- หน้าแรก
- วิถีเซียน แสวงอมตะ
- ตอนที่ 17 สืบทอดวิชาสี่แขนง
ตอนที่ 17 สืบทอดวิชาสี่แขนง
ตอนที่ 17 สืบทอดวิชาสี่แขนง
ตอนที่ 17 สืบทอดวิชาสี่แขนง
วันนั้น เฉาเทียนหมิงเดินทางไปส่งยันต์วิญญาณที่จวนเจ้าเมือง
ขากลับ เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าบรรยากาศของผู้ฝึกตนตามท้องถนนดูหม่นหมองลงไปมาก แม้แต่ความคึกคักที่เคยมีก็แฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกแปร่ง
เมื่อเดินผ่านโซนแผงลอยในตลาด เขาพบว่ามีพ่อค้าแม่ขายมาตั้งแผงมากกว่าปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายล้วนเป็นตำราเคล็ดวิชาคาถาอาคม และตำราสืบทอดวิชาสี่แขนงที่สามารถคัดลอกซ้ำได้ แน่นอนว่าตำราสืบทอดวิชาเหล่านั้นถูกแยกส่วนขายจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
ตำราหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นต่ำ ถูกแยกออกเป็น 'สารานุกรมสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งขั้นต่ำ' กับ 'สูตรปรุงยา' และสูตรปรุงยาก็ยังถูกฉีกแบ่งครึ่งขายอีกที...
เฉาเทียนหมิงกุมถุงสมบัติที่มีค่าตอบแทนจากการขายยันต์ให้จวนเจ้าเมืองเอาไว้แน่น ขณะเดินผ่านแผงขายตำราแยกส่วนเหล่านี้ ขาเจ้ากรรมก็เริ่มควบคุมไม่ได้
สมองสั่งการให้รีบกลับร้าน แต่สองขากลับมีความคิดเป็นของตัวเอง
ในที่สุด เขาก็เดินเข้าไปหยุดหน้าแผงลอยแห่งหนึ่ง กวาดรวมตำราหลอมโอสถที่ถูกแยกส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน แล้วเอ่ยถาม
"ตำราหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นต่ำชุดนี้ ขายเท่าไหร่?"
พ่อค้าแผงลอยเห็นลูกค้าเข้ามาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง บอกราคาไปตรงๆ
"ห้าสิบหินวิญญาณ!"
"เจ้าไม่จริงใจที่จะขายเลยนี่นา ราคาในร้านค้าก็เท่านี้ ที่นี่ก็เท่านี้ แล้วจะมาตั้งแผงทำไม?"
เฉาเทียนหมิงกล่าวอย่างไม่พอใจ
"ราคามันก็ต้องเท่ากันสิ! ข้าก็ซื้อมาจากร้านค้าเหมือนกัน ทำไมจะขายราคานี้ไม่ได้? ถ้าไม่ใช่เพราะข้าเรียนไม่สำเร็จ..."
พ่อค้าเริ่มแก้ตัว แต่พอหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดก็รีบชะงักไป ครู่หนึ่งจึงกล่าวเสริมว่า
"สี่สิบหินวิญญาณ ห้ามต่อรอง อยากได้ก็เอาไป!"
"สี่สิบหินวิญญาณก็พอรับได้ แต่ข้าไม่รู้ว่าเจ้าดัดแปลงเนื้อหาข้างในหรือเปล่า หากเจ้าแอบแก้ไขมั่วซั่ว ข้ามิแย่หรือ? จะให้ดี เจ้าควรสาบานต่อมรรคาแห่งสวรรค์!"
เฉาเทียนหมิงกล่าว
พ่อค้าเริ่มหงุดหงิด ของราคาแค่สี่สิบหินวิญญาณถึงกับต้องให้สาบานต่อสวรรค์ เขาอยากจะไล่ตะเพิดอีกฝ่ายไปให้พ้นๆ
แต่ติดตรงที่มีคนอยู่แถวนี้เยอะเกินไป การไล่ลูกค้าจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ คนอื่นอาจพาลคิดว่าของที่เขาขายเป็นของปลอม เขาจึงได้แต่กัดฟันพูดอย่างฉุนเฉียว
"ข้าขอสาบานต่อมรรคาแห่งสวรรค์ ข้ามิได้แก้ไขดัดแปลงตำราหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นต่ำเล่มนี้แม้แต่น้อย เนื้อหาข้างในเหมือนกับตอนที่ข้าซื้อมาจากร้านค้าทุกประการ หากผิดคำสาบาน ขอให้ข้าเป็นฝีที่หัว หนองไหลที่เท้า! พอใจหรือยัง?! ทีนี้ซื้อได้หรือยัง?!"
