- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 98 - การจัดเตรียม
บทที่ 98 - การจัดเตรียม
บทที่ 98 - การจัดเตรียม
บทที่ 98 - การจัดเตรียม
วันที่ 30 กันยายน ปี 1908 ณ เมืองกวางโจว เรือนรับรองกองพลทหารราบที่ 3 กองทัพปลดแอกประชาชนจีน
กวางโจวปลายเดือนกันยายนอากาศยังคงร้อนระอุ แต่ภายในเรือนรับรองกลับเย็นฉ่ำ เพราะที่นี่ติดตั้งระบบปรับอากาศส่วนกลาง
เรือนรับรองแห่งนี้เดิมเป็นคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีนายหน้าค้าต่างชาติคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทายาทของกลุ่ม 13 ห้าง คฤหาสน์นี้เอาไว้รับรองแขกต่างชาติโดยเฉพาะ สร้างและตกแต่งในสไตล์วิกตอเรียอย่างวิจิตรหรูหราอลังการ หลังกวางโจวได้รับการปลดแอก ท่านเศรษฐีผู้นี้ถูกรัฐบาลใหม่เช็คบิล โดนฟ้องกว่า 20 ข้อหา ทั้งกบฏ, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, ฆาตกรรม, ค้ามนุษย์, ตั้งแก๊งมาเฟีย, ค้ายาเสพติด, ฉ้อโกง ฯลฯ ศาลตัดสินประหารชีวิต ริบทรัพย์สินทั้งหมด
คฤหาสน์ที่ถูกยึดถูกจัดสรรให้กองพลที่ 3 ที่ประจำการในกวางโจว เดิมทีจะใช้เป็นกองบัญชาการ แต่ท่าน ผบ.พล จวงเจี่ยสยง เห็นว่ามันอยู่ใกล้ท่าเรือย่านการค้า เสียงดังหนวกหู เลยไม่เอา ไปเลือกคฤหาสน์เงียบๆ อีกหลังแทน ยังไงซะคฤหาสน์ที่ยึดมาได้ก็มีเพียบ รัฐบาลกับกองทัพใช้ยังไงก็ไม่หมด
ที่นี่เลยกลายเป็นเรือนรับรองของกองพลที่ 3 แม้จะชื่อว่า "เรือนรับรอง" แต่สภาพแวดล้อมและการตกแต่งระดับนี้ ต่อให้ผ่านไปอีก 100 ปี ก็ยังเหนือกว่าโรงแรม 5 ดาวหลายแห่ง ขาดก็แค่อุปกรณ์ล้ำยุคกับ... เอ่อ บริการพิเศษจากสาวงามเท่านั้น
แต่พอเปิดใช้งาน คนพักกลับน้อยกว่าพนักงาน เงียบเหงาทุกวัน เพราะไม่รับแขกนอก รับเฉพาะคนในกองทัพหรือคนที่มีธุระกับกองทัพ ประชาชนทั่วไปเชิญโรงแรมสาธารณะที่หัวมุมถนนโน่น จนกระทั่งสิบวันก่อน มีคนกลุ่มใหญ่เข้ามาพัก เรือนรับรองหรูแห่งนี้ถึงได้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
ใช่แล้ว แขกกลุ่มนี้คือแก๊งโจรสลัดจำเป็น เหล่านักเรียนนอกและลูกหลานคนจีนโพ้นทะเลนั่นเอง กองพลที่ 3 ให้พวกเขาพักผ่อนที่นี่ระหว่างรอคำสั่งจากเบื้องบน
"นึกไม่ถึงเลยว่าเทคโนโลยีของประเทศเราจะก้าวหน้าขนาดนี้ โรงแรมที่ฝรั่งเศสยังไม่มีแอร์แบบนี้เลย..."
"อืม อังกฤษก็เหมือนกัน มีแต่ในโรงงานบางแห่ง เอาไว้คุมความชื้น ปรับอุณหภูมิไม่ค่อยได้เรื่อง แถมเครื่องใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม ผมเคยเห็น เครื่องเท่าครึ่งห้องโถงนี้ ต้องมีห้องใต้ดินกับบ่อน้ำเกลือ ไม่เหมือนอันนี้ เครื่องนิดเดียว ไม่ต้องใช้น้ำ..."
