- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 91 - กวาดล้างแดนใต้ (ตอนจบ)
บทที่ 91 - กวาดล้างแดนใต้ (ตอนจบ)
บทที่ 91 - กวาดล้างแดนใต้ (ตอนจบ)
บทที่ 91 - กวาดล้างแดนใต้ (ตอนจบ)
ท่าเรือกวางโจว
ปกติท่าเรือกวางโจวจะคึกคักจอแจตลอดปี ผู้คนและสินค้าหมุนเวียนไม่ขาดสาย แต่วันนี้ดูจะวุ่นวายโกลาหลกว่าปกติ ในหมู่ผู้คนที่เตรียมออกจากท่า มีกลุ่มชายหญิงที่ดูภูมิฐานร่ำรวยปะปนอยู่จำนวนมาก พวกเขาหน้าตาตื่นตระหนก หอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง ยืดคอชะเง้อมองเรือทุกลำที่เข้าเทียบท่าด้วยความกระวนกระวาย
ชายวัยกลางคนท่าทางเหมือนพ่อบ้านวิ่งหน้าตั้งเข้ามารายงานชายชราอ้วนท้วน "นายท่านครับ เรือโดยสารหมดเกลี้ยงแล้ว เหลือแต่เรือขนสินค้าที่ยอมรับคน..."
ชายชราขมวดคิ้วนิ่วหน้า "เรือสินค้าก็ได้! แค่ไปฮ่องกง แป๊บเดียวก็ถึง มันคิดค่าระวางเท่าไหร่?"
พ่อบ้านตอบเสียงอ่อย "เจ้าของเรือบอกว่า หัวละ 10 เหรียญครับ..."
"ถุย! ฮ่องกงแค่นี้จะเอาตั้ง 10 เหรียญ? ทำไมไม่ไปปล้นเลยล่ะ?" ชายชรากระโดดโหยงด้วยความโมโห
ชายวัยกลางคนข้างกายทนไม่ไหว พูดแทรกขึ้น "ท่านพ่อครับ นี่มันเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแล้วนะ! ยังจะมาเสียดายเงินไม่กี่เหรียญ ถ้าโจรเหวินมาถึง เงินเท่าไหร่ก็โดนยึดหมด..."
ชายชราหน้าซีดเผือด เผยสีหน้าเจ็บปวดเสียดายเงินจับใจ สั่งพ่อบ้านเสียงสั่น "เออๆๆ ราคานี้แหละ รีบขึ้นเรือ..." แล้วกัดฟันก่นด่า "บัดซบ! ไอ้พวกโจรเหวินสมควรตาย รังแกคนซื่ออย่างพวกเรา มันจงเกลียดจงชังคนรวยชัดๆ!"
คฤหบดีข้างๆ ผสมโรง "ใช่ๆ ไอ้พวกไพร่ตีนโตนั่น เช่าที่นาแล้วไม่ยอมจ่ายค่าเช่า พอมีโจรเหวินหนุนหลังยิ่งกำเริบเสิบสาน"
"ถูกต้อง โจรเหวินแย่งชิงผลประโยชน์จากประชาชน จ้องเล่นงานคฤหบดีผู้มีคุณธรรมอย่างพวกเรา มันคือศัตรูของคนทั้งแผ่นดิน!" กลุ่มคนรวยพากันรุมด่าทอพรรคเคอเซ่อ
คนกลุ่มนี้คือชนชั้นปกครองเดิมที่เตรียมหนีภัย มีทั้งคฤหบดี นายหน้าค้าต่างชาติ และพวกเชื้อพระวงศ์แปดกองธงในเมืองกวางโจว ความจริงแล้ว การชำระบัญชีของพรรคเคอเซ่อไม่ได้โหดร้ายป่าเถื่อนขนาดนั้น เจ้าที่ดินที่มีชื่อเสียงดีแค่ถูกบังคับซื้อที่ดินและให้แยกบ้านย้ายถิ่นฐาน ไม่ได้ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ส่วนนายหน้าหรือนายทุนที่ไม่มีที่ดินและไม่ได้อยู่ในชนบท ถ้าไม่ได้ทำชั่วร้ายแรง ก็แทบไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ต้องย้ายบ้านด้วยซ้ำ
