าไปอย่างรวดเร็ว ราวกับมีปากขนาดใหญ่อ้ากว้างรอรับอยู่ภายใน
การโจมตีของหอกยาวชะงักไปชั่วขณะ
กันได้แล้ว? แววตาของอวิ๋นถงฉายแววลิงโลด จนลืมเสียดายอาวุธวิเศษที่เสียหายหนัก
อาวุธพังยังหาซื้อใหม่ได้ แต่ชีวิตมีแค่ชีวิตเดียว
อีกฝ่ายไม่มีทางเป็นผู้ฝึกตนระดับหยวนอิงแน่ หากเป็นหยวนอิง การจะฆ่าเขาคงง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ แต่พลังกดดันที่แฝงมากับหอกดำนี้ ทำให้เส้นชีพจรของเขาปวดหนึบ นี่ต้องเป็นวิชาใหญ่ระดับสูงแน่นอน
เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ที่ครอบครองวิชาใหญ่ระดับสูง ล้วนไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นพลังฝีมือ หรือเบื้องหลัง
อีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหนกันแน่?!
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม... การใช้วิชาใหญ่ระดับนี้ พลังปราณที่เหลืออยู่ต้องไม่เกินห้าส่วนแน่! จะใช้ออกมาอีกครั้งย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้จะต้องแลกด้วยการที่อาวุธวิเศษแตกสลาย แต่โอกาสชนะของอวิ๋นถงหลังจากนี้ก็มีไม่น้อย
ราวกับเดาความคิดของอวิ๋นถงออก เสียงหัวเราะเยาะดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
หอกดำที่ดูเหมือนจะหยุดชะงักไปแล้ว พลันระเบิดแสงสีดำเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้ง!
แย่แล้ว! อวิ๋นถงเบิกตากว้าง รีบเปลี่ยนท่ามือ หวังจะยิงคาถาป้องกันใส่โล่วิเศษอีกครั้ง ต่อให้ต้องเปลืองพลังปราณมหาศาลก็ไม่สนแล้ว
แต่ทว่า ไม่ทันเสียแล้ว เขาพ่นเลือดออกมาอีกคำอย่างควบคุมไม่ได้ ใบหน้าซีดเผือดลงทันตา แม้โล่จะไม่ใช่อาวุธคู่กายที่เชื่อมต่อวิญญาณ แต่ก็มีความเชื่อมโยงทางจิตกับเจ้าของ แรงกดดันมหาศาลจากการระเบิดพลังของหอกดำ ยังไม่ทันส่งผลถึงตัวโล่ ก็ส่งสัญญาณเตือนมาที่ร่างกายของอวิ๋นถงก่อนแล้ว
หลังพ่นเลือดออกมา พร้อมกับใบหน้าที่ซีดขาวของอวิ๋นถง รอยร้าวที่เคยสมานไปเพราะเลือดบริสุทธิ์ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้อวิ๋นถงได้แต่มองตาปริบๆ ดูรอยร้าวนั้นขยายวงกว้างขึ้น ในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ โล่วิเศษทั้งอันก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดยังเล็กกว่าฝ่ามือเสียอีก
เศษซากอาวุธวิเศษที่ระเบิดออกปลิวว่อนไปทุกทิศทางราวกับดอกไม้ไฟ อวิ๋นถงไม่มีเวลามานั่งเสียดายของ เพราะหอกดำนั้น หลังจากเจาะทะลวงอาวุธป้องกันของเขาแล้ว พลังทำลายล้างยังคงพุ่งทะยานไม่หยุด ยังคงพุ่งตรงมา!
