- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 68 - การจัดการหลังสงคราม
บทที่ 68 - การจัดการหลังสงคราม
บทที่ 68 - การจัดการหลังสงคราม
บทที่ 68 - การจัดการหลังสงคราม
วันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1908 เฉิงตู
"ท่านประธานครับ คนกองธงในเมืองแมนจูจำนวน 17,757 คนได้รับการคัดแยกประเภทเสร็จสิ้นแล้ว ตามหลักการชำระความที่เรากำหนดไว้ มีห้ากลุ่มดังนี้ครับ หนึ่ง สมาชิกราชวงศ์ไอซินเจียโล สอง ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองธงขึ้นไป สาม ผู้ที่มีบรรดาศักดิ์จากราชสำนักชิง สี่ ผู้ที่กระทำการที่เป็นปรปักษ์ต่อกองทัพหรือรัฐบาลของเรา และห้า ผู้ที่มีพฤติกรรมเลวร้าย ก่อกรรมทำเข็ญมานาน ใครก็ตามที่เข้าข่ายในห้ากลุ่มนี้ถือเป็นเป้าหมายของการชำระความครับ"
"จากการคัดกรองและการแจ้งเบาะแสจากมวลชน มีผู้ที่เข้าเงื่อนไขการชำระความรวมทั้งสิ้น 1,012 คน ตัวผู้กระทำผิดและญาติสายตรงที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปจะถูกนำตัวขึ้นศาลประชาชนเพื่อพิจารณาคดี โดยจะพิจารณาจากความหนักเบาของความผิด พฤติกรรมที่ผ่านมา และคำบอกเล่าของชาวบ้านเพื่อตัดสินโทษ ตั้งแต่จำคุกไปจนถึงประหารชีวิต และไม่ว่าจะได้รับโทษสถานใด ทรัพย์สินของครอบครัวจะถูกริบเข้าเป็นของรัฐทั้งหมดครับ..."
สหายซินเจี๋ย ผู้บัญชาการแนวหน้าภาคที่สอง กำลังรายงานผลการจัดการคนกองธงที่ประจำการในเฉิงตูต่อเหวินเต๋อซื่อ
ในการลุกฮือครั้งนี้ ปฏิกิริยาของคนกองธงในเฉิงตูต่างจากที่อื่น พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงเมืองแมนจูและปิดประตูเมืองเงียบ โดยไม่ได้ออกมาร่วมป้องกันเฉิงตู แต่ก็ไม่ได้ออกมาสวามิภักดิ์ต่อกองทัพปฏิวัติ เมื่อกองทัพปฏิวัติเข้าสู่เฉิงตู ย่อมไม่อาจปล่อยให้เมืองแมนจูเป็นหนามยอกอกได้ หลังจากเจรจาให้ยอมจำนนไม่สำเร็จ กองทัพจึงลากปืนใหญ่เข้าไปถล่มทันที
ผ่านไป 2 ชั่วโมง เมืองแมนจูก็แตก แต่คนกองธงกลุ่มนี้ก็ไม่ได้สู้ตายแบบสงครามในเมืองเหมือนที่อื่น หลังจากกองทัพปฏิวัติบุกเข้าไปได้ ยู่ควิ่น นายพลผู้ดูแลเมืองแมนจูเฉิงตูก็นำคนกองธงออกมายอมจำนน ดังนั้นคนกองธงในเฉิงตูจึงมีความสูญเสียน้อยมาก มีผู้เสียชีวิตในสนามรบเพียง 60 กว่าคน และบาดเจ็บ 200 กว่าคน
เหวินเต๋อซื่อพยักหน้า "ดีมาก พวกคุณทำได้ดี สำหรับพวกชนชั้นนำผู้มีอำนาจในกองธงจะต้องถูกชำระความอย่างถึงที่สุด! ต้องกวาดล้างอิทธิพลของพวกเขาออกไปจากแผ่นดินจีนให้หมดสิ้น! ส่วนคนกองธงระดับล่าง ให้เน้นการหลอมรวมเป็นหลัก โดยนำพวกเขามาควบคุมดูแลรวมกันก่อน เพื่อให้การศึกษาด้านทักษะแรงงานและปรับทัศนคติ เมื่อผ่านเกณฑ์แล้วค่อยให้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลชาวฮั่น และกระจายพวกเขาไปตั้งถิ่นฐานในที่ต่างๆ เพื่อให้หลอมรวมเข้ากับสังคมอย่างสมบูรณ์"
