- หน้าแรก
- รับบทชาวมุงอยู่ดีๆ ท่านทรราชก็ดันมาคลั่งรัก
- บทที่ 5 ผู้ชายย่อมรู้ใจผู้ชายดีที่สุด
บทที่ 5 ผู้ชายย่อมรู้ใจผู้ชายดีที่สุด
บทที่ 5 ผู้ชายย่อมรู้ใจผู้ชายดีที่สุด
บทที่ 5 ผู้ชายย่อมรู้ใจผู้ชายดีที่สุด
เขาไม่กล้า
เขาไม่กล้าหรอก ต่อหน้าฮ่องเต้ เขาไม่กล้าหลอกลวงหญิงสาวตรงหน้า ผู้ซึ่งถูกเขาหลอกมานับครั้งไม่ถ้วน หญิงสาวที่เพียงแค่เขาหยอดคำหวานไม่กี่คำ ก็ยอมทิ้งศักดิ์ศรีขององค์หญิงในราชวงศ์ มาเป็นภรรยาผู้เพียบพร้อมและจัดการทุกอย่างเพื่อเขาอย่างสุดใจ
"เจ้ารู้ไหม..."
หยาดน้ำตาไหลรินลงมาจากหางตา องค์หญิงใหญ่เม้มริมฝีปาก ยกมือขึ้นปาดมันออก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง
แต่งงานกันมาสามปี นางไม่เคยเห็นธาตุแท้ของคนข้างกายคนนี้เลย
ในโลกนี้จะมีใครโง่เขลาไปกว่านางอีกไหม?
ประกายความหวังสุดท้ายที่ริบหรี่ในดวงตาของนาง ถูกชายชั่วใจสัตว์ข้างกายดับลงจนมอดมิด
"ทำไม?" องค์หญิงใหญ่ตั้งคำถามกับชายตรงหน้า "อวี้เอ๋อร์ก็เป็นลูกชายของท่าน เป็นลูกที่เกิดจากภรรยาเอก! ทำไมท่านถึงทำร้ายเขาได้ลงคอ?"
นางไม่เข้าใจ ฐานะของนางสูงส่งไม่พอ หรือนางยังทำหน้าที่ภรรยาได้ไม่ดีพอ? ทำไมคนสองคนที่นางมอบใจให้ทั้งหมดถึงได้หันกลับมาทำร้ายนาง ทำร้ายลูกของนาง?
ดวงตาของราชบุตรเขยหลุกหลิกไปมา รู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงความคับข้องใจที่ไม่เคยได้มีอำนาจแท้จริงหรือก้าวหน้าในหน้าที่การงานหลังจากได้เป็นราชบุตรเขย ความขุ่นเคืองก็เข้ามาแทนที่ในจิตใจ
หากเขาไม่ได้แต่งงานกับองค์หญิง ด้วยบารมีที่สั่งสมมาของจวนหนานหยางป๋อ เขาจะกลายเป็นเพียงตัวประกอบไร้บทบาทในกองทัพได้อย่างไร?
หลังจากต้องทนถูกมองข้ามจากภายนอก กลับมาบ้านเขายังต้องมาคอยเอาใจองค์หญิงผู้บอบบางคนนี้อีก
องค์หญิงไม่เคยเห็นหัวเขาเลย ไม่เพียงแต่ไม่กตัญญูต่อแม่ของเขา แต่นางยังดูถูกลูกหลานในจวนหนานหยางป๋อ ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากอยู่ตรงกลาง
เขาหลุบตาลงซ่อนความไม่พอใจและความเคียดแค้นในแววตา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเย็นชา "องค์หญิง ก็ถือเสียว่าเป็นความผิดของข้าก็แล้วกัน"
"ถุย! ไอ้คนสารเลว! อะไรคือ 'ก็ถือเสียว่าเป็นความผิดของข้า'? มัน คือ ความผิดของแกที่มีต่อองค์หญิงใหญ่ต่างหากเล่า!
ทำไมตอนแต่งกับองค์หญิงถึงไม่คัดค้านล่ะ? กินของเขา ใช้ของเขา อยู่บ้านเขา แล้วตอนนี้มาโทษเขาเนี่ยนะ? ได้คืบจะเอาศอก ไม่รู้จักพอ อยากจะได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ฝันหวานไปเถอะ! ถุย!!"
"ท่านโทษข้าเหรอ?" องค์หญิงใหญ่จะไม่ได้ยินความเคียดแค้นในคำพูดของราชบุตรเขยได้อย่างไร แววตาของนางฉายแววสับสน หรือว่านางทำผิดอะไรไปจริงๆ?