"ปีนี้ที่อเมริกาก็มีขายแล้ว แต่ก็เป็นของที่ผลิตจากจีนเรานี่แหละ..."
กลุ่มคนหนุ่มสาวจับกลุ่มคุยกันเรื่องแอร์อย่างออกรส ภูมิใจในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน
คุยไปคุยมา หัวข้อก็วกมาเรื่องเงินรางวัลจากปฏิบัติการ "โจรสลัด" ครั้งนี้ รัฐบาลพรรคเคอเซ่อจ่ายเงินรางวัลให้พวกเขาตามมาตรฐาน "บุคลากรฝ่ายเราที่เข้าร่วมรบ" รวมเป็นเงิน 17.564 ล้านเหรียญเงิน แบ่งกัน 256 คน เรื่องนี้ทำเอาพวกซาบซึ้งใจมาก เดิมทีคิดว่าได้สักไม่กี่หมื่นก็หรูแล้ว
ต้องรู้ว่าของที่พวกเขาปล้นกลับมาตีราคาได้ 87.82 ล้านเหรียญ นั่นคือราคาตลาดจริงๆ ของพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นเพชรพลอย หยก ของเก่า ภาพวาด ของพวกนี้ปล่อยยาก ถ้าคนนอกวงการเอามาขาย ได้สัก 1 ใน 10 ของราคาก็เก่งแล้ว นี่เป็นการขายแบบถูกกฎหมายนะ ถ้าขายในตลาดมืด ยิ่งโดนกดราคาหนัก ถ้าโจรสลัดตัวจริงได้ของล็อตนี้ไป ขายได้สัก 5-6 ล้านก็กราบไหว้ฟ้าดินแล้ว ต่อให้เป็นทองคำเงินแท้ที่ปล่อยง่าย แต่ปริมาณมหาศาลขนาดนี้ น้อยคนนักจะรับไหว แถมยังเสี่ยงคุกตาราง
ใครจะไปคิดว่าพรรคเคอเซ่อจะซื่อสัตย์ขนาดนี้ ตีราคาเต็มไม่หัก จ่ายเงินรางวัลเต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมยังให้เลือกได้ว่าจะรับเป็นของหรือเงินสด หรือผสมกันก็ได้ ขอแค่มูลค่าเท่ากัน หนุ่มสาวกลุ่มนี้เก็บเครื่องประดับไว้เป็นที่ระลึกบ้าง แต่ส่วนใหญ่ขอรับเป็นเช็คเงินสด เพราะใช้ง่ายกว่า แม้บ้านจะรวย แต่เงินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง (จากการปล้น) มันน่าตื่นเต้นกว่าเยอะ
"รัฐบาลเราใจป้ำจริงๆ เงินตั้ง 17 ล้านกว่า จ่ายมาได้หน้าตาเฉย!"
"เชอะ ไม่ดูซะก่อนว่าท่านประธานเหวินเป็นใคร? คนระดับท่านจะมาเอาเปรียบเรื่องแค่นี้เหรอ? ตรัสแล้วไม่คืนคำ นี่สิวิสัยทัศน์ผู้นำที่แท้จริง! ไม่เหมือนราชสำนักชิงที่ขี้เหนียวและไม่มีสัจจะ มิน่าถึงล่มจม!"
"ห้าร้อยปีจะมีนักปราชญ์มาจุติสักคน เมืองจีนเราซวยมาหลายร้อยปี ถึงเวลาจะมีผู้วิเศษมาโปรดแล้ว!"
"พวกนายอย่าพูดมั่ว ท่านประธานย้ำหลายครั้งใน 'วัตถุนิยมจีน' และคำปราศรัยอื่นๆ ว่าระบอบกษัตริย์ถึงทางตันแล้ว จีนต้องเป็นสาธารณรัฐ ท่านไม่ยอมเป็นฮ่องเต้หรอก..."
