- หน้าแรก
- วิถีเซียน แสวงอมตะ
- ตอนที่ 13 การต่อสู้อันดุเดือด
ตอนที่ 13 การต่อสู้อันดุเดือด
ตอนที่ 13 การต่อสู้อันดุเดือด
ตอนที่ 13 การต่อสู้อันดุเดือด
เมื่อเฉาเทียนหมิงกลับมาถึงถ้ำ และเห็นหลิวเอ้อร์โก่วยังคงนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ เขาจึงไม่ได้ส่งเสียงเรียก แต่อ้อมไปก่อกองไฟและเริ่มเตรียมชำแหละเนื้อสัตว์อสูร
เขาแบ่งเนื้อหมีหลังดำทั้งตัวออกเป็นสิบส่วน แต่ละส่วนหนักหนึ่งร้อยจิน ซึ่งเพียงพอให้เขาและหลิวเอ้อร์โก่วกินได้นานถึงสิบวัน
แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วย่อมตกถึงท้องของเฉาเทียนหมิง เพราะเขาฝึกวิชากายาด้วย ปริมาณอาหารที่ต้องการจึงมากกว่าปกติเล็กน้อย
หลังจากเสียบไม้เนื้อสัตว์อสูรย่างไฟเสร็จ เขาก็เริ่มจัดการกับสัตว์ป่าทั่วไป... ในขณะที่หลิวเอ้อร์โก่วยังคงนั่งสมาธิอยู่ จู่ๆ กลิ่นหอมฉุยของเนื้อย่างก็ลอยมาแตะจมูก ส่งผลให้พลังเวทในกายปั่นป่วนจนเกือบจะธาตุไฟเข้าแทรก
เขาลืมตาขึ้นมองไปยังทิศทางของกลิ่นหอม ก่อนจะลุกเดินตรงดิ่งมานั่งลงข้างกองไฟโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง สายตาจับจ้องไปที่เนื้อย่างแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"พี่เฉา ท่านไปล่าสัตว์มาหรือ? ไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่"
เฉาเทียนหมิงหันขวับไปมองหลิวเอ้อร์โก่วที่นั่งลงข้างกาย มุมปากกระตุกเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า
"เอ้อร์โก่ว หากเจ้าเป็นห่วงลูกพี่เจ้าจริงๆ ก็ช่วยหันหน้ามามองข้าด้วยตาของเจ้าหน่อยเถอะ!"
ทว่าสายตาของหลิวเอ้อร์โก่วยังคงตรึงอยู่ที่เนื้อย่าง เพียงแต่เอียงคอหันมาทางเฉาเทียนหมิงเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อเห็นดังนั้น เฉาเทียนหมิงก็ได้แต่กุมขมับและยิ้มอย่างขมขื่น
หลังจากกินดื่มกันจนอิ่มหนำ หลิวเอ้อร์โก่วก็รีบนั่งขัดสมาธิเดินลมปราณเพื่อกลั่นพลังปราณที่ได้รับจากเนื้อสัตว์อสูรทันที เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเนื้อของสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลาย พลังปราณที่แฝงอยู่นั้นย่อมไม่ด้อยไปกว่าโอสถรวมลมปราณเลย
ส่วนเฉาเทียนหมิงเริ่มฝึกฝนคาถาอาคม เนื่องจากพลังปราณในเนื้อสัตว์อสูรถูกร่างกายดูดซับไปจนหมดสิ้นแล้ว
ทว่าในจังหวะที่เฉาเทียนหมิงฝึกฝน 'เกราะกระบี่พิทักษ์' จนครบหนึ่งชั่วยามและเดินออกมานอกถ้ำเพื่อจะฝึกฝนวิชาตัวเบาต่อ ก็มีนักพรตสวมชุดคลุมลัทธิเต๋าสีดำสองคนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
บนอกเสื้อด้านขวามีตัวอักษรเล็กๆ เขียนว่า 'สำนักซวานยิน' ทั้งสองล้วนอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ด ซึ่งนับว่าเป็นศิษย์สายในของสำนักซวานยิน
"โอ้! นึกไม่ถึงเลยว่าในซอกเขาลึกเช่นนี้ จะมีผู้ฝึกตนซ่อนตัวอยู่ด้วย!"
หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ส่วนอีกคนไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่หยิบธงสีดำสนิทออกมาจากถุงสมบัติ สายตาจ้องมองเฉาเทียนหมิงอย่างเย็นชา ราวกับไม่ได้มองคนเป็น แต่กำลังมองศพ
เฉาเทียนหมิงเองก็เงียบงัน สายตาจับจ้องไปที่ทั้งสอง มือวางทาบอยู่ที่ถุงสมบัติโดยไม่ขยับเขยื้อน
ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนที่ถือธงก็เริ่มเคลื่อนไหว เพียงแค่สะบัดธงในมือ ลมทมิฬระลอกหนึ่งก็พัดกรรโชกเข้าใส่เฉาเทียนหมิง
เฉาเทียนหมิงเรียกโล่เกราะหนาออกมาจากถุงสมบัติทันทีเพื่อตั้งรับไว้เบื้องหน้า พร้อมกับเรียกกระบี่ซวานหยางและเข็มเสวียนยินออกมา ใช้สัมผัสวิญญาณควบคุมให้ลอยอยู่ตรงหน้า ในขณะที่มือทั้งสองข้างกำยันต์เอาไว้แน่น
เมื่อเห็นผู้ฝึกตนถือธงเริ่มลงมืออีกครั้ง เฉาเทียนหมิงก็ซัดยันต์ในมือทั้งหมดใส่ฝ่ายตรงข้ามราวกับเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า
ผู้ฝึกตนถือธงเห็นดังนั้นถึงกับหนังตากระตุก รีบหยิบศาสตราวุธวิญญาณทรงกลมออกมาคุ้มกันกาย รอจนกระทั่งควันและฝุ่นจากการระเบิดของยันต์จางหายไป
ภาพที่ปรากฏคือร่างของผู้ฝึกตนคนนั้นคุกเข่าข้างหนึ่ง มือซ้ายยังคงกำธงแน่น ส่วนมือขวากุมหน้าอก มีเลือดไหลซึมจากมุมปากหยดลงสู่พื้นอย่างช้าๆ
ศิษย์สำนักซวานยินอีกคนรีบตะโกนถาม "จัวหลิน เจ้าเป็นอะไรไหม!"
จัวหลินหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงอาฆาตมาดร้าย
"หึหึ... ฮ่าๆๆๆ... ไอ้หนู เจ้ากล้าทำข้าบาดเจ็บเชียวรึ! ผู้ฝึกตนขั้นกลั่นลมปราณระดับสี่อย่างเจ้า ช่างกล้านัก!"
สิ้นเสียง เขาก็ตวัดตามองเฉาเทียนหมิง แต่กลับพบว่าเฉาเทียนหมิงได้หยิบยันต์ออกมาอีกสองปึก กำไว้ในมือพร้อมรบเต็มที่
จัวหลิน "..."
ในขณะนั้นเอง หลิวเอ้อร์โก่วก็เดินออกมาเห็นเหตุการณ์ที่มีศิษย์สำนักซวานยินสองคนกำลังเผชิญหน้ากับเฉาเทียนหมิงพอดี
เขารีบวิ่งไปหลบหลังเฉาเทียนหมิงเพื่อคอยสนับสนุน สายตาจ้องมองศัตรูอย่างดุเดือด แต่ปากกลับสั่นระริกขณะเอ่ยถาม
"พี่เฉา พวกมันหาเราเจอได้ยังไง? ดูท่าทางเราจะสู้ไม่ไหว หนีกันดีไหม?"
"หุบปาก! ข้าจะไปตรัสรู้ได้ไงว่าพวกมันหาเจอได้ยังไง ข้าก็อยากหนีเหมือนกันโว้ย แต่อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนขั้นกลั่นลมปราณช่วงปลายถึงสองคน หนีไม่พ้นหรอก!"
"พอเริ่มสู้ เจ้าใช้ยันต์ช่วยข้าถ่วงเวลาไอ้คนที่ยืนอยู่ ส่วนข้าจะหาทางฆ่าไอ้คนที่บาดเจ็บก่อน"
เฉาเทียนหมิงกระซิบสั่งเสียงเบา พร้อมยัดยันต์ในมือใส่มือหลิวเอ้อร์โก่ว
หลิวเอ้อร์โก่วรับยันต์มา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตื่นเต้นหรืออะไร ยันต์งูเพลิงแผ่นหนึ่งจึงถูกกระตุ้นการทำงาน งูไฟพุ่งปราดเข้าใส่จัวหลินทันที
"แก! ลอบกัดรึ!"