สำหรับการจัดการกับกลุ่มปกครองอย่างกองธงนั้น พรรคเคอเซ่อได้กำหนดหลักการและวิธีการจัดการไว้ในการประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม โดยสรุปเป็นคำสั้นๆ ว่า "กวาดล้างชนชั้นสูง หลอมรวมชนชั้นล่าง"
ความจริงแล้ว แนวคิดนี้ได้รับการอนุมัติในที่ประชุมพรรคเพราะเหวินเต๋อซื่อยยืนกรานอย่างหนักแน่น ต้องรู้ก่อนว่าในระดับสูงของพรรคเคอเซ่อ มีอดีตสมาชิกสมาคมกวงฟู้ที่เป็นองค์กรปฏิวัติหัวรุนแรงอยู่ไม่น้อย คนกลุ่มนี้ต้องการล้างบางคนกองธงทั้งหมดแบบไม่ให้เหลือแม้แต่ไก่หรือสุนัข ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความแค้นทางเชื้อชาติและชนชั้นที่สะสมมาหลายร้อยปีนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะสลายได้ง่ายๆ ดูได้จากจุดจบของคนกองธงในมณฑลปฏิวัติอื่นๆ ก็รู้แล้วว่าการปฏิวัติไม่ใช่การมานั่งร่วมโต๊ะกินข้าว
แน่นอนว่าเหวินเต๋อซื่อไม่เห็นด้วยกับแนวคิดหัวรุนแรงเช่นนั้น แม้ว่าเขาจะเป็นชาตินิยมตัวจริง แต่ก็เป็นประเภทสายกลาง ยิ่งกว่านั้นเขายังมาจากศตวรรษที่ 23 มุมมองและความคิดของเขาจึงต่างจากคนในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง เขาจึงคัดค้านวิธีการจัดการแบบกวาดล้างทั้งหมด และเขาก็รังเกียจการแสดงออกที่น่าสะอิดสะเอียนของพวกเชื้อพระวงศ์ที่เหลือรอดในประวัติศาสตร์เดิมเช่นกัน
เขาจึงกำหนดหลักการ "ชำระความชนชั้นสูง หลอมรวมชนชั้นล่าง" และใช้ความพยายามอย่างมากในการโน้มน้าวให้สมาชิกพรรคในยุคนี้ยอมรับ ขอเพียงแค่จัดการชนชั้นนำของกองธงให้สิ้นซาก ในอนาคตก็จะไม่มีพวกเชื้อพระวงศ์เก่าๆ ออกมาสร้างความรำคาญใจอีก
เพื่อให้แนวคิดในพรรคเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อโน้มน้าวสวีซีหลินรวมถึงสมาชิกพรรคคนอื่นๆ เหวินเต๋อซื่อต้องใช้ศิลปะในการพูดอย่างมาก และเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยความทะเยอทะยานและทัศนคติที่แท้จริงบางส่วนออกมา
"ความจริงแล้วผมไม่ได้คัดค้านการสังหารหมู่หรอกนะครับ เพราะพฤติกรรมแบบนี้มีปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์มนุษย์มาตั้งแต่เริ่มมีตัวอักษรจารึก และในยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ยิ่งเป็นเรื่องปกติ เมื่อล้านปีก่อน บรรพบุรุษของเราที่เป็นมนุษย์ฉลาดมีญาติใกล้ชิดในสายพันธุ์เดียวกันไม่ต่ำกว่าสิบชนิด แต่ต่อมาพวกเขาก็หายไปหมด พวกเขาฆ่าตัวตายเองงั้นเหรอ? การสังหารหมู่นั้นเป็นเรื่องปกติมากจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ด้วยซ้ำ"
"แต่สิ่งที่ผมคัดค้าน คือการสังหารที่ไร้ความหมาย! ด้วยกำลังที่อ่อนแอของคนกองธงในตอนนี้ การที่เราจะฆ่าพวกเขาให้หมดเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ด้วยแสนยานุภาพของกองทัพปฏิวัติเรา การจะล้างบางพวกเขาไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย แต่ถ้าเราทำแบบนั้น นอกจากจะได้สะใจและระบายความแค้นแล้ว เราจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา?"