"แน่นอนว่าเขาโทษเจ้า" เสียงของฮ่องเต้ดังขึ้นจากด้านหลัง เต็มไปด้วยความประชดประชัน "เขาโทษเจ้าที่ขวางทางเจริญก้าวหน้าของเขา โทษเจ้าที่มีแต่ยศศักดิ์องค์หญิงใหญ่ แต่ไร้ซึ่งผลประโยชน์มหาศาลที่จะนำมาสู่จวนหนานหยางป๋อ ไม่สามารถฉุดดึงลูกหลานตระกูลเขาให้รุ่งโรจน์ตามไปด้วยได้"
ผู้ชายย่อมรู้ใจผู้ชายดีที่สุด
ฮ่องเต้มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงความคิดของราชบุตรเขย
ไอ้คนเห็นแก่ตัว ไร้หัวใจ!
ใบหน้าของราชบุตรเขยแดงก่ำ ทั้งอับอายและทั้งโกรธที่ความในใจถูกเปิดโปง
ถ้าคนที่พูดไม่ใช่ฮ่องเต้ เขาคงด่าสวนไปนานแล้ว!
ทำไมต้องพูดความจริงที่เจ็บปวดขนาดนี้ด้วย!
ดวงตาคู่งามขององค์หญิงใหญ่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุนี้
แต่ทว่า ในตอนนั้น ชัดเจนว่าเป็นฉินหลางเองที่หาโอกาสเข้ามาตีสนิท มาพะเน้าพะนอ และมาสู่ขอนาง
นางซาบซึ้งในความจริงใจของฉินหลาง และด้วยความที่ฉินหลางรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา ถูกใจนาง นางจึงเต็มใจไปทูลขอพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้
มิฉะนั้น ลำพังแค่จวนหนานหยางป๋อจะมาอยู่ในสายตานางได้อย่างไร?
ในตอนนั้น ฮ่องเต้ไม่เห็นด้วย ตรัสว่าฉินหลางเป็นคนนิสัยไม่ดี ไม่คู่ควร
นางถึงกับทะเลาะกับฮ่องเต้ใหญ่โตเพื่อปกป้องฉินหลาง จบลงด้วยความไม่พอใจ และล้มป่วยเมื่อกลับถึงบ้าน
หลังจากนอนซมอยู่สองวัน นางก็ถอดใจเรื่องการแต่งงานพระราชทานไปแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าในวันที่สาม ราชโองการสมรสก็ส่งมาถึงตำหนักองค์หญิงใหญ่
แต่นับจากนั้น ฮ่องเต้ก็ไม่ยอมพบนางอีก มีเพียงงานเลี้ยงในวังเท่านั้นที่นางจะได้เห็นพระอนุชาจากระยะไกล
แน่นอนว่าหากบอกว่าไม่เสียใจเลยคงเป็นเรื่องโกหก
นางเคยทบทวนตัวเอง หากวันนั้นนางพูดคุยกับฮ่องเต้ด้วยเหตุผล พวกเขาคงไม่ต้องทะเลาะกันใช่ไหม? คงไม่ต้องถึงขั้นพี่น้องมองหน้ากันไม่ติด พูดกันไม่ได้แม้แต่คำเดียวใช่ไหม?
ฉินหลางเองก็เคยรบเร้านางหลายครั้งให้เข้าวังไปเยี่ยมเยียนบ่อยๆ ตอนนั้นนางคิดว่าฉินหลางช่างใส่ใจ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านั่นไม่ใช่ความใส่ใจเลย มันคือความพยายามที่จะให้นางเข้าวังไปหาผลประโยชน์ให้จวนหนานหยางป๋อต่างหาก เพียงแต่ตอนนั้นตามัวเมาไปกับความอ่อนโยนจอมปลอมของฉินหลาง จนมองไม่เห็นความจริง
เหตุการณ์ต่างๆ ตลอดสามปีฉายชัดเข้ามาในหัวราวกับภาพโคมเวียน ทั้งความรู้สึกอ่อนหวาน คำพูดไพเราะ และการกระทำที่ดูเหมือนจะใส่ใจและเมตตา แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยแผนการ... "อึก~" องค์หญิงใหญ่รู้สึกพะอืดพะอมจนต้องเอามือกุมหน้าอก ทำท่าจะอาเจียน
ฮ่องเต้ส่งสายตาให้หมอหลวงหลี่ทันที
หมอหลวงหลี่รีบก้าวเข้ามา แต่องค์หญิงใหญ่โบกมือห้าม "เปิ่นกงไม่เป็นไร"
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำจากการอาเจียน จ้องมองตรงเข้าไปในดวงตาของราชบุตรเขยด้วยความรังเกียจ "ฉินหลาง เจ้าทำให้เปิ่นกงขยะแขยง!"
