- หน้าแรก
- รับบทชาวมุงอยู่ดีๆ ท่านทรราชก็ดันมาคลั่งรัก
- บทที่ 4 ถูกปองร้ายอีกครา
บทที่ 4 ถูกปองร้ายอีกครา
บทที่ 4 ถูกปองร้ายอีกครา
บทที่ 4 ถูกปองร้ายอีกครา
ฉู่หลิวเจิงคาดการณ์ไว้ไม่ผิดจริงๆ
คนที่วิ่งไปส่งข่าวที่วังหลังกลับออกไปก่อนเวลา จึงรู้เพียงแค่ว่าฮ่องเต้ทรงกริ้วจัดจนถีบยอดอกของราชบุตรเขยเข้าเต็มแรง
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรภาพตรงหน้าด้วยความรำคาญพระทัย จึงชี้พระดัชนีไปที่ฉู่หลิวเจิงแล้วตรัสว่า "เจ้าไปพยุงองค์หญิงใหญ่ขึ้นมา แล้วเล่าให้นางฟังอย่างละเอียดว่าราชบุตรเขยทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้บ้าง"
ฉู่หลิวเจิงก้าวเข้าไปประคององค์หญิงใหญ่ทันที ภายใต้สายตางุนงงขององค์หญิง นางจึงถ่ายทอดวีรกรรมอันน่าบัดสีของราชบุตรเขยออกมาอย่างออกรสออกชาติด้วยอารมณ์ร่วมส่วนตัวล้วนๆ
ยิ่งฟัง องค์หญิงใหญ่ก็ยิ่งตื่นตระหนก ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วกลับขาวซีดจนน่ากลัว ร่างกายบอบบางโอนเอนไปมา หากไม่ได้แม่นมหลิวช่วยประคองไว้ นางคงล้มพับไปกองกับพื้นแล้ว
ราชบุตรเขยถึงกับเลี้ยงดูหญิงงามข้างนอกไว้ถึงสามคน มิหนำซ้ำยังสับเปลี่ยนโอรสของนางกับลูกของชู้รักงั้นหรือ?
ที่ผ่านมา ราชบุตรเขยหลอกลวงนางมาตลอดเลยหรือ?
ไม่ นี่ไม่ใช่เรื่องจริง!
นางกำลังฝันร้ายอยู่แน่ๆ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้าย
ตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จะปกติ
"องค์หญิงใหญ่เพคะ ทรงนึกถึงท่านชายน้อยไว้นะเพคะ" แม่นมหลิวแทบจะเสียสติ นางบีบแขนองค์หญิงใหญ่แน่นเพื่อเรียกสติ "เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือต้องตามหาตัวท่านชายน้อยให้พบก่อน!"
ผู้ชายคนหนึ่งจะมีค่าอะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือเลือดเนื้อเชื้อไขที่นางอุ้มท้องมาตั้งสิบเดือนต่างหาก!
คำพูดนี้เปรียบดั่งสายฟ้าฟาดเรียกสติ แววตาสับสนและสิ้นหวังขององค์หญิงใหญ่พลันจางหายไปราวกับหมอกควัน แทนที่ด้วยประกายความเด็ดเดี่ยวสายหนึ่ง หวนให้นึกถึงความสง่างามเมื่อครั้งยังไม่ได้ออกเรือน
นางสูดหายใจลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะย่อเข่าลงคุกเข่าต่อหน้าฮ่องเต้ เพียงแค่ฮ่องเต้ปรายตามอง ฉู่หลิวเจิงก็รีบเข้าไปประคองนางทันที
ฉู่หลิวเจิงเอ่ยปลอบโยนเสียงเบา "องค์หญิงใหญ่ไม่ต้องทรงกังวลเพคะ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรไปชิงตัวท่านชายน้อยคืนมาแล้ว โดยมีหมอหลวงหลี่ติดตามไปด้วย ท่านชายน้อยจะต้องปลอดภัยแน่นอนเพคะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น องค์หญิงใหญ่ก็รู้สึกโล่งใจเปราะหนึ่ง ความเข้มแข็งที่ฝืนรวบรวมมาเมื่อครู่จึงอ่อนลงไปสองส่วน ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวเป็นพักๆ นางประคองสติไว้อย่างยากลำบาก
ฉู่หลิวเจิงเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น
นางยังจำได้ว่าเมื่อสองเดือนก่อน ในงานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์ในวัง องค์หญิงใหญ่ที่มาร่วมงานในตอนนั้น แม้จะท้องโตแต่ใบหน้าก็ยังอวบอิ่ม ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
แต่ตอนนี้ ใบหน้าของนางกลับไร้สีเลือด ผอมแห้งราวกับแผ่นกระดาษ
【สภาพขององค์หญิงใหญ่ดูไม่เหมือนคนเพิ่งคลอดลูกเลยสักนิด เหมือนโดนปีศาจดูดกลืนพลังชีวิตไปมากกว่า ใบหน้าซีดจนแทบจะสะท้อนแสงได้ ไม่มีเลือดฝาดเลยสักนิด หญิงเพิ่งคลอดลูกได้สามวันที่ไหนจะผอมโซขนาดนี้ จุ๊ๆ หรือว่านางจะถูกคนบ้านราชบุตรเขยปองร้ายอีกแล้ว?】
ฉู่หลิวเจิงแอบเปิดระบบขึ้นมาค้นหาข่าวซุบซิบเมื่อสามวันที่แล้ว
【องค์หญิงใหญ่คลอดลูก... คลอดลูก...】
【เจอแล้ว!】
【โอ้โห! นางถูกปองร้ายจริงๆ ด้วย! ตระกูลโจวถึงกับกล้าใส่ของที่มีฤทธิ์เย็นจัดลงในน้ำแกงโสม กะจะให้องค์หญิงใหญ่ตกเลือดตายไปพร้อมกับลูกเลยรึ!】
หางคิ้วของฮ่องเต้กระตุกวูบเมื่อได้ยินความคิดนั้น
โบราณว่าผู้หญิงคลอดลูกก็เหมือนก้าวเท้าเข้าไปในประตูผีข้างหนึ่ง ดังนั้นหลังคลอดร่างกายย่อมทรุดโทรมเป็นธรรมดา
แต่พี่หญิงของเขาอ่อนแอถึงเพียงนี้ กลับกลายเป็นฝีมือของคนตระกูลโจวใจอำมหิตพวกนั้นอีกแล้วหรือ!