จัวหลินกระโดดหลบไปด้านข้างได้ทันท่วงที แต่แรงระเบิดจากงูเพลิงก็ยังทำให้เขาสะบักสะบอมจนต้องกระอักเลือดออกมาอีกคำรบ
"เอ้อร์โก่ว ทำดีมาก! แต่โจมตีผิดคนแล้วโว้ย ไปเล่นงานอีกคนนู่น!"
เฉาเทียนหมิงตะโกนบอกก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่จัวหลิน
หลิวเอ้อร์โก่วอ้าปากค้างด้วยความงุนงง แต่ก็รีบทำตามคำสั่งของเฉาเทียนหมิง เข้าไปขวางศัตรูอีกคนที่กำลังจะเข้ามาช่วยพวกพ้อง
ยันต์แผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกใช้งาน ผู้ฝึกตนอีกคนอยากจะเข้าไปช่วยเพื่อนแต่ก็จนปัญญา ทำได้เพียงหลบหลีกพร้อมตะโกนก้อง
"จัวหลิน ทนไว้! รอไอ้หมอนี่ยันต์หมดเมื่อไหร่ ข้าจะฆ่ามันแล้วไปช่วยเจ้า!"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวเอ้อร์โก่วจึงเลิกใช้ยันต์โจมตีพร่ำเพรื่อ เขาจะปาใส่ก็ต่อเมื่อศัตรูพยายามจะเข้าไปช่วยจัวหลินหรือพุ่งเข้ามาหาเขาเท่านั้น ทำให้ผู้ฝึกตนคนนั้นโกรธจนหน้าเบี้ยว
ทางด้านจัวหลิน เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ทำให้เขาหลบหลีกคมกระบี่ของเฉาเทียนหมิงได้อย่างยากลำบาก เพลงกระบี่วายุโปรยระดับสมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะหลบได้ง่ายๆ ร่างกายของเขาจึงเริ่มมีบาดแผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ไม่นานนัก จัวหลินก็ชุ่มโชกไปด้วยเลือด เขาคำรามลั่น
"เจ้าบีบคั้นข้าเองนะ!"
พูดจบ เขาก็พ่นเลือดคำโตใส่ธงในมือ เลือดค่อยๆ ไหลซึมลงไปในเนื้อธงโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
จัวหลินอัดพลังปราณตามเข้าไป ธงผืนนั้นพลันแผ่ไอทมิฬออกมาคละคลุ้ง ภูตผีปีศาจกว่าสิบตนพุ่งออกมาแยกเขี้ยวตวาดกรงเล็บเข้าใส่เฉาเทียนหมิง
สถานการณ์พลิกผันทันที จัวหลินสั่งการให้เหล่าภูตผีรุมเล่นงานเฉาเทียนหมิง ทำให้ฝ่ายเฉาเทียนหมิงต้องเป็นฝ่ายหลบหลีกบ้าง
เฉาเทียนหมิงกระโดดหลบพลางก่นด่า
"ไอ้สารเลว แค่อัดพลังปราณเข้าไปตรงๆ ก็ใช้ได้แล้ว ดันทะลึ่งพ่นเลือดใส่ทำซากอะไร! อ่านนิยายมากไปรึไง!"
จัวหลินตะโกนกลับด้วยความโกรธแค้นและอับอาย
"เจ้าจะไปรู้อะไร! ผู้อาวุโสฝ่ายมารในประวัติศาสตร์ตั้งกี่คนแล้วที่พลิกสถานการณ์กลับมาชนะได้ด้วยวิธีนี้!"
...เฉาเทียนหมิงถึงกับพูดไม่ออก ทันใดนั้น เขาสัมผัสได้ว่าจักจั่นทองคำกลืนวิญญาณในอกเสื้อตื่นขึ้นแล้ว กลิ่นอายของมันแข็งแกร่งขึ้นจนเทียบเท่าระดับกลั่นลมปราณขั้นสอง
จักจั่นทองคำกลืนวิญญาณที่เพิ่งตื่นดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก มันบินออกมาจากอกเสื้อของเฉาเทียนหมิง ส่งเสียงร้องแหลมเล็ก แล้วพุ่งเข้าใส่ฝูงภูตผีเหล่านั้นทันที
เหล่าภูตผีราวกับเจอเข้ากับดาวข่ม พวกมันตัวสั่นงันงกและพากันหนีเตลิดไปทิศทางตรงกันข้ามกับจักจั่นทองคำ
ทว่าเนื่องจากพวกมันเป็นเพียงภูตผีระดับกลั่นลมปราณช่วงต้นและช่วงกลาง จึงถูกแสงสีทองที่จักจั่นทองคำพ่นออกมาดูดกลืนเข้าไปในท้องจนเกลี้ยง
จัวหลินมองภาพความว่างเปล่าเบื้องหน้าแทบจะเสียสติ เมื่อเฉาเทียนหมิงหันกลับมามอง เขาก็ยังพยายามแสร้งทำใจดีสู้เสือ
"อยากจะพลิกสถานการณ์งั้นรึ? เจ้ายังไม่คู่ควร!"