แถมรัฐบาลพรรคเคอเซ่อยังสนับสนุนให้พวกเขาผันตัวมาทำอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม นายทุนและคฤหบดีหลายคนตอนนี้มีความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม เพราะไม่มีภาษีจุกจิกกวนใจ การขนส่งสะดวก และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าไม่เคยทำเรื่องเลวทรามและให้ความร่วมมือกับพรรค
พวกที่เตรียมหนีคือพวกคฤหบดีชั่ว นายหน้าหน้าเลือด และนายทุนขูดรีดที่รู้ตัวว่าชะตาขาด พวกเขาเกลียดและกลัวการกวาดล้างของพรรคเคอเซ่อ พอรู้ข่าวการบุก ก็รีบเก็บข้าวของหนีทันที
แม้จะเกลียดพรรคเคอเซ่อเข้ากระดูกดำ แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อน้ำยากองทัพชิง คิดว่าซีเหลียงต้านไม่อยู่แน่ จึงกะจะหนีไปตั้งหลักที่ฮ่องกงก่อน จะขึ้นเหนือไปหาชิงหรือจะเสวยสุขในฮ่องกงค่อยว่ากัน แต่กวางโจวอยู่ไม่ได้แล้ว
ทว่า พวกเขาไม่ทันสังเกตว่า บนตึกฝรั่งไม่ไกลออกไป มีชายหนุ่มสามคนกำลังจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเหมือนมองหมูอ้วน
..............................................................
ตึกฝรั่งนี้เป็นโรงแรมของคนอังกฤษ ชายหนุ่มสามคนยืนอยู่ในห้องชั้น 3 ซึ่งมองเห็นท่าเรือได้ทั่วบริเวณ
ทั้งสามอายุราว 20 ปี คนที่ดูเป็นหัวหน้าอายุประมาณ 25 ปี รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน หน้าตาเป็นคนจีนแท้ แต่สวมเครื่องแบบนายทหารเรืออังกฤษที่ไม่มีเครื่องหมายยศ อีกสองคนเป็นลูกครึ่ง คนเล็กอายุไม่ถึง 20 คนโตประมาณ 27-28 ปี
ลูกครึ่งคนโตพูดภาษาจีนสำเนียงแปร่งๆ "พี่ไคเฉิง ผมสืบมาแล้ว พวกนั้นหมูอ้วนตัวจริง รวยล้นฟ้าทั้งนั้น..."
พี่ไคเฉิงวางกล้องส่องทางไกลลง "มาร์ค รอบนี้เราจะหาของกำนัลไปสวามิภักดิ์ ถ้าไปปล้นคนดีเข้าจะยุ่ง ยืนยันตัวตนแน่แล้วนะ? อย่าให้ผิดตัว ไม่งั้นเสียชื่อแย่..."
มาร์คตอบ "พี่ไคเฉิง วางใจเถอะ ไม่ผิดตัวแน่ ไอ้พวกเวรนี่ไม่รวยเพราะโกง ก็เป็นข้าราชการกังฉิน ผมเป็นมือปืนอยู่อเมริกาตั้งหลายปี มองแวบเดียวก็รู้ไส้รู้พุง..."
"ดี งั้นก็เยี่ยม ถ้างานนี้สำเร็จ เราจะได้ยืดอกไปเข้ากับท่านประธานเหวินได้ พวกเราคนหากินกับคมดาบปลายปืน ไม่เหมือนพวกปัญญาชน จะไปฝากตัวทั้งทีจะไปมือเปล่าได้ไง..."