พระองค์ตรัสเสียงเย็น "หยุด"
โจวหยวนเต๋อหยุดมือทันทีแล้วถอยกลับไปยืนข้างกายฮ่องเต้
ฮูหยินโจวถูกขันทีตบหน้าต่อหน้าธารกำนัลจนแก้มบวมเป่งราวกับลูกท้อ
ปกตินางเป็นฮูหยินผู้เฒ่าที่เสพสุขและได้รับความเคารพนับถือมาตลอด เมื่อต้องมาเจอความอัปยศและความตกใจเช่นนี้ นางจึงทนไม่ไหว หายใจไม่ทันและเป็นลมล้มพับไป
หากฮ่องเต้ไม่สั่ง ก็ไม่มีบ่าวไพร่คนไหนกล้าเข้าไปช่วยพยุง
ปากของราชบุตรเขยยังคงถูกอุดด้วยผ้าจากฝีมือองครักษ์เสื้อแพร แม้ใจจะร้อนรุ่มดั่งไฟเผา แต่ก็ทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ
ฮ่องเต้กวักพระหัตถ์เรียกหมอหลวงที่ติดตามมา
หมอหลวงหลี่รีบสะพายกล่องยาเดินเข้ามา เตรียมจะเข้าไปตรวจดูอาการฮูหยินโจวที่นอนสลบอยู่
ทุกคนต่างคิดว่าฮ่องเต้คงเกิดเปลี่ยนพระทัยกะทันหัน รู้สึกว่าการสั่งให้ตบหน้าฮูหยินตราตั้งขั้นสองในที่สาธารณะนั้นรุนแรงเกินไป จึงคิดจะไถ่โทษ
แต่เหนือความคาดหมาย เมื่อเห็นหมอหลวงหลี่เดินตรงไปหาฮูหยินโจว ฮ่องเต้กลับยกพระบาทถีบก้นเขาพร้อมด่าทอ "เจ้าคนโง่!"
หมอหลวงหลี่เซถลาเพราะแรงถีบ รีบกอดกล่องยาใบสำคัญไว้แน่นด้วยกลัวว่าจะแตกเสียหาย
ฉู่หลิวเจิงที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบกรอกตามองบน
【ท่านขายาวแล้วจะเตะใครก็ได้งั้นสิ? หมอหลวงไปทำอะไรให้ท่านขัดเคืองใจกัน เป็นถึงฮ่องเต้หัดพูดจาดีๆ กับหมอผู้รักษาคนไข้หน่อยไม่ได้หรือไง?!】
ความโกรธของฮ่องเต้ชะงักค้าง พระองค์ไม่ได้ถีบเจ้าคนทึ่มที่ดูตาม้าตาเรือไม่เป็นนั่นซ้ำ แต่ตรัสด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ไปจับชีพจรให้องค์หญิงใหญ่ เพื่อความสบายใจ"
องค์หญิงใหญ่สะดุ้งเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าที่ฮ่องเต้เรียกหมอหลวงมาก็เพื่อตัวนาง
เห็นได้ชัดว่าหลังจากนางคลอดลูก ราชบุตรเขยได้ส่งคนไปแจ้งข่าวดีในวัง ทั้งไทเฮาและฮองเฮาต่างก็ส่งคนนำของขวัญมาร่วมแสดงความยินดี แต่ฮ่องเต้กลับนิ่งเฉยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
นางคิดว่าฮ่องเต้ยังทรงผูกใจเจ็บเรื่องเมื่อสามปีก่อน
หรือว่าน้องชายที่อายุน้อยกว่านางเพียงหนึ่งปีคนนี้ จะยังคงห่วงใยนางอยู่?