"เรื่องนั้นเรารู้อยู่แล้ว ผู้วิเศษไม่จำเป็นต้องเป็นฮ่องเต้นี่นา อย่างประธานาธิบดีอเมริกาหรือฝรั่งเศสก็เหมือนกัน ขอแค่เป็นผู้นำประเทศก็พอ"
เหมือนวัยรุ่นยุคหลัง คุยเรื่องเงินอยู่ดีๆ ก็ออกทะเลไปเรื่องการเมือง คุยไปสักพักถึงวกกลับมาเรื่องเงิน
"อืม เงินรางวัลเยอะขนาดนี้ พวกนายกะจะเอาไปทำอะไร?"
เนื่องจากเงินมันเยอะมาก พวกเขาประชุมกันหลายวัน เลียนแบบวิธีการแบ่งสมบัติของโจรสลัดโบราณ จนได้ข้อสรุป แบ่งตามผลงาน การลงทุน และหน้าที่ หลี่อังได้มากที่สุดคือ 10% เพราะเป็นคนต้นคิด เป็นผู้นำ และออกเรือมาลำหนึ่ง ไม่มีใครคัดค้าน
การแบ่งส่วนที่เหลือ หลี่อังก็แสดงความสามารถในการบริหารจัดการ คำนวณความดีความชอบของแต่ละคนอย่างละเอียด และชี้แจงเหตุผลอย่างเปิดเผย สุดท้ายทั้ง 255 คนยอมรับโดยดุษณี นอกจากพรสวรรค์ส่วนตัว คงเป็นเพราะสายเลือดตระกูลหลี่ หัวหน้าโจรสลัดถ้าแบ่งสมบัติไม่ยุติธรรม ลูกน้องคงฆ่ากันตาย วงแตกแน่นอน
นอกจากหลี่อัง คนที่ออกเรือและคนที่มีผลงานดีเด่น ได้ไปคนละ 5%
คนที่ได้น้อยที่สุดก็ได้ไป 3 หมื่นกว่าเหรียญ พวกนี้คือพวกที่มาเป็นตัวแถม ไม่ได้ทำอะไรนอกจากกรี๊ด ส่วนใหญ่เป็นสาวๆ ก็ว่าไม่ได้ ได้มาร่วมขบวนการก็ถือว่าใจกล้าแล้ว ในกลุ่มนี้มีผู้หญิง 28 คน แต่ก็มีบางคนเก่งจริง เช่น ไต้เทียนเจียว สาวห้าวที่ร่วมบุกยึดเรือและยิงลูกเรือญี่ปุ่นตายไปหนึ่งคน เธอได้ส่วนแบ่ง 3.5% ทุกคนยอมรับ
ตามคำแนะนำของหลี่อัง พวกเขาตกลงกันว่าจะเอาเงินรางวัล 80% มาลงทุนตั้งอู่ต่อเรือ เหลือ 20% ไว้ใช้ส่วนตัว หลี่อังบอกว่าต่อไปพรรคเคอเซ่อจะเน้นพัฒนาทางทะเล ทั้งเรือรบเรือพาณิชย์ อนาคตสดใสแน่นอน ลงทุนกินปันผลดีกว่าใช้เงินหมดไปวันๆ แถมยังเอาไปอ้างกับที่บ้านได้ และเป็นการสนับสนุนการปฏิวัติอุตสาหกรรมของชาติ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
ทุกคนเห็นดีเห็นงาม ลงขันกันอย่างคึกคัก แต่คราวนี้หลี่อังแค่เสนอไอเดีย ลงเงินไปครึ่งหนึ่งของส่วนแบ่งตัวเอง แต่ไม่ขอเป็นคนบริหาร ให้เพื่อนที่เรียนบริหารธุรกิจและการเงินรับไป เขาบอกว่าเขาจะเป็นทหาร ไม่มีเวลามาบริหาร และกฎกองทัพไม่อนุญาตให้ทำธุรกิจ รอรับปันผลอย่างเดียวพอ
ตอนนี้พวกเขากำลังคุยว่าจะเอาเงิน 20% ที่เหลือไปทำอะไรดี ต่อให้แค่ 20% ก็เป็นเงินก้อนโต แถมเป็นเงินที่หามาเอง ใช้คล่องมือกวาเงินกงสีเยอะ
..............................................................