พี่ไคเฉิงผู้นี้แม้ปากจะพูดจาภาษานักเลง แต่ท่ายืนกลับยืดตรงสง่าผ่าเผย แม้จะคุยเรื่องปล้นจี้ แต่อากัปกิริยายังคงเคร่งขรึมตามระเบียบทหาร สมกับชุดที่สวมใส่
เขาคือ หลี่อัง นามรอง ไคเฉิง จบจากโรงเรียนนายเรือหลวงกรีนิชของอังกฤษ เคยเป็นเรือโทฝึกหัดในกองทัพเรืออังกฤษ แต่ตอนนี้ยังไม่สังกัดกองทัพใด ส่วนภาษาดอกไม้แบบนักเลงนั้นช่วยไม่ได้ จะให้ลูกหลานตระกูลโจรสลัด... เอ้ย ตระกูลพ่อค้าทางทะเล พูดจาผู้ดีตีนแดงคงจะยาก
"พี่ไคเฉิงพูดถูก ถ้าเราดุ่มๆ เข้าไปหาท่านประธานเหวินโดยไม่มีความสัมพันธ์เก่า ก็คงไม่ได้รับความสำคัญ"
หลี่อังพยักหน้าเงียบๆ แต่ในใจเขาคิดต่าง ด้วยพื้นหลังของเขา จริงๆ เขามีความสัมพันธ์กับท่านประธานอยู่แล้ว เขามีจดหมายแนะนำตัวสองฉบับในกระเป๋า ฉบับหนึ่งจากพันธมิตรการค้าเก่าแก่ของท่านประธาน อีกฉบับจากแกนนำพรรคเคอเซ่อ แต่การใช้เส้นสายจะไปแสดงฝีมืออะไรได้? ทักษะทหารเรือตอนนี้ยังไม่มีโอกาสใช้ แต่วิชาประจำตระกูลพอจะงัดออกมาโชว์ได้
"เสี่ยวเฝิง รีบไปที่ท่าเรือ บอกลูกพี่หลี่ให้ลงมือตามแผน..." เขาหันไปสั่งลูกครึ่งคนเล็ก
"รับทราบ ผมไปเดี๋ยวนี้..." เสี่ยวเฝิงรับคำแล้วเตรียมออกไป
ลูกครึ่งหนุ่มน้อยชื่อเสี่ยวเฝิงผู้นี้หน้าตาสะสวยอย่างเหลือเชื่อ ใบหน้าผสมผสานความงามแบบตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว ถ้าไม่ใช่เพราะรูปร่างสูงและผมทรงสกินเฮด คนคงนึกว่าเป็นผู้หญิง ถ้าไว้ผมยาวแต่งหญิง รับรองสาวแท้อาย เป็นสาวดุ้นระดับท็อปคลาสเลยทีเดียว
..............................................................
ทันใดนั้น ท่าเรือเกิดความโกลาหล ฝูงชนชี้ชวนกันดูท้องฟ้าทางทิศเหนือ ส่งเสียงกรีดร้อง บ้างวิ่งหนีแตกตื่น บ้างทรุดลงกราบไหว้
"ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น..." หลี่อังตกใจ
"ดูอะไรกัน? เหมือนจะอยู่บนฟ้า..." มาร์คก็สงสัย
หน้าต่างห้องหันไปทางทิศใต้ เลยมองไม่เห็นทิศเหนือ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ขณะที่กำลังงง เสี่ยวเฝิงที่เพิ่งออกไปก็วิ่งหน้าตื่นกลับมา หอบแฮ่กๆ "พี่ไคเฉิง มาร์ค... เร็ว... เร็วเข้า... บนฟ้า! กองทัพท่านประธานเหวิน... มาทางฟ้า บุกมาทางฟ้าแล้ว..."
"อะไรนะ?" ทั้งสองตกตะลึง รีบวิ่งออกจากห้อง
ทั้งคู่ลงมาที่ลานโรงแรม ตอนนี้คนมุงเพียบ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าฝรั่ง แม้จะไม่ถึงกับกราบไหว้ แต่ก็อุทานกันเซ็งแซ่
"โอ้ พระเจ้ายอดมันจอร์จมาก! เรือเหาะใหญ่ขนาดนี้... ยาวอย่างน้อย 300 ฟุต!"
"คนจีนมีเทคโนโลยีขนาดนี้ได้ไง? เหลือเชื่อ! ทั่วยุโรปยังไม่มีลำใหญ่ขนาดนี้..."
"เห็นไหม เรือเหาะพวกนั้นยิงปืนใหญ่ พระเจ้า คนจีนเอาปืนใหญ่ไปติดบนเรือเหาะ!!!"
