- หน้าแรก
- อดีตยอดเซียนกึ่งเทพ ขอหนีรักมาพักร้อนเป็นอาจารย์หญิงในโลกมนุษย์
- บทที่ 28 - เจรจา
บทที่ 28 - เจรจา
บทที่ 28 - เจรจา
บทที่ 28 - เจรจา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ในความเป็นจริง หรงชิงเจ็บปวดแทบขาดใจ
เธอโดนเข้าเต็มๆ เสียแล้ว เธอแทบไม่เคยประลองเวทกับผู้ฝึกตนมาก่อน เพียงแค่เคยยืนดูศิษย์ในสำนักกระบี่ประลองกัน จึงพอมีความรู้อยู่บ้าง แต่ประสบการณ์ต่อสู้จริงกับผู้ฝึกตนระดับเดียวกันแทบจะเป็นศูนย์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเผชิญหน้ากับคนที่ระดับพลังสูงกว่า แถมยังไม่ได้มีแค่คนเดียว การฆ่าเฉิงเค่อนั้นเธอมั่นใจเต็มร้อยจึงลงมือโดยไม่ลังเล พอฆ่าเสร็จรู้ว่าอย่างน้อยต้องมีระดับจินตานกำลังตามมา เธอก็รีบวิ่งลงเขาตรงดิ่งมายังเมืองซุยโดยไม่หันหลังกลับ
ศัตรูของศัตรู คือมิตรได้ หรงชิงตั้งใจมาเจรจาจริงๆ เธอเคยคาดเดาไว้ว่าฝ่ายตรงข้ามอาจจะไม่ต้อนรับ หรือถึงขั้นข่มขวัญกันบ้าง ซึ่งเสื้อคลุมอาคมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดสถานศึกษาก็น่าจะพอรับมือได้สักหนึ่งหรือสองกระบวนท่า แต่ที่คาดไม่ถึงเลยก็คือ... อีกฝ่ายดันใช้วิชาเนตร
นี่มันอยู่นอกเหนือตำราเรียนของเธอชัดๆ
เนื่องจากวิชาเนตรชั้นสูงนั้นหายาก ในช่วงเวลาอันน้อยนิดที่ หรงชิงจอมอู้งาน แบ่งมาฝึกวิชา เธอจึงไม่ได้เรียนรู้วิธีรับมือกับวิชาเนตรเลย และนั่นส่งผลโดยตรงให้เธอทำได้แค่เบิกตาดูเส้นเลือดสีแดงพุ่งเข้ามาในห้วงจิตสำนึกด้วยความตื่นตระหนก โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย
เส้นเลือดเหล่านั้นพุ่งชนเข้ากับค่ายกลผนึกที่ฝังอยู่ในฐานเจดีย์ราวกับนกนางแอ่นบินกลับรัง
อักขระค่ายกลอันซับซ้อนพลันสว่างวาบ ตัวอักษรแต่ละตัวดูราวกับมีชีวิต ขีดเขียนตวัดไปมา... ดึงรั้งเส้นเลือดนั้นไว้ บีบให้มันกลับตัวกลับใจ
เส้นเลือดถูกค่ายกลกรอง และถูกรื้อสร้างใหม่โดยไม่รู้ตัว แม้รูปลักษณ์จะเหมือนเดิม แต่ทิศทางกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พุ่งย้อนกลับไปหาผู้ร่ายวิชา
เพียงแต่หลังจบการปะทะครั้งนี้ ค่ายกลที่ซ่อนอยู่ในฐานเจดีย์ก็กลับสู่ความเงียบงัน และการตอบโต้เพียงชั่วพริบตานั้น ก็สูบพลังปราณอันน้อยนิดในตัวหรงชิงไปถึงห้าส่วน
ไพ่ตายช่วยชีวิต! กับพลังปราณอีกห้าส่วน!