ความรู้สึกขององค์หญิงใหญ่สับสนปนเป แต่แม่นมหลิวกลับดีใจจนเนื้อเต้น
ขอเพียงฮ่องเต้ยังทรงเห็นแก่สายใยพี่น้องที่มีต่อองค์หญิงใหญ่ ไม่ว่าราชบุตรเขยจะเป็นคนดีหรือเลว วันข้างหน้าขององค์หญิงใหญ่ย่อมไม่ลำบากแน่นอน
นางรีบประคององค์หญิงใหญ่นั่งลง แล้วเชิญให้หมอหลวงหลี่จับชีพจร
"ชีพจรขององค์หญิงใหญ่..." หมอหลวงหลี่ขมวดคิ้วแน่น แอบชำเลืองมองสีพระพักตร์ฮ่องเต้ด้วยความระมัดระวัง ท่าทางเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า
ฮ่องเต้ทรงทราบดีว่าชีพจรต้องมีความผิดปกติ จึงตรัสด้วยความรำคาญทันที "พูดมา!"
หมอหลวงหลี่คุกเข่าลง "ทูลฝ่าบาท องค์หญิงใหญ่ได้รับยาฤทธิ์แรงที่ทำลายสุขภาพอย่างรุนแรงในช่วงคลอดพะยะค่ะ หากไม่ใช่เพราะพื้นฐานร่างกายขององค์หญิงใหญ่แข็งแรง นางคงสิ้นพระชนม์ไปพร้อมกับท่านชายน้อยระหว่างคลอดแล้ว แม้จะคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่หากภายภาคหน้าไม่บำรุงรักษาให้ดี เกรงว่า... จะกระทบถึงอายุขัยพะยะค่ะ"
สรุปสั้นๆ คือ จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ยืนยาว
เหล่าขาเผือกทั้งหลาย: "!!!"
โอ้โห! เรื่องฉาวโฉ่วันนี้มีมาไม่ขาดสายจริงๆ
องค์หญิงใหญ่เกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งในจวนของตัวเอง เรื่องแบบนี้พูดออกไปใครจะเชื่อ?
"บ่าวจำได้แม่นว่าวันที่องค์หญิงเจ็บท้องคลอด ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนยกน้ำแกงโสมมาให้ชามหนึ่ง นอกจากน้ำแกงโสมชามนั้นแล้ว อาหารและน้ำดื่มอย่างอื่นบ่าวเป็นคนดูแลด้วยตัวเองทั้งหมดเจ้าค่ะ"
แม่นมหลิวพูดพลางจ้องเขม็งไปที่ฮูหยินโจวซึ่งนอนสลบเหมือดอยู่บนพื้นด้วยความเคียดแค้น ราวกับอยากจะกินเลือดกินเนื้อ
นางนึกไม่ถึงเลยว่าหญิงแก่นี่จะกล้าวางยาในน้ำแกงโสม
นั่นคือหลานชายแท้ๆ ของตระกูลโจวนะ! นางทำลงคอได้อย่างไร?
"น้ำแกงโสม..." องค์หญิงใหญ่นั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ พึมพำคำสองคำนี้ซ้ำไปซ้ำมา
นับตั้งแต่แต่งเข้าจวนราชบุตรเขย นางยอมลงให้ทุกอย่าง กตัญญูต่อแม่สามี เป็นมิตรกับพี่สะใภ้และน้องสะใภ้ มีของดีอะไรก็นึกถึงและส่งไปให้แม่สามีก่อนเสมอ ไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย
ยามแม่สามีป่วยไข้ นางก็เฝ้าปรนนิบัติข้างเตียง ต้มยาด้วยตนเอง ถึงขนาดคุกเข่าสวดมนต์ในห้องพระตลอดทั้งคืนเพื่อขอพรให้แม่สามีหายป่วยไวๆ
ความกตัญญูและความจริงใจตลอดสามปี สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมาคือน้ำแกงโสมผสมยาพิษชามเดียวหรือนี่
ฮ่าๆ ช่างน่าขันสิ้นดี!
ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปทั่วร่างองค์หญิงใหญ่ หัวใจของนางเหมือนถูกลมหนาวพัดผ่านจนด้านชา
"องค์หญิง" แม่นมหลิวสวมกอดองค์หญิงใหญ่ด้วยความรักใคร่สงสาร เมื่อสัมผัสได้ว่ามือของนางเย็นเฉียบ จึงรีบสั่งให้คนไปนำเสื้อคลุมขนสัตว์มา
แต่องค์หญิงใหญ่กลับผลักนางออก แล้วเดินโซซัดโซเซไปหาราชบุตรเขย ก้มลงดึงผ้าอุดปากของเขาออก
นางถามย้ำทีละคำ "ท่านรู้เรื่องนี้หรือไม่?"
ราชบุตรเขยอยากจะปฏิเสธว่าไม่รู้ แต่ภายใต้สายตาคมกริบดุจมีดของฮ่องเต้ คำพูดสั้นๆ สองคำกลับจุกอยู่ที่คอ ไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้