"ศัตรูต้องถูกกำจัด แต่วิธีการกำจัดศัตรูที่ดีที่สุดไม่ใช่การทำลายร่างกายของเขา แต่คือการเปลี่ยนเขาให้มาเป็นพวกเดียวกับเรา วิธีแรกทำได้แค่ลดกำลังของศัตรู แต่วิธีหลังไม่เพียงลดกำลังศัตรู แต่ยังเพิ่มกำลังให้กับพวกเราเองด้วย"
"ใช่ครับ ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา คนกองธงได้สร้างความเจ็บปวดให้กับชาวฮั่นอย่างมหาศาล เรื่องนี้ผมรู้ดีที่สุด ผมจึงเข้าใจความปรารถนาที่จะแก้แค้นของพวกคุณ หากย้อนกลับไปสามร้อยปี หนึ่งร้อยปี หรือแม้แต่ห้าสิบปี ผมจะสนับสนุนพวกคุณอย่างเต็มที่แน่นอน แต่ตอนนี้มันต่างออกไป ตอนนี้คือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสามพันปี สหายทั้งหลาย ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนในตอนนี้คือใคร? กองธงราชวงศ์ชิงงั้นหรือ? ไม่ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติพอ! ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราคือมหาอำนาจต่างชาติอย่างยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น! ระบอบราชวงศ์ชิงเป็นเพียงอุปสรรคเล็กๆ เท่านั้น มหาอำนาจตะวันตกต่างหากคือศัตรูที่แท้จริงของจีน!"
"ในคลาสเรียนของพรรค เราได้แนะนำให้พวกคุณรู้จักความแข็งแกร่งของมหาอำนาจเหล่านั้นแล้ว แต่ละประเทศแข็งแกร่งกว่ารัฐบาลชิงสิบเท่า ร้อยเท่า ตอนนี้กำลังของประเทศเรายังไม่พอที่จะต่อกรกับพวกเขาเพื่อทวงคืนผลประโยชน์ที่เสียไป ดังนั้นเราต้องทำทุกวิถีทาง ทุกรูปแบบ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง"
"และทรัพยากรมนุษย์คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ คนกองธงที่เป็นชาวฮั่นเดิมทีก็คือชาวฮั่น แม้แต่คนกองธงที่เป็นแมนจูหรือมองโกล ตลอดหลายร้อยปีมานี้พวกเขาก็ถูกกลืนด้วยวัฒนธรรมฮั่นจนแทบจะหมดแล้ว หึหึ ตอนนี้คนแมนจูแทบจะพูดภาษาตัวเองไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ ในบรรดาทุกเผ่าพันธุ์ในจีนตอนนี้ คนกองธงนี่แหละที่ถูกกลืนทางวัฒนธรรมไปสูงที่สุด ถ้าพวกเขาไม่บอกเอง พวกคุณจะแยกออกไหม?"
"เพื่อรับมือกับศัตรูที่แข็งแกร่งจากตะวันตก เราต้องรวบรวมกำลังของคนทั้งชาติเข้าด้วยกัน ทรัพยากรมนุษย์ที่มีวัฒนธรรมเดียวกันคือส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ ดังนั้นการชำระความชนชั้นสูงและหลอมรวมชนชั้นล่างจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด หลักการนี้ไม่ได้ใช้แค่กับคนกองธง แต่จะใช้กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในประเทศด้วย... เมื่อครู่มีสหายบอกว่าชาวฮั่นมีสี่ร้อยล้านคน คนกองธงมีแค่ไม่กี่ล้าน จะมีหรือไม่มีก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ อืม ผมต้องยอมรับว่าถ้าเรามองแค่ในจีน ความคิดนี้ก็นับว่ามีเหตุผล"
"แต่สหายทั้งหลาย พรรคเคอเซ่อเป็นองค์กรที่ก้าวหน้าที่สุดในจีน เราควรจะมองไปที่โลกทั้งใบ จะมองแค่พื้นที่เล็กๆ ในจีนไม่ได้ สี่ร้อยล้านคนนี่เยอะงั้นเหรอ? ไม่เลย ไม่ได้เยอะเลย! เมื่อเทียบกับประชากรทั่วโลกแล้ว มันยังไม่พอด้วยซ้ำ! ตอนนี้ประชากรในประเทศมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่นรวมกันมีมากกว่า 600 ล้านคน ถ้าบวกประชากรในอาณานิคมของพวกเขาเข้าไปด้วย จะมีมากกว่า 1,500 ล้านคน! นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถระดมพลได้มากกว่าเรามหาศาล กำลังคนไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ถ้าขาดคนก็ไม่มีทางทำอะไรได้ จีนจะฟื้นฟู จีนจะผงาด เราต้องกุมทุกหยดของกำลังที่มีอยู่ไว้ ดังนั้นทรัพยากรมนุษย์ทุกคนจึงมีค่า จะเอาไปทิ้งขว้างอย่างไร้ความหมายไม่ได้เด็ดขาด"