พูดจบ เขาก็สะบัดหน้าหนี ราวกับไม่อยากมองหน้าเฉาเทียนหมิงแม้แต่วินาทีเดียว
เฉาเทียนหมิงยิ้มกริ่ม จะโกรธยังไงก็ช่าง ขอแค่ข้าไม่เสียเปรียบเป็นพอ เขาส่งหินวิญญาณสี่สิบก้อนให้พ่อค้า ทำท่าจะเดินจากไป แต่แล้วก็นึกขึ้นได้จึงเอ่ยถาม
"สหายเต๋า เมื่อกี้ข้าได้ยินท่านบอกว่าเคยเรียนหลอมโอสถแต่ไม่สำเร็จ เตาหลอมโอสถที่ท่านเคยใช้ฝึกฝนยังอยู่หรือไม่? ไม่ทราบว่าท่านยินดีจะขายต่อไหม?"
ได้ยินดังนั้น พ่อค้าที่ตอนแรกไม่อยากจะเสวนาด้วย แต่เพื่อหินวิญญาณที่จะนำไปซื้อยันต์และยารักษาอาการบาดเจ็บ เพิ่มโอกาสรอดชีวิตในสนามรบ เขาจึงยอมอ่อนข้อและหยิบเตาหลอมโอสถออกมา
เฉาเทียนหมิงตรวจสอบดูแล้วไม่พบปัญหา จึงถามราคา
"กี่หินวิญญาณ?"
พ่อค้าตอบด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
"ร้อยห้าสิบหินวิญญาณ ห้ามต่อรอง ข้าซื้อมาจากหอศาสตราเทพ ถือเป็นของดีในหมู่เตาหลอมระดับหนึ่งขั้นต่ำ ตอนซื้อข้าจ่ายไปสองร้อยหินวิญญาณ และเพิ่งใช้ไปไม่กี่ครั้งเอง"
พูดจบ เขาก็จ้องหน้าเฉาเทียนหมิงเขม็ง ในใจคิดว่า ถ้าต่อนราคาอีกคำเดียว ข้าไม่ขายแล้ว!
เฉาเทียนหมิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ตรวจสอบเตาหลอมอีกครั้ง แล้วหยิบหินวิญญาณร้อยห้าสิบก้อนส่งให้พ่อค้า เก็บเตาหลอมลงถุงสมบัติ จากนั้นลุกขึ้นเดินจากไป
หลังจากนั้น ไม่ว่าแผงไหนที่มีตำราสืบทอดวิชาสี่แขนงวางขาย ก็จะเห็นเงาร่างของเฉาเทียนหมิงเข้าไปสอบถามราคาเสมอ ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เฉาเทียนหมิงก็รวบรวมตำราสืบทอดระดับหนึ่งขั้นต่ำครบทั้งการหลอมโอสถ, การหลอมศาสตราวุธ และค่ายกล ส่วนตำราระดับกลางขั้นหนึ่งนั้นหาไม่เจอเลย
ก็สมเหตุสมผล คนที่มีวิชาระดับกลางขั้นหนึ่งส่วนใหญ่ล้วนฝึกฝนจนชำนาญแล้ว ย่อมไม่คิดจะขายวิชาหากิน อีกอย่าง ด้วยทักษะเฉพาะทาง พวกเขาไม่จำเป็นต้องออกรบและไม่ขาดแคลนหินวิญญาณ
ในขณะที่เฉาเทียนหมิงกำลังอิ่มเอมใจเตรียมจะกลับร้าน เขาก็เหลือบไปเห็น 'คัมภีร์สร้างหุ่นเชิดระดับหนึ่งขั้นต่ำ' วางขายอยู่ที่แผงหนึ่ง
เขาเดินตรงเข้าไปทันที เจ้าของแผงเป็นชายชราผมขาว นอกจากคัมภีร์สร้างหุ่นเชิดแล้ว บนแผงยังมีงานแกะสลักไม้ที่ดูเหมือนจริงวางอยู่ด้วย ดูคล้ายหุ่นเชิดแต่ก็เหมือนงานแกะสลักธรรมดา
"ท่านผู้เฒ่า คัมภีร์สร้างหุ่นเชิดเล่มนี้ขายเท่าไหร่ และไม้แกะสลักพวกนี้คือสัตว์หุ่นเชิดหรือ?"