แต่ละอย่างทำเอาหรงชิงปวดใจจี๊ด แต่กลับต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น การเปิดเกมเสียเปรียบไปแล้ว ยิ่งต้องไม่ให้อีกฝ่ายดูออก
หรงชิงอมยิ้มรอคำตอบจากชายวัยกลางคน
เห็นได้ชัดว่า ด้วยระดับพลังจินตานของเขา เขาต้องเป็นผู้อาวุโสในสำนักของซานสิงแน่นอน
ชายวัยกลางคนสูดหายใจลึก ยกมือขึ้นเช็ดหยดเลือดที่หางตา
"ข้าถือดีในตบะของตนเอง จึงประมาทไป" ชายวัยกลางคนแม้จะมีโทสะพุ่งขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ก็ข่มมันลงไปอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อเป็นฝ่ายลงมือหยั่งเชิงก่อน ก็ย่อมต้องเตรียมใจที่จะถูกสวนกลับ
เพียงแต่ในสถานการณ์ที่มั่นใจสุดขีด กลับถูกเด็กรุ่นหลังระดับเลี่ยนชี่สวนกลับมาได้... วินาทีนั้น เขาหงุดหงิดมากจริงๆ
เด็กเลี่ยนชี่ตรงหน้าจะใช้วิธีคล้ายๆ กันนี้ได้อีกไหม? นางยังมีไพ่ตายอะไรที่ยังไม่ได้งัดออกมาอีก? ชายวัยกลางคนที่มีข้อสงสัยเหล่านี้ย่อมไม่ปล่อยให้อารมณ์มาจูงจมูก ดังนั้นเขาจึงหัวเราะเยาะตัวเองตามน้ำไป และแนะนำตัวกับหรงชิง
"ข้ามีฉายาทางธรรมว่า อวิ๋นถง (เมฆาเนตร) ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสอารามหินขาว"
สิ้นคำพูดนี้ หรงชิงชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
อารามหินขาว... สิ่งที่ท่านอาจารย์กัวทุ่มเทศึกษามาตลอดยี่สิบปี สิ่งที่กลุ่มผู้ฝึกตนพวกนั้นปรารถนาจะค้นหา จนทำให้เธอต้องเสียนิ้วและเกือบเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายกลับถูกอวิ๋นถงพูดออกมาง่ายๆ แบบนี้
มันให้ความรู้สึกไม่จริงเอาเสียเลย
สีหน้าของหรงชิงขรึมลง
"อารามหินขาว หึ" เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างน่าขันนัก "ท่านรู้หรือไม่ว่า กลุ่มคนที่ลักพาตัวท่านอาจารย์กัวและข้าไป เป้าหมายของพวกเขา ก็คืออารามหินขาวนี่แหละ"
อวิ๋นถงฟังแล้วสีหน้าไม่เปลี่ยน "ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก แต่ตอนนี้... ข้าก็พอจะเข้าใจแล้ว"
"อารามหินขาว มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่" หรงชิงถามตรงๆ
"...บอกสหายอวี๋ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพียงแต่" ดวงตาของอวิ๋นถงวูบไหว "ข้าเองก็สนใจที่มาที่ไปของสหายอยู่ไม่น้อย"
อวิ๋นถงเล่าความพิเศษบางอย่างของอารามหินขาวให้หรงชิงฟังก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ในฐานะผู้ฝึกตนระดับจินตาน เขาเคยติดต่อกับผู้ฝึกตนมามาก หากใช้โอกาสนี้ล้วงข้อมูลได้มากขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์กับเขาในภายภาคหน้าอย่างมาก
หรงชิงมีหรือจะไม่เข้าใจ เขาจงใจตั้งเงื่อนไขเพิ่มก่อนจะยอมบอกความลับของอารามหินขาว