"ตอนนี้มหาอำนาจครองโลกไปเกินครึ่งแล้ว และโลกใบนี้มีขีดจำกัด การที่จีนจะผงาดขึ้นมาย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปะทะกับมหาอำนาจเหล่านั้น การปะทะนี้ไม่มีทางเลี่ยงได้ เพราะมหาอำนาจเหล่านั้นไม่มีวันยอมให้เราฟื้นฟูประเทศได้สำเร็จ สำหรับพวกเขา เมื่อประเทศใหญ่อย่างจีนฟื้นตัวขึ้นมา นั่นคือการมีคู่แข่งที่น่ากลัว ดังนั้นพวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อปิดกั้น ล้อมกรอบ และกดขี่เรา ไปจนถึงการทำสงคราม การที่กองทัพพันธมิตรแปดชาติหรือแม้แต่สิบแปดชาติจะกลับมาอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และพรรคเคอเซ่อของเราจะต้องบรรลุเป้าหมายในการฟื้นฟูชาติจีนให้ได้ ดังนั้นเรากับมหาอำนาจจึงมีความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้"
"โลกในปัจจุบันคือโลกที่มหาอำนาจตะวันตกเป็นผู้บงการ สำหรับจีนนี่คืออันตรายที่ใหญ่หลวง แต่ในขณะเดียวกันมันก็คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ เพราะภายในกลุ่มมหาอำนาจเองก็มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จากข้อมูลที่เราได้รับ เราคาดการณ์ได้ว่าในอีก 5 ถึง 6 ปีข้างหน้า ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาจะระเบิดออกมาอย่างเต็มที่ และจะเกิดสงครามโลกที่ดึงเอามหาอำนาจทุกชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง! นี่แหละคือโอกาสของเรา! เราต้องรีบฉวยโอกาสที่หายากนี้จัดการภายในประเทศให้เรียบร้อย และรวบรวมกำลังทุกอย่างที่มีอยู่เข้าด้วยกัน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า 'แนวร่วมเอกภาพ' "
"ดังนั้น ผมขอให้สหายทุกคน ก้าวออกมาจากความคิดที่ยึดติดแค่ความเป็นชาวฮั่นแบบเดิม และวิวัฒนาการไปสู่ความคิดแบบ 'มหาฮั่น' ที่กว้างไกลกว่าเดิม คำว่า 'มหา' นี้หมายถึงขอบเขตที่กว้างใหญ่ เราต้องขยายแนวคิดเรื่องชาวฮั่นออกไป ใครก็ตามที่ยอมรับแนวคิดวัฒนธรรมของเรา ปฏิบัติตามจารีตประเพณีของเรา ใช้ภาษาและตัวอักษรของเรา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนหรือรายบุคคล เราสามารถหลอมรวมเขาเข้าเป็นชนชาติฮั่นได้ทั้งหมด เพราะบรรพบุรุษของเราก็ทำเช่นนั้น ประวัติศาสตร์การเติบโตของชาวฮั่นคือประวัติศาสตร์แห่งการหลอมรวมชาติพันธุ์ เราหลอมรวมชนชาติรอบข้างเข้ามาเรื่อยๆ จนจากพื้นที่เล็กๆ ในเหอหนานขยายมาจนถึงทุกวันนี้"
"ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าวิธีการนี้ถูกต้อง และวิธีการนี้เองที่ทำให้เรามีแนวคิดเรื่อง 'เอกภาพที่ยิ่งใหญ่' แม้ในประวัติศาสตร์เราจะมีการแตกแยกกันหลายครั้ง แต่สุดท้ายเราก็กลับมารวมกันได้เสมอ นี่คือจุดที่ 'แนวคิดชาติพันธุ์เชิงวัฒนธรรม' ของเราก้าวล้ำนำหน้า 'แนวคิดชาติพันธุ์เชิงสายเลือด' ของคนผิวขาวทางตะวันตกมากนัก ในประวัติศาสตร์ยุโรปก็เคยรวมกันได้ แต่เมื่อแตกแยกแล้ว พวกเขาก็ไม่เคยกลับมารวมกันได้อีกเลย พรรคเคอเซ่อในฐานะองค์กรทางการเมืองที่ก้าวหน้าที่สุดของจีน ยิ่งต้องสืบสานและพัฒนาจิตวิญญาณของแนวคิดชาติพันธุ์เชิงวัฒนธรรมนี้ มีเพียงชนชาติที่มีความใจกว้างและโอบอ้อมอารีเท่านั้นที่จะเป็นชนชาติที่แข็งแกร่งและก้าวหน้าอย่างแท้จริง!"
