เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 - ประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนจนจำเค้าเดิมไม่ได้

บทที่ 46 - ประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนจนจำเค้าเดิมไม่ได้

บทที่ 46 - ประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนจนจำเค้าเดิมไม่ได้


บทที่ 46 - ประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนจนจำเค้าเดิมไม่ได้

แม้เหตุการณ์ "10 ตุลาคม" จะถูกปราบปรามลงได้ในที่สุด แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันได้เผยให้เห็นถึงความอ่อนแอที่แท้จริงของราชสำนักชิง ผู้คนทั่วหล้าต่างตื่นรู้ขึ้นมาทันทีว่า "ที่แท้ราชสำนักก็อ่อนแอถึงเพียงนี้แล้ว!" เหล่าผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและพรรคปฏิวัติต่างเริ่มมีความคิดที่ต่างออกไป ผู้ที่มีความทะเยอทะยานเริ่มสะสมกำลังและเตรียมพร้อมเคลื่อนไหว สถานการณ์ทั่วแผ่นดินจีนพลันวุ่นวายโกลาหลขึ้นมาทันที

ความสูญเสียทางอ้อมอาจจะยังมองไม่เห็นในทันที แต่เพียงแค่ความสูญเสียโดยตรงก็นับว่าสาหัสแล้ว ผู่เหว่ยอ๋องกงและซื่อตั๋วอ๋องหลี่ถูกทหารกบฏสังหารล้างครัว นอกจากนี้ยังมีท่านอ๋องระดับรองอีกสองคน เบยเลและกว๋อกงอีกกว่ายี่สิบคนถูกสังหาร เชื้อพระวงศ์และขุนนางคนอื่นๆ ถูกฆ่าไปกว่าร้อยคน นอกจากนี้ การกบฏยังทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 30,000 คน บาดเจ็บนับหมื่น เนื่องจากเมืองชั้นในห้ามชาวฮั่นเข้า ดังนั้นผู้ที่ถูกสังหารเกือบทั้งหมดจึงเป็นชาวแมนจู บ้านเรือนนับพันหลังถูกทำลาย ทรัพย์สินที่ถูกปล้นและเผาทำลายนั้นยิ่งไม่สามารถประเมินค่าได้

จากการจลาจลครั้งนี้ กองพลที่สองและกองพลที่สี่เกือบจะสูญสิ้นสภาพ กองพลที่หนึ่งก็พังพินาศไปกว่าครึ่ง ในช่วงการปะทะช่วงแรกและการปราบปรามในภายหลัง มีทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตถึง 2,350 นาย และบาดเจ็บเกือบ 2,000 นาย

เนื่องจากกำลังทหารของราชสำนักที่ใช้ปราบปรามมีไม่เพียงพอที่จะควบคุมกรุงปักกิ่งได้ทั้งหมด ทหารกบฏบางส่วนที่เริ่มได้สติเห็นท่าไม่ดีจึงอาศัยความชุลมุนหนีออกไป ต่อมาทหารกบฏจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้ตัวและพากันขนทรัพย์สินที่ปล้นมาได้หนีไป ทหารราชสำนักเพื่อรักษาความสงบจึงไม่กล้าแยกกำลังออกไปไล่ตาม ได้แต่ยืนมองพวกเขานำห่อข้าวของขนาดใหญ่จากไปอย่างลอยนวล

ภายหลังเหตุการณ์ หยวนซื่อไข่และพรรคพวกจับกุมทหารกบฏได้ไม่ถึง 3,000 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บาดเจ็บ จากการสำรวจในภายหลังพบว่า นอกจากผู้ที่ถูกสังหารและถูกจับกุมแล้ว มีทหารกบฏประมาณ 5,200 นายที่หลบหนีไปได้

สำหรับการจัดการกับทหารกบฏ 3,000 นายที่ถูกจับกุมนั้น ราชสำนักชิงรู้สึกปวดหัวอย่างมาก หากเป็นเมื่อก่อนที่ราชสำนักยังมีอำนาจย่อมไม่ต้องสงสัย ทุกคนคงถูกส่งไปตัดหัวที่ลานประหารไช่ซื่อโข่ว แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ ทหารในหกกองพลเป่ยหยางจำนวนมากเป็นคนบ้านเดียวกันหรือเป็นญาติพี่น้อง ที่สำคัญที่สุดคือทหารระดับกลางและล่างจำนวนมากไม่เห็นว่าทหารกบฏทำผิด และส่วนใหญ่กลับรู้สึกเห็นใจพวกเขา