หลี่อังและมาร์คมองไปทางทิศเหนือ สีหน้าเปลี่ยนไปเหมือนฝรั่งรอบข้าง ปากอ้าตาค้าง
บนท้องฟ้าทิศเหนือ เรือเหาะยักษ์ 8 ลำเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ เสียงปืนใหญ่แว่วมาพร้อมแสงไฟและควันปืน บ่งบอกว่ากำลังถล่มเป้าหมาย ลายปากฉลามที่หัวเรือ และสัญลักษณ์ "ดาวแดงห้าแฉกและค้อนเคียวทองคำ" ขนาดใหญ่ข้างลำตัว แสดงสถานะชัดเจน
"นี่มัน... นี่มันเรือลาดตระเวนอากาศชัดๆ!!!" หลี่อังรีบยกกล้องส่องทางไกล มือสั่นระริก "...ระยะนี้ น่าจะกำลังถล่มแนวป้องกันแม่น้ำหลิวซี... นึกไม่ถึงเลย ท่านประธานเหวินจะมาเร็วขนาดนี้..."
มาร์คก็ยกกล้องขึ้นดู "อลังการงานสร้างจริงๆ!!!"
..............................................................
คนที่ช็อกที่สุดไม่ใช่คนในท่าเรือกวางโจว แต่เป็น "คณะผู้สังเกตการณ์" ใกล้แนวหน้า ความตกตะลึงเทียบกันไม่ติด
"คนจีนมีกองเรืออากาศแล้ว!!!" กงสุลใหญ่อังกฤษเสียงแห้งผาก หน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด
"ปืนบนนั้นไม่ใหญ่ น่าจะ 3 นิ้ว" ผบ.ฮ่องกงวิเคราะห์ "ไม่เป็นภัยคุกคามต่อเรือรบจักรวรรดิมากนัก..."
"ถ้าเปลี่ยนเป็น 6 นิ้ว หรือ 8 นิ้วล่ะ? เรือใหญ่ขนาดนี้ ผมว่าติด 8 นิ้วได้สบาย... ผมว่าที่ยังไม่ติดไม่ใช่ไม่อยาก แต่ยังสร้างไม่ได้ ข่าวบอกว่าปืนใหญ่พรรคเคอเซ่อยังต้องซื้อ ปืนติดเรือเหาะต้องสั่งทำพิเศษ พวกเขาคงยังไม่มีปัญญาทำ"
ผบ.ฮ่องกงหน้าเครียด "ถ้าเป็น 8 นิ้ว ภัยคุกคามจะสูงมาก แม้แต่เรือประจัญบานก็หนาวได้"
คนอังกฤษคิดได้ ชาติอื่นก็คิดได้ วงการนี้ไม่มีคนโง่ สีหน้าทุกคนเคร่งเครียด แรงกดดันจากเรือเหาะยักษ์ข่มขวัญกว่าเครื่องบินลำจิ๋วเยอะ
ถ้าการทิ้งระเบิดเมื่อกี้แค่ทำให้รู้สึกว่าต้องจับตามอง ตอนนี้พวกเขาเริ่มรู้สึกว่า พรรคเคอเซ่อมีสถานะที่พอจะคุยกับพวกเขาอย่างเท่าเทียมได้แล้ว อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
"ผมว่า เราควรลองถามคุณเหวินดู ว่าจะถ่ายทอดเทคโนโลยีเรือเหาะให้เราได้ไหม เรือรบบินได้ นี่มันเปลี่ยนโฉมหน้าสงครามเลยนะ..." กงสุลใหญ่อเมริกากล่าว
กงสุลเซี่ยงไฮ้เสริม "ใช่ อเมริกาก็ควรมีกองเรืออากาศ ด้วยความสัมพันธ์ของเรากับคุณเหวิน ผมว่าเขาไม่น่าปฏิเสธ... แน่นอน ต้องยอมรับว่าเขาเป็นพ่อค้าที่เก่งกาจ เราคงต้องจ่ายหนักหน่อย..."
"ไม่เป็นไร ขอแค่ยอมคุย ของแบบนี้แลกด้วยเรือประจัญบานสักลำยังคุ้ม ผมว่าควรรีบรายงานท่านทูตและทางบ้านด่วน..." ผู้ช่วยทูตทหารหน้าบาน
"เราต้องรีบติดต่อคุณเหวิน ห้ามเขาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ชาติอื่น..." กงสุลใหญ่กวางโจวร้อนรน
"ใช่ ต้องรีบแล้ว!" ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน
(จบแล้ว)