"ความจริงยังแสดงให้เห็นอีกว่า วิธีการล่าอาณานิคมที่พวกมหาอำนาจตะวันตกใช้กันอยู่นั้นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก และที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนอาณานิคมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับดินแดนแม่ได้เลย ดูอังกฤษเป็นตัวอย่าง แม้พวกเขาจะครอบครองโลกถึงหนึ่งในสี่ แต่กลับไม่สามารถกลืนกินไอร์แลนด์ที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ และยังนำไปสู่การเป็นเอกราชของอเมริกาอีกด้วย เป้าหมายของพรรคเราคือการสร้างโลกใหม่ที่มีจีนเป็นผู้นำ เราต้องการดินแดนเพิ่มขึ้นและเราต้องขยายอำนาจออกไปแน่นอน ในเมื่อวิธีการล่าอาณานิคมของตะวันตกมีประสิทธิภาพต่ำ เราจะทำแบบนั้นกับดินแดนใหม่ไม่ได้ ถ้าจะพูดถึงวิธีการปกครองที่มีประสิทธิภาพที่สุด ก็ต้องดูของจีนเรานี่แหละ บรรพบุรุษของเราได้ทิ้งวิธีการที่ดีที่สุดไว้ให้เราแล้ว นั่นคือการหลอมรวมและกลืนกลายทางวัฒนธรรม"
"การทำให้ผู้คนในดินแดนใหม่หลอมรวมกลายเป็นพี่น้องชาวฮั่น ยอมรับวัฒนธรรมและประเพณีของเรา พูดภาษาฮั่น เขียนอักษรฮั่น และที่สำคัญที่สุดคือแนวคิดเรื่องเอกภาพที่ยิ่งใหญ่ มีเพียงทำเช่นนี้ดินแดนนั้นถึงจะเป็นของเราอย่างแท้จริง แน่นอนว่ายังมีอีกวิธีที่ทำได้แบบนี้ คือวิธีที่คนผิวขาวทำกับชาวอินเดียนแดงหรือชาวพื้นเมืองในออสเตรเลีย นั่นคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เดิมให้หมด! แต่ผมก็ได้พูดไปแล้วว่านั่นเป็นวิธีที่สิ้นเปลืองทรัพยากรและมีประสิทธิภาพต่ำมาก ไม่คุ้มค่าที่จะนำมาใช้"
"มีสหายถามว่า ถ้าเจอคนที่ไม่ยอมหลอมรวมล่ะจะทำยังไง? ง่ายมากครับ ถ้าพวกเขาอยากไปก็แค่ส่งตัวออกไป ส่วนพวกที่ทั้งไม่ร่วมมือและไม่อยากไป การปรับปรุงนิสัยผ่านแรงงานคือวิธีที่ดีที่สุด จีนเรามีพื้นที่ที่ต้องก่อสร้างอีกมหาศาล เราไม่มีวันขาดแคลนเขตก่อสร้างหรือเหมืองแร่ที่จะให้พวกเขาไปทำงาน ใครก็ตามที่ต่อต้านการหลอมรวมและหัวแข็งไม่ยอมเปลี่ยน ก็ให้ทำงานหนักไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีสติปัญญาคิดได้ สิบปีไม่พอก็ยี่สิบปี ยี่สิบปีไม่พอก็สี่สิบปี หรือจะเป็นร้อยปีก็ได้..."
"ตอนนี้สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือการหลอมรวมชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศ ซึ่งนี่จะเป็นงานสำคัญของรัฐบาลในอนาคตด้วย โดยจะเริ่มจากกลุ่มที่ถูกกลืนทางวัฒนธรรมฮั่นสูงที่สุดก่อน การหลอมรวมคนกองธงจะเป็นโครงการนำร่องของเรา จากนั้นก็จะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับชาวจีนและกลุ่มภาษาจีน-ทิเบต ต่อมาก็จะเป็นชาติพันธุ์ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ และสุดท้ายก็คือดินแดนใหม่ของเรา..."