ในวินาทีนั้นเอง เขาเปลี่ยนท่ามือ ตาข่ายยักษ์สีทองก็ปรากฏขึ้นขวางกั้นระหว่างอวิ๋นถงกับหอกมรณะ
อวิ๋นถงจ้องหอกนั่นเขม็ง โล่นั่นเป็นอาวุธป้องกันที่เขาใช้บ่อยที่สุดและดีที่สุด การเสียมันไปเท่ากับสูญเสียทรัพย์สินไปเกินครึ่ง แต่การระเบิดของโล่ก็ช่วยซื้อเวลาให้เขามากพอที่จะร่ายคาถาป้องกันนี้ออกมา
เจ็บปวด? ในฐานะผู้ฝึกตนอิสระระดับจินตาน การต่อสู้ที่ผ่านมาย่อมโชกโชนกว่าพวกคุณชายในสำนักที่อาศัยบารมีบรรพบุรุษ หากไม่ใช่ความเจ็บปวดระดับที่ทำให้สลบเหมือด ส่วนใหญ่เขาก็ข่มมันไว้ได้และรักษาสติให้มั่นคง ความเสียหายของอาวุธส่งผลกระทบต่อเขาไม่น้อย แต่มันจะต้องไม่ส่งผลต่อการรับมือในลำดับถัดไป
การประลองเวทของผู้ฝึกตน คือการช่วงชิงเวลาเพียงเสี้ยววินาที บางครั้งโอกาสก็อยู่ในชั่วพริบตาที่ผ่านเลยไปนั้น
"วิชาเอาตัวรอด มีแค่นี้หรือ?" เสียงที่ลอยมานั้นแฝงความผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก
ในสายตาของอวิ๋นถง ปรากฏร่างของชายร่างใหญ่เท้าเปล่าคนหนึ่ง เขาตัวสูงใหญ่ ผมดำสยาย กลิ่นอายกดดันรอบตัวน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ หน้ากากยักษ์ ที่ปิดบังใบหน้าของเขาไว้ทั้งหมด หน้ากากสีเขียวคล้ำ บนหน้าผากมีเขายาวสามเขา สองเขาข้างๆ สมมาตรกัน สั้นกว่าเล็กน้อย ส่วนเขาตรงกลางหน้าผากยาวที่สุด และมีลวดลายเกลียวบิดเป็นเกลียว ปลายเขาทั้งสามแหลมคม วาววับด้วยแสงเย็นยะเยือก ที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือส่วนดวงตาของหน้ากาก มันไม่ได้เจาะรูให้เห็นดวงตาของผู้สวมใส่ แต่เป็นดวงตาของหน้ากากเอง ดำสนิททั้งดวง มีเพียงรูม่านตาเล็กเรียวราวกับเข็มอยู่ตรงกลาง เมื่อสบตากับมัน ความพิศวงนั้นราวกับจะกระชากขวัญวิญญาณของฝ่ายตรงข้ามให้กระเจิง
ถัดลงมาคือจมูกแบนราบ และปากกว้างที่เผยให้เห็นเขี้ยวสี่ซี่โง้งออกมา
ทันทีที่หน้ากากนี้ปรากฏในสายตาของอวิ๋นถง มันก็ดึงดูดความสนใจทั้งหมดของเขาไป ดังนั้นตอนที่หรงชิงดูภาพจากยันต์ย้อนภาพ รายละเอียดต่างๆ ของหน้ากากยักษ์นี้จึงชัดเจนแจ่มแจ้ง
ในขณะที่สมาธิของอวิ๋นถงถูกหน้ากากยักษ์ดึงดูดไปจนหมด วิชาอันทรงพลังทั้งสองสาย ก็ปะทะกันเข้าอย่างจัง!
ปลายหอกสีดำทิ่มแทงเข้าไปในช่องว่างของตาข่ายทองคำ
ช่องว่างมากมายบนตาข่ายทองคำนั้นใหญ่มาก ดูเหมือนหอกดำจะพุ่งผ่านไปได้สบายๆ แต่แรงต้านที่มองไม่เห็นกลับล็อคปลายหอกไว้อย่างแน่นหนา ทำให้การบุกทะลวงของหอกดำต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง
ขิงก็รา ข่าก็แรง! ฝ่ายหนึ่งรุก ฝ่ายหนึ่งรับ แรงปะทะก่อให้เกิดกระแสลมระเบิดรุนแรง อวิ๋นถงที่บาดเจ็บภายในและสูญเสียพลังปราณไปมาก แถมยังอยู่ใกล้จุดปะทะ จึงถูกแรงระเบิดนี้ผลักกระเด็นไปไกลลิบ
อวิ๋นถงก็ไม่ได้โง่ จังหวะนี้เขาอาศัยแรงระเบิดส่งตัวเองลอยถอยห่างออกไป แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่จุดที่ตาข่ายทองคำกับหอกดำกำลังยื้อยุดพลังกันอยู่
หอกดำถูกสกัดกั้นครั้งแล้วครั้งเล่า แถมเจ้าของหอกยังไม่ได้ส่งพลังมาหนุนเสริม หลังจากระเบิดอาวุธวิเศษและทำลายคาถาป้องกันสุดแกร่งของอวิ๋นถงไปได้ ในที่สุดมันก็สิ้นฤทธิ์และค่อยๆ สลายไป...