ในขณะที่ผู้คนกำลังขวัญเสีย หากลงโทษหนักเกินไปจนเกิดกบฏซ้ำอีกจะทำอย่างไร? อย่าลืมว่ายังมีทหารกบฏอีกกว่า 5,000 นายที่กระจายอยู่ข้างนอก และในตอนนี้กองกำลังที่ปกป้องปักกิ่งก็คือทหารเป่ยหยาง หากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันก่อเรื่องอีกครั้ง เหล่าขุนนางในเมืองจะมีชีวิตรอดหรือไม่?

ดังนั้น ครั้งนี้ราชสำนักจึงต้องยอมรับข้อเสนอของหยวนซื่อไข่ คือลงโทษสถานเบา มีเพียงทหาร 21 นายที่ยืนยันได้ว่าสังหารเชื้อพระวงศ์และขุนนางเท่านั้นที่ถูกยิงเป้า ส่วนทหารกบฏที่เหลือถูกโบยด้วยไม้เรียวทหารก่อนจะส่งตัวแกนนำบางส่วนไปขังในคุกตามท้องที่ต่างๆ ส่วนผู้ร่วมทำผิดถูกตำหนิและสั่งให้ออกจากราชการ

การลงโทษที่เบาเช่นนี้ยิ่งทำให้ราชสำนักชิงสูญเสียหน้าตาไปจนหมดสิ้น ผู้ที่มีใจคิดคดต่างแอบดีใจ เพียงไม่กี่วัน แผ่นดินก็เริ่มเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่เชี่ยวกราก

แน่นอนว่าเนื่องจาก "กรณี 10 ตุลาคม" แผนการเคลื่อนทัพไปปราบกบฏที่หูเป่ยจึงต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย

ในเมื่อกองกำลังหลักอย่างกองพลที่สองและกองพลที่สี่พังพินาศไปแล้ว ต่อให้ต้องการสร้างขึ้นใหม่ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี กองพลที่เก้าที่เหลืออยู่เพียงกองพลเดียวไม่สามารถแบกรับภาระได้เพียงลำพัง จึงไม่กล้าออกเดินทาง การปฏิบัติการปราบกบฏในครั้งนี้จึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

หลังจากที่ทหารใหม่หูเป่ยล้มเหลวในการปราบกบฏและกลับถูกปราบเสียเอง พวกเขาก็ได้แต่หดหัวอยู่ในอู๋ชาง ไม่กล้าเผยหน้าออกมาอีก สมาคมร่วมอาศัยชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กวาดล้างหูเป่ยตะวันตกราวกับลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้แห้ง กองกำลังรักษาการณ์และกองทหารอาสาในท้องที่ต่างๆ ไม่สามารถต้านทานกองทัพปฏิวัติที่เหนือชั้นกว่าได้อย่างสิ้นเชิง

วันที่ 23 กันยายน ปาตงได้รับอิสรภาพ วันที่ 24 กันยายน ทั่วทั้งมณฑลอี๋ชางได้รับอิสรภาพ วันที่ 25 กันยายน ซือหนัน (เอินซือ) ลี่ชวน และเสียนเฟิงได้รับอิสรภาพ วันที่ 27 กันยายน จิ่งเหมินโจวได้รับอิสรภาพ วันที่ 30 กันยายน ทั่วทั้งจิ่งโจวได้รับอิสรภาพ วันที่ 1 ตุลาคม เมืองสำคัญอย่างเซียงหยางแตก วันที่ 5 ตุลาคม ภาคตะวันตกของมณฑลเต๋ออันได้รับอิสรภาพ...