เฉาเทียนหมิงเอ่ยถาม
ชายชราลืมตาที่ฝ้าฟางมองเฉาเทียนหมิง แล้วเอ่ยช้าๆ
"พวกนั้นเป็นแค่สัตว์หุ่นเชิดที่ล้มเหลว ใช้ได้แค่ลาดตระเวน แต่สู้ไม่ได้ ส่วนคัมภีร์เล่มนี้หนึ่งร้อยหินวิญญาณ ข้างในมีวิธีสร้างสัตว์หุ่นเชิดระดับหนึ่งขั้นต่ำสิบชนิด"
พูดจบ เขาหยุดไปนิดหนึ่งก่อนเสริมว่า
"ข้าสาบานต่อมรรคาแห่งสวรรค์แล้วว่าไม่ได้แก้ไขเนื้อหาใดๆ ในหนังสือ บันทึกแทรกข้างในเป็นความเข้าใจและประสบการณ์ที่ข้าสั่งสมมาจากการเรียนสร้างหุ่นเชิดตลอดหลายสิบปี หากโกหก ขอให้ข้าเป็นฝีที่หัว หนองไหลที่เท้า"
พูดจบ ชายชราก็ยิ้มให้เฉาเทียนหมิง
เฉาเทียนหมิงหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย เขาหันกลับไปมอง ก็เห็นพ่อค้าที่ขายตำราหลอมโอสถคนนั้นกำลังตั้งแผงอยู่ไม่ไกล และกำลังมองดูเหตุการณ์นี้ด้วยสีหน้าสะใจราวกับกำลังดูละครฉากเด็ด
เฉาเทียนหมิงรีบจ่ายหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนให้ชายชรา เก็บคัมภีร์ลงถุงสมบัติ ขณะลุกขึ้นจะจากไป เขาอดไม่ได้ที่จะพูดกับชายชราว่า
"ท่านผู้เฒ่า ท่านนี่ช่างไร้ความคิดสร้างสรรค์จริงๆ แม้แต่คำสาบานยังไปก๊อปปี้คนอื่นมา!"
พูดจบ เขาก็เดินอาดๆ ออกจากโซนแผงลอย มุ่งหน้ากลับร้านยันต์จ้าวไฉ...
บนโต๊ะหินหลังร้าน เฉาเทียนหมิงวางตำราสืบทอดทั้งสี่เล่มที่เพิ่งได้มา แล้วเริ่มเปิดอ่านทีละเล่ม
นับตั้งแต่ข้ามมิติมาและค้นพบแผงหน้าจอค่าความชำนาญ เฉาเทียนหมิงก็ใฝ่ฝันมาตลอดว่าจะรวบรวมทักษะทั้งสี่แขนงนี้เข้าสู่หน้าจอสถานะของตน เพื่อก้าวสู่การเป็นยอดฝีมือที่เก่งรอบด้าน!
ก่อนหน้านี้เขาแค่ขาดแคลนหินวิญญาณและโอกาส เมื่อโอกาสมาถึง เฉาเทียนหมิงย่อมไม่พลาด
หลังจากอ่านตำราทั้งสี่เล่มจบ เฉาเทียนหมิงสนใจศาสตร์แห่งการสร้างหุ่นเชิดมากที่สุด วิถีแห่งหุ่นเชิดนั้นค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม และการสร้างหุ่นเชิดก็สิ้นเปลืองเวลามาก
นักสร้างหุ่นเชิดระดับหนึ่งขั้นต่ำต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันในการสร้างหุ่นเชิดระดับเดียวกันหนึ่งตัว ซึ่งนานกว่านักหลอมศาสตราวุธระดับเดียวกันเสียอีก อย่างไรก็ตาม การหลอมศาสตราวุธและการสร้างหุ่นเชิดก็มีจุดที่คล้ายคลึงกันอยู่
ต้นทุนของหุ่นเชิดแพงกว่าศาสตราวุธระดับเดียวกันเกือบเท่าตัว และการเปิดใช้งานหุ่นเชิดนอกจากต้องใส่หินวิญญาณแล้ว ผู้ใช้ยังต้องแบ่งสัมผัสวิญญาณไปควบคุมมันด้วย
ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเฉาเทียนหมิง เขามีจักจั่นทองคำกลืนวิญญาณ ในอนาคตเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับเดียวกัน สัมผัสวิญญาณของเขาจะแข็งแกร่งกว่าคนส่วนใหญ่อย่างแน่นอน ทำให้สามารถควบคุมสัตว์หุ่นเชิดหลายตัวออกรบพร้อมกันได้
ส่วนค่ายกลที่ต้องใช้พรสวรรค์มากที่สุดในบรรดาวิชาทั้งสี่ เฉาเทียนหมิงก็ไม่กังวล เพราะลวดลายค่ายกลและลวดลายยันต์มีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
สำหรับวิชาปรุงยาและหลอมศาสตราวุธ หากเฉาเทียนหมิงไร้พรสวรรค์จริงๆ ก็คงต้องอาศัยการทุ่มเทสมุนไพรและวัสดุจำนวนมหาศาลเข้าแลก
หลังจากนั้น เฉาเทียนหมิงก็ทุ่มเทเวลาศึกษาคัมภีร์สร้างหุ่นเชิด เขาหวังว่าจะสามารถสร้างสัตว์หุ่นเชิดได้โดยเร็วที่สุด การมีสัตว์หุ่นเชิดระดับสูงไว้ใช้งานก็เหมือนมีเครื่องมือช่วยคุ้มครองเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของเขา
จะว่าไป ชายชราที่ขายคัมภีร์ให้เขาก็ถือว่าเชื่อถือได้ทีเดียว บันทึกประสบการณ์ที่เขาเขียนแทรกไว้ช่วยให้เฉาเทียนหมิงประหยัดเวลาลองผิดลองถูกไปได้มาก เขาถึงกับอุทานออกมาเป็นระยะว่า
"อ้อ! ที่แท้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง!"
...