"ท่านต้องการแลกเปลี่ยนคำตอบกันสินะ ได้สิ" หรงชิงรับปากทันที
"ที่มาของข้า จริงๆ แล้วเรียบง่ายมาก ข้ามาจากหมู่บ้านชาวประมงทางตอนเหนือของทะเลใต้" เธอนึกย้อนความหลัง "ตอนเด็กๆ มีผู้ฝึกตนผ่านมาเห็นว่าข้ามีรากวิญญาณ ก็เลยเกิดความเอ็นดู ชักนำข้าเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร สอนวิชาค่ายกลให้ข้า... ต่อมาเขาจากไปเพราะมีธุระ ข้าเองก็ไม่มีหินวิญญาณ จึงฝึกต่อไม่ได้ เลยตัดสินใจนั่งเรือเหาะ ข้ามทะเลใต้มายังแคว้นจิง"
"แค่นี้?" ไม่เชื่อ
"แค่นี้แหละ" หรงชิงพยักหน้า ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ช่าง แต่เธอเชื่อของเธอแบบนี้ "ทีนี้ตาที่ท่านต้องตอบข้าบ้างแล้ว"
อวิ๋นถงแค่นเสียงเย็น "สหายอวี๋ไม่ยอมพูดความจริง แล้วสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ เจ้าจะกล้าเชื่อหรือ"
"ทำไมจะไม่กล้าเชื่อล่ะ" หรงชิงหัวเราะเยาะ "ช่างเถอะ ท่านกับข้าต่างก็มีความลับที่ไม่ต้องการเปิดเผย คำตอบพวกนี้ก็ไม่ได้สำคัญถึงขั้นต้องสาบานตนต่อฟ้าดิน ถามจี้กันไปก็เสียเวลาเปล่า ข้าขอพูดเหตุผลที่ข้าอยากพบพวกท่านเลยดีกว่า"
อวิ๋นถงเลิกคิ้ว พูดเสียงเย็นว่า "สหายอวี๋เชิญพูดมาได้เลย เพียงแต่ครั้งนี้ อย่าได้มาปั่นหัวพวกเราเล่นอีก"
"ที่ข้าต้องดั้นด้นมาพบพวกท่าน ก็เพื่อร่วมมือ" หรงชิงไม่ใส่ใจน้ำเสียงของอวิ๋นถง เธอพูดช้าๆ ว่า "ผู้ฝึกตนกลุ่มนั้นเพื่ออารามหินขาวแล้ว ถึงกับทำทุกวิถีทาง ท่านอาจารย์กัวมีความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์กับข้า มีบุญคุณอบรมสั่งสอน ข้าจะต้องล้างแค้นให้ท่านอย่างแน่นอน"
อวิ๋นถงนึกดูแคลนในใจ แค่ระดับเลี่ยนชี่ กลับกล้าพูดจาโอหังว่าจะฆ่าล้างผู้ฝึกตนเหล่านั้น พอคิดถึงชายร่างใหญ่เท้าเปล่าที่สวมหน้ากากผีคนนั้น หัวใจเขาก็หนาวเหน็บขึ้นมา
สู้ไม่ได้แน่ๆ! หากไม่ได้อาศัยอารามหินขาวช่วย เกรงว่าไม่เกินสิบลมหายใจ เขาคงตัวตายพลังสลายไปแล้ว
"ข้ารู้ว่าระดับพลังของข้ามีแค่เลี่ยนชี่ พวกท่านจะดูแคลนก็เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งแลกเปลี่ยนที่ข้าใช้ขอความร่วมมือ แน่นอนว่าไม่ใช่พลังตบะ แต่เป็น เจตจำนงแห่งกระบี่ ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง" มุมปากของหรงชิงยกขึ้นเล็กน้อย "อาจารย์ข้าก่อนจากไป ได้ทิ้งเจตจำนงแห่งกระบี่สายหนึ่งและค่ายกลหนึ่งชุดไว้ให้ ทั้งสองอย่างเป็นรุกและรับ ช่วยให้ข้าปลอดภัยจากผู้ที่ต่ำกว่าระดับหยวนอิง"
ซานสิงที่ยืนเงียบมาตลอด ได้ยินถึงตรงนี้ คนสุขุมอย่างเขาก็อดสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้
ถ้าหรงชิงมีอาจารย์แบบนั้นจริงๆ จะต้องมีระดับพลังสูงขนาดไหนกัน?