เมื่อถึงวันที่ 15 ตุลาคม 1907 สมาคมร่วมสามารถควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของซือหนัน อี๋ชาง จิ่งโจว จิ่งเหมิน อันลู่ (จงเสียง) รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของอวิ๋นหยาง เซียงหยาง เต๋ออัน (สุยโจว) และฮั่นหยาง โดยประมาณคือใช้เส้นทางรถไฟอวี้ฮั่นในภายหลังเป็นเขตแดน มณฑลหูเป่ยทั้งมณฑลจึงเหลือเพียงอู๋ชางและหวงโจวเพียงสองเมือง และเขตปกครองตามแนวชายแดนมณฑลทางทิศเหนือที่ยังอยู่ในมือราชสำนักชิง พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เหลือถูกปักด้วยธงค้อนเคียวเรียบร้อยแล้ว

เวลาเช้ามืดของวันที่ 15 ตุลาคม กองทัพปฏิวัติยาตราทัพมาถึงเมืองฮั่นหยาง หลังจากที่กองทัพปฏิวัติ 3 กรมมาถึงเมืองฮั่นหยาง อันดับแรกคือการส่งกรมทหารราบ 2 กรมออกไปนอกเมือง กรมหนึ่งมุ่งหน้าไปยังโรงงานเหล็กฮั่นหยาง อีกกรมหนึ่งมุ่งหน้าไปยึดคลังแสงฮั่นหยาง อุปกรณ์ในโรงงานทั้งสองแห่งนี้เหวินเต๋อซื่อไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เหล่าวิศวกร ช่างเทคนิค และคนงานที่มีฝีมือนับพันคนนั้นเป็นสิ่งที่เหวินเต๋อซื่อหมายตามานานแล้ว เขาจึงสั่งให้สมาคมร่วมเข้าควบคุมโรงงานเหล็กและคลังแสงเป็นอันดับแรก อุปกรณ์อาจจะไม่ต้องเอามาก็ได้ แต่พนักงานข้างในต้องถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมดโดยไม่ขาดตกบกพร่อง

คลังแสงฮั่นหยางนั้นมีทหารรักษาการณ์อยู่ คือกองพันที่ 3 กรมที่ 42 กองพลผสมที่ 21 ทว่าทหารกองพันนี้ขวัญเสียไปหมดแล้ว ประกอบกับหลายคนไม่อยากยอมตายถวายหัวให้ราชสำนักชิง ดังนั้นเมื่อกรมทหารราบที่ 7 ของกองทัพปฏิวัติยิงปืนใหญ่ไปเพียงไม่กี่นัด พวกเขาก็ยอมจำนน

ส่วนโรงงานเหล็กนั้นไม่มีแม้แต่ทหารรักษาการณ์ กรมที่ 6 ที่เข้ายึดโรงงานเหล็กจึงปฏิบัติภารกิจสำเร็จอย่างง่ายดายยิ่งกว่า และพวกเขายังได้ผลประโยชน์ชิ้นโตแถมมาด้วย นั่นคือผู้ควบคุมโรงงานเหล็กตัวจริงอย่างเซิ่งซวานหวย ขุนนางผู้รับผิดชอบงานพาณิชย์

เจ้าสัวเซิ่งเพิ่งได้รับราชโองการให้เข้าปักกิ่งเมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงเวลานี้เขากำลังจัดการเรื่องราวต่างๆ ในโรงงานเหล็กและนัดแนะกับคนสนิทเพื่อเตรียมตัวเดินทาง ทว่าเขาไม่คิดว่ากองทัพปฏิวัติจะมาเร็วขนาดนี้ เมื่อเขาทราบว่ากองทัพปฏิวัติเข้าโจมตีฮั่นหยาง เขาก็ถูกปิดล้อมอยู่ในโรงงานเสียแล้ว

"โอ้โห นี่มันเซิ่งซวานหวยนี่นา นี่มันแกะอ้วนตัวใหญ่ชัดๆ!!" ผู้บังคับกองร้อยที่ 7 ที่จับตัวเขาได้อุทานออกมาด้วยความยินดี เนื่องจากกองทัพปฏิวัติมักจะปราบโจรและพวกลักเล็กขโมยน้อย จึงมักจะติดภาษาพวกโจรมาบ้าง

ในมือของผู้บังคับกองร้อยถือไพ่ป๊อกชุดหนึ่ง นี่คือไพ่ประกาศจับที่สมาคมร่วมทำขึ้นเป็นพิเศษ บนหน้าไพ่แต่ละใบจะพิมพ์ภาพและประวัติโดยสังเขปของบุคคลสำคัญในราชสำนักชิง โดยพื้นฐานแล้วแต่ละหมู่จะได้รับแจกหมู่ละ 2 ชุด ด้านหนึ่งใช้เป็นอุปกรณ์สันทนาการ อีกด้านหนึ่งใช้เป็นบัตรคำเรียนรู้ตัวอักษร แต่จุดประสงค์หลักคือเพื่อให้ทหารจดจำใบหน้