เฉาเทียนหมิงชูนิ้วกลางใส่จัวหลิน ก่อนจะสะบั้นลมหายใจอีกฝ่ายด้วยกระบี่เพียงสองท่า แล้วหันกลับไปพุ่งเข้าใส่ศิษย์สำนักซวานยินที่เหลืออีกคน
ด้วยการสนับสนุนจากยันต์ของหลิวเอ้อร์โก่ว ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือดถึงแปดร้อยกระบวนท่า จนในที่สุดเฉาเทียนหมิงก็ฉวยโอกาสทีเผลอ ใช้เข็มเสวียนยินทำลายจุดตันเถียนของคู่ต่อสู้และจับเป็นได้สำเร็จ
เขามัดเชลยด้วยเชือก ยัดท่อนไม้ใส่ปากกันกัดลิ้น แล้วเริ่มการสอบสวนอย่างโหดเหี้ยม
แต่ผิดคาด อีกฝ่ายกลับใจแข็งอย่างเหลือเชื่อ แม้จะร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดจากการทรมาน แต่กลับไม่ยอมปริปากบอกว่าหาที่นี่เจอได้อย่างไร
เฉาเทียนหมิงจิบน้ำพักเหนื่อยแล้วหันไปพูดกับหลิวเอ้อร์โก่ว
"ปากแข็งชะมัด ข้างัดทัณฑ์ทรมานสิบประการของบ้านเกิดมาใช้จนหมดแล้ว มันก็ยังไม่ยอมรับสารภาพ ถ้าไม่ได้ยินมันคุยกับเพื่อนมาก่อน ข้าคงนึกว่ามันเป็นใบ้ไปแล้ว!"
ในตอนนั้นเอง หลิวเอ้อร์โก่วบิดชายเสื้อด้วยความอึดอัด อ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
เห็นดังนั้น เฉาเทียนหมิงจึงรีบพูดดักคอ
"มีอะไรก็พูดมาเถอะ พี่น้องกันทั้งนั้น!"
ในที่สุด หลิวเอ้อร์โก่วก็พูดเสียงอ่อยว่า
"พี่เฉา ท่านลองเอาไม้ที่ยัดปากเขาออกก่อน แล้วค่อยถามใหม่ดีไหม?"
เฉาเทียนหมิงตบหน้าผากตัวเองดังฉาด ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแก้เขินว่า
"แหะๆ... เจ้าพูดถูก ทำไมไม่รีบบอกแต่แรกล่ะฟะ!"
เฉาเทียนหมิงรีบเดินเข้าไปหาศิษย์สำนักซวานยิน ดึงท่อนไม้ออกจากปาก ก็เห็นน้ำตาไหลพรากเป็นสายเลือดออกมาจากดวงตาที่เหม่อลอยของนักโทษ โดยไม่ต้องรอให้ถาม อีกฝ่ายก็พรั่งพรูออกมาว่า
"พวกข้าแค่บังเอิญผ่านมา ไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีคนอยู่ที่นี่ ข้าไม่รู้เรื่อง ข้าไม่ควรมาที่นี่เลย ไม่น่ามาเลย... ฮือๆๆ..."
พูดไปร้องไห้ไปอย่างน่าเวทนา... หลิวเอ้อร์โก่วทนดูไม่ไหวจึงบอกเฉาเทียนหมิงว่า
"พี่เฉา ส่งเขากลับบ้านเก่าเถอะ"
ศิษย์สำนักซวานยินที่ร้องไห้จนหน้าตาเลอะเทอะได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร แล้วกล่าวขอบคุณหลิวเอ้อร์โก่วซ้ำๆ
"เจ้าเป็นคนดี คนดีแบบนี้หาได้ยากนัก ได้โปรดสงเคราะห์ข้าทีเถอะ ถ้ารู้แบบนี้ข้าคงไม่มาที่นี่เด็ดขาด ฮือๆๆ..."
เฉาเทียนหมิงรู้สึกอับอายขายขี้หน้า จึงรีบลงมือปลิดชีพอีกฝ่ายเพื่อจบเรื่องทันที