อวิ๋นถงเองก็คิดเช่นเดียวกัน "เจตจำนงแห่งกระบี่สายนี้ อานุภาพเป็นอย่างไร" เขาถาม
"สังหารระดับจินตานได้สบาย แม้ต้องเผชิญหน้ากับปรมาจารย์หยวนอิง ก็ยังมีโอกาสทำให้บาดเจ็บได้"
อวิ๋นถงได้ยินดังนั้น สีหน้ายังคงปกติ แต่ในใจกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เขามั่นใจว่ามีอารามหินขาวอยู่ในมือ ย่อมได้เปรียบในเรื่องการตั้งรับ หากได้เจตจำนงแห่งกระบี่นี้มาเสริม... ในอนาคตถ้าเขาต้องไปผจญภัยในแดนลี้ลับเพื่อทะลวงระดับหยวนอิง การมีไพ่ตายสองอย่างนี้ติดตัว จะไม่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้สูงขึ้นมากหรือ?
"เจตจำนงแห่งกระบี่นี้ สหายอวี๋ใช้ได้กี่ครั้ง" อวิ๋นถงลองหยั่งเชิง
"ของทรงพลังขนาดนี้ แน่นอนว่าใช้ได้แค่ครั้งเดียว ตอนอาจารย์มอบให้ข้า ก็กำชับนักหนาว่าถ้าไม่ถึงคราวเป็นตาย ห้ามใช้พร่ำเพรื่อ" หรงชิงหลุบตาลง "ถ้าต้องปะทะกับหัวหน้าของกลุ่มคนพวกนั้น ข้าสามารถใช้เจตจำนงแห่งกระบี่นี้ได้!"
"เจ้าต้องการอะไร" อวิ๋นถงถาม
สำหรับคำพูดของหรงชิงที่บอกว่าใช้ได้แค่ครั้งเดียว เขา... จริงๆ แล้วไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ต่อให้เป็นคู่บำเพ็ญเพียร เวลาบอกไพ่ตายของตัวเอง ก็ไม่มีทางบอกหมดเปลือกหรอก ยิ่งเขากับหรงชิงที่ยังถือว่าเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
นางต้องปิดบังอะไรไว้แน่ อวิ๋นถงมั่นใจ หากมีแค่ครั้งเดียวจริงๆ นางจะตัดใจใช้ได้อย่างไร เพื่อคนธรรมดาคนหนึ่งน่ะหรือ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด อวิ๋นถงประเมินว่า อาจารย์ลึกลับท่านนั้นต้องทิ้งเจตจำนงแห่งกระบี่ไว้ให้นางไม่ต่ำกว่าหนึ่งสายแน่! แน่นอนว่าคงมีไม่มากนัก เขาจะใช้โอกาสนี้สังเกตดูว่าเจตจำนงแห่งกระบี่นั้นสถิตอยู่ในสื่อกลางชนิดใด เผื่อจะมีโอกาสช่วงชิงส่วนที่เหลือมาทั้งหมด
"ข้อเรียกร้องของข้าไม่ยากเลย" หรงชิงจ้องตาอวิ๋นถงเขม็ง ไม่กังวลว่าวิชาเนตรนั้นจะโผล่มาอีก เพราะวิชาเนตรของอวิ๋นถงระดับไม่ต่ำ หลังจากโดนสะท้อนกลับ เขาไม่มีทางใช้ซ้ำได้เป็นครั้งที่สอง "ข้าต้องการให้สนามรบอยู่ห่างจากแคว้นจิง อย่าให้มีคนธรรมดาต้องมาตายเปล่าเพราะการต่อสู้ของผู้ฝึกตนอีกเลย"
[จบแล้ว]