ข้างต้นคือบทสรุปคำกล่าวของประธานเหวินเต๋อซื่อในการประชุมระดับสูงของพรรคเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม เนื้อหาการปราศรัยของประธานเหวินในครั้งนี้ ได้กลายเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานด้านชาติพันธุ์ของรัฐบาลพรรคเคอเซ่อในเวลาต่อมา
"ทางด้านครอบครัวของเจ้าเอ๋อร์เฟิงและเหล่าทหารในกองพลที่ 18 จัดการอย่างไร?" เหวินเต๋อซื่อถาม กองทัพปราบทิเบตของเจ้าเอ๋อร์เฟิงในตอนนี้ต่างจากประวัติศาสตร์เดิมเล็กน้อย โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการจากราชสำนักชิงว่า "กองพลทหารบกที่ 18"
ซินเจี๋ยตอบว่า "จัดการอย่างเหมาะสมแล้วครับ หลังจากที่เราย้ายคนกองธงออกไป ตอนนี้เราได้จัดสรรให้พวกเขาเข้าไปพักอาศัยอยู่ในเมืองแมนจูเดิมเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการครับ"
"อืม อย่าเข้มงวดกับพวกเขาในเรื่องความเป็นอยู่มากนัก ในช่วงที่พักอาศัยอยู่นั้น ให้จัดสรรเสบียงและสวัสดิการตามมาตรฐานครอบครัวพนักงานของซิงเคอกรุ๊ป นอกจากนี้ ให้พวกเขาส่งจดหมายไปหาทหารที่อยู่แนวหน้าเพื่อแจ้งข่าวความปลอดภัยด้วย ทางด้านโน้นกำลังบุกเข้าไปในพื้นที่ห่างไกล ขวัญกำลังใจทหารจะเสียไม่ได้เด็ดขาด..." เหวินเต๋อซื่อครุ่นคิดแล้วกล่าวออกมา
"แล้วต้องให้พวกเขาเขียนจดหมายเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนด้วยไหมครับ?" ซินเจี๋ยถาม
"เรื่องนั้นไม่จำเป็น การเกลี้ยกล่อมเป็นหน้าที่ของเรา พวกเขาแค่ต้องทำให้ทหารกองพลที่ 18 รู้ว่าครอบครัวของพวกเขาปลอดภัยดีก็พอแล้ว"
หลังจากซินเจี๋ยออกไป เหวินเต๋อซื่อพลิกดูรายชื่อเชลยศึกที่ถูกส่งมา และเขาก็ได้เห็นชื่อที่คุ้นตาชื่อหนึ่งจนอดประหลาดใจไม่ได้ "อ้าว นึกไม่ถึงเลยว่ากัวซงหลิงคนนี้จะประจำอยู่ในกองพลที่ 17 ในเวลานี้ด้วย..."
จากข้อมูลในรายชื่อ กัวซงหลิงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยทหารรักษาการณ์ในกองพลที่ 17 เขาเพิ่งจะตามผู้บัญชาการจูชิ่งหลานมาในปีนี้ และในสมรภูมิสะพานอู่กุ้ย กองบัญชาการของกองพลที่ 17 ถูกปืนใหญ่ของกองทัพปฏิวัติระดมยิงเข้าใส่อย่างหนัก จูชิ่งหลานตายคาที่ ส่วนกัวซงหลิงถูกแรงระเบิดจนหมดสติและถูกจับเป็นเชลย
อย่างไรก็ตาม ประธานเหวินก็เพียงแค่ประหลาดใจเล็กน้อยเท่านั้น เขาไม่ได้มีความหลงใหลในการสะสมบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มากนัก เพราะในสายตาของเขา คนดังในประวัติศาสตร์เหล่านั้นก็ไม่ได้มีประโยชน์ไปกว่ามนุษย์ชีวภาพที่เขาสร้างขึ้นมาเลย จนถึงปัจจุบัน เหวินเต๋อซื่อจึงไม่เคยตั้งใจที่จะตามหาใครเป็นพิเศษ สำหรับเขาแล้ว ถ้าคนดังเหล่านั้นมาร่วมมือด้วยก็ดี แต่ถ้าไม่มาก็ไม่เป็นไร
(จบแล้ว)