สิ้นคำพูด ใบหน้าของราชบุตรเขยก็ซีดเผือด ไร้สีเลือด ดูน่าเกลียดน่ากลัวราวกับภูตผี
เมื่อมองใบหน้าเย็นชาที่อยู่ตรงข้าม เขาพลันรู้สึกตื่นตระหนกอย่างบอกไม่ถูก เขาอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่องค์หญิงใหญ่ได้หันหลังกลับ โดยมีแม่นมหลิวคอยประคอง เดินตรงไปหาฮ่องเต้โดยไม่ปรายตามองเขาอีกเลย
ราวกับว่าหากมองเขาอีกแม้แต่แวบเดียว จะทำให้สายตาของนางแปดเปื้อน
องครักษ์เสื้อแพรยัดผ้าอุดปากราชบุตรเขยอีกครั้ง เขาทำได้เพียงมองดูร่างระหงขององค์หญิงใหญ่เดินห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ก้าวเดินออกจากกรงขังที่เขาถักทอด้วยคำโกหกมาตลอดสามปี
"องค์หญิง" แม่นมหลิวเรียกด้วยความเป็นห่วง
"ไม่ต้องห่วงแม่นม เปิ่นกงไม่เป็นไร" ริมฝีปากขององค์หญิงใหญ่โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม "การตัดเนื้อร้ายทิ้ง ย่อมต้องเจ็บปวดบ้างเป็นธรรมดา"
นางเดินเข้าไปหาฮ่องเต้แล้วย่อกายคารวะอย่างงดงาม "หม่อมฉันขอพระราชทานอนุญาตหย่าขาดจากสามีเพคะ"
การแต่งงานที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ การแยกทางย่อมต้องได้รับความเห็นชอบจากฮ่องเต้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่ได้ต้องการแค่แยกกันอยู่ แต่เป็นการหย่าที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ริเริ่ม
"ว้าว! ตัดสินใจเด็ดขาด ตัดไฟแต่ต้นลม องค์หญิงใหญ่สุดยอดไปเลย!"
ฉู่หลิวเจิงยกนิ้วโป้งให้ในใจ และแอบชำเลืองมองฮ่องเต้
"ทรราช รีบๆ ตกลงสิ! รีบช่วยพี่สาวกำจัดไอ้คนสารเลวนั่นเร็วเข้า!"
"เหลวไหล! ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายหย่าสามีได้อย่างไร?"
ก่อนที่ฮ่องเต้จะทันได้ตรัสอะไร บัณฑิตจางก็ก้าวออกมาคัดค้านเสียงแข็ง
ตั้งแต่โบราณกาลมา มีแต่ผู้ชายหย่าภรรยา ไม่เคยมีธรรมเนียมที่ผู้หญิงหย่าสามี!
ต่อให้เป็นองค์หญิงแห่งราชวงศ์ก็ทำไม่ได้
องค์หญิงควรทำตัวเป็นแบบอย่างแก่ปวงชน จะทำเรื่องเหลวไหลอย่างการหย่าสามีได้อย่างไร?
"เจิ้นอนุญาต" ฮ่องเต้เมินคำพูดของบัณฑิตจาง แล้วประคององค์หญิงใหญ่ให้ลุกขึ้นด้วยพระองค์เอง
องค์หญิงใหญ่ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาจวนเจียนจะไหลริน
แต่บัณฑิตจางกลับร้อนรน เขาทรุดตัวลงคุกเข่าดังตึง
"ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรองด้วย! แม้ราชบุตรเขยจะมีความผิด แต่องค์หญิงใหญ่เองก็มีส่วนรับผิดชอบที่มองคนผิดไป นอกจากนี้ การที่ผู้ชายจะมีสามภรรยาสี่อนุภรรยาเป็นเรื่องปกติ หากองค์หญิงใหญ่มีคุณธรรมและเป็นธุระจัดหาอนุภรรยาให้ราชบุตรเขยเสียแต่เนิ่นๆ เขาก็คงไม่ไปมีเมียน้อยข้างนอก และเรื่องคงไม่บานปลายมาถึงจุดที่แก้ไขไม่ได้เช่นนี้
ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความผิด แค่แยกกันอยู่ก็น่าจะเพียงพอแล้ว องค์หญิงใหญ่จะบังอาจเอ่ยปากขอหย่าสามีได้อย่างไร? ขอฝ่าบาททรงถอนรับสั่ง อย่าได้ขัดต่อจารีตประเพณีและกฎมณเฑียรบาล บรรพชน มิฉะนั้นจะกลายเป็นที่ครหาของคนทั่วหล้า!"
เสนาบดีอีกสองคนก็รีบก้าวออกมาคัดค้านเช่นกัน
เสนาบดีกรมการคลัง เหวินเหยียน กล่าวว่า "ฝ่าบาท สตรีมิอาจหย่าสามีได้พะยะค่ะ! หากชาวบ้านร้านตลาดเอาเยี่ยงอย่าง จะเกิดความวุ่นวายในครัวเรือนและโกลาหลไปทั่วแผ่นดิน!"
เสนาบดีกรมขุนนาง เมิ่งฮ่าวหยวน กล่าวว่า "ฝ่าบาท การกระทำนี้ขัดต่อจารีต ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรอง อย่าได้เปิดช่องให้คนทั่วหล้าติฉินนินทาได้"