เห็นดังนั้น อวิ๋นถงก็อดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้ ในที่สุด... ในที่สุดก็จัดการวิชาใหญ่นั่นได้เสียที
เขาจ้องเขม็งไปที่ชายร่างใหญ่เท้าเปล่า ยังมีลูกไม้อะไรอีก? ผู้ฝึกตนที่ถูกหน้ากากยักษ์ปิดบังใบหน้าจนมิดชิด ทำให้เดาอารมณ์ภายใต้หน้ากากไม่ออกเลย
อวิ๋นถงไม่ได้เบรกตัวเองให้หยุด ระหว่างที่ลอยคว้างไปตามแรงส่ง เขามองดูชายร่างใหญ่เท้าเปล่าห่างออกไปเรื่อยๆ ในสายตา แต่ฝ่ายนั้นกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
หรือว่ามันถอดใจแล้ว?
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาอย่างไม่ถูกที่ถูกเวลา อวิ๋นถงไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่ไร้เดียงสาขนาดนั้น ไม่มีอะไรมาก เป็นแค่ความรู้สึกแปลกประหลาดเกินไปที่ได้จากชายร่างใหญ่คนนี้ และแรงกดดันมหาศาลจากวิชาลึกลับนั่น
วินาทีถัดมา ข้อเท้าของอวิ๋นถงเหมือนถูกเถาวัลย์ที่มีหนามแหลมคมรัดแน่น
มาแล้วจริงๆ ด้วย!
ชายเท้าเปล่าไม่มีทางปล่อยเขาไปง่ายๆ
อวิ๋นถงกัดฟัน พลังปราณในกายเหลืออีกสามส่วน เพียงพอสำหรับการใช้วิชาหนีหนึ่งครั้ง
สู้ไม่ได้ ก็หนี! ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร
เขากัดปลายลิ้น เตรียมจะพ่นเลือดบริสุทธิ์เพื่อเร่งความเร็วในการหนี
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ราวกับมีใครบางคน มาโอบกอดเขาไว้จากด้านหลัง
นี่มันวิชาอะไร? ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว เพราะโลกทัศน์ของเขาเริ่มมืดดับลง
ไม่ใช่แค่มองไม่เห็น ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือประสาทสัมผัสทั้งห้ากำลังเลือนหาย จิตสัมผัสถูกผนึกทีละน้อย
ตายแน่
ต้องตายแน่!!
เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นถงสัมผัสได้ถึงความตายที่ชัดเจนขนาดนี้ ไม่เสี่ยงตอนนี้ ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว
ตราประทับเล็กๆ ลอยคว้างอยู่ที่จุดตันเถียน ตราประทับนี้ประณีตงดงาม แม้จะไม่มีแสงวิเศษเปล่งออกมา แต่ผู้ฝึกตนคนใดได้เห็น ความรู้สึกแรกต้องบอกได้ว่า ของสิ่งนี้ไม่ธรรมดา
ทันใดนั้น มันก็หายวับไปจากตันเถียน
"หือ?"
ชายเท้าเปล่าอยู่ไกลออกไปชัดๆ แต่เสียงอุทานสงสัยกลับดังขึ้นที่ข้างหู
ภาพเงาเลือนรางปรากฏขึ้นเหนือน้ำทะเล
คนธรรมดาที่อาศัยอยู่ริมทะเลคงคุ้นเคยกับปรากฏการณ์มิราจดี แต่ภาพตรงหน้านี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญของแสงเงาแน่นอน
"อาราม... หิน... ขาว" แม้ดวงตาจะถูกหน้ากากปิดไว้ แต่มันไม่ส่งผลต่อการมองเห็นของชายเท้าเปล่า เขาอ่านออกมาทีละคำ
อวิ๋นถงรู้สึกเวียนหัวที่คุ้นเคย จิตใจเริ่มสงบลง วิชาช่วยชีวิตนี้ไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง ครั้งนี้เขาก็ต้องรอดไปได้แน่ แต่เมื่อเสียงของชายเท้าเปล่าดังแว่วมา ในใจของอวิ๋นถงกลับเกิดคลื่นลมปั่นป่วนรุนแรง
มันรู้จักตัวอักษรบนนั้นด้วย!
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า เขาอวิ๋นถงที่เป็นเจ้าของอารามหินขาว ถึงได้รู้ชื่อนี้จากตราประทับ เพราะตัวอักษรนั้นแปลกประหลาดเกินไป และหาต้นตอไม่ได้
ไม่ว่าในใจอวิ๋นถงจะตื่นตระหนกเพียงใด ภาพเงาของอารามปรากฏขึ้นเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก่อนที่มันจะจางหายไปจนหมดสิ้น อวิ๋นถงก็ถูกส่งตัวหนีไปจากที่นั่นนานแล้ว
[จบแล้ว]