ขณะที่ทุกคนคุยกันอย่างเมามัน ก็สังเกตเห็นว่าหลี่อังนั่งเงียบอยู่คนเดียว
"พี่ไคเฉิง เป็นอะไรไป? ทำไมไม่พูดไม่จา?" มาร์คขยับเข้ามาถาม
หลี่อังถอนหายใจ "เฮ้อ พวกนายมีที่ไปกันหมดแล้ว เหลือแต่ฉันนี่แหละที่ยังไม่ได้รับแจ้ง..."
หลังจากส่งใบสมัครและประวัติส่วนตัวผ่านกองพลที่ 3 ไป ส่วนใหญ่ได้รับจดหมายเรียกตัวไปสัมภาษณ์งาน มีคนมารับตัวไปเกือบหมดแล้ว เหลือหลี่อังกับอีกไม่กี่คนที่ยังเงียบฉี่
"เพิ่งกี่วันเอง? ถ้าเป็นราชสำนักชิง รอคำสั่งกรมวังอย่างน้อยครึ่งปี นายจะรีบไปไหน?" ไต้เทียนเจียว สาวห้าวหน้าโลลิแต่กล้ามเป็นมัด เดินเข้ามาปลอบ (หรือซ้ำเติม?)
"อ้อ สหายไต้ เธอได้หนังสือเรียกตัวหรือยัง?" หลี่อังถาม
ไต้เทียนเจียวยิ้มแก้มปริ "ได้แล้ว เพิ่งได้เมื่อเช้า อีกไม่กี่วันต้องไปรายงานตัวที่โรงเรียนการบินเน่ยเจียง..."
"เธอ... เธอจะเป็นนักบิน?" ทุกคนหยุดคุย หันมามองเธอเหมือนมองสัตว์ประหลาด
ไต้เทียนเจียวของขึ้น "มองอะไรยะ? ผู้หญิงเป็นนักบินไม่ได้หรือไง? ท่านประธานเหวินบอกว่าชายหญิงเท่าเทียมกัน!"
หนุ่มแว่นหน้าติ๋มลุกขึ้นแย้ง "สหายไต้ เธอเข้าใจคำสอนท่านประธานผิดแล้ว ท่านประธานบอกว่า 'ชายหญิงเท่าเทียม' หมายถึงความเท่าเทียมทางกฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีสิทธิทางการเมืองเท่ากัน ไม่ได้แปลว่าทุกเรื่องต้องเหมือนกัน บางเรื่องเพศสภาพมันกำหนดมา อย่างเรื่องคลอดลูก ให้ตายยังไงผู้ชายก็ทำไม่ได้..."
"ฮ่าๆๆๆ..." พวกผู้ชายฮากันครืน
ไต้เทียนเจียวกำลังจะด่าสวน ก็มีเสียงขัดจังหวะ
"หลี่อัง! ใครคือหลี่อัง?" นายทหารกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในโถง คนนำหน้ายศร้อยเอกตะโกนถาม พวกเขาไม่ได้ใส่ชุดลายพรางหรือสีเขียวแบบทหารบก แต่ใส่เครื่องแบบสีขาวสะอาดตา สีที่คุ้นเคยทำให้หลี่อังดีดตัวผึง
"ผม! ผมคือหลี่อัง... ผมเอง!" หลี่อังกระโดดจากโซฟา
ร้อยเอกยื่นเอกสารให้ "สหายหลี่อัง คำร้องขอเข้าร่วมกองทัพของคุณได้รับการอนุมัติแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม มะรืนนี้แปดโมงเช้าไปที่กองบัญชาการกองทัพเรือเพื่อสอบสัมภาษณ์... สองวันนี้จัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย มะรืนนี้แปดโมงตรง เราจะมารับ..."
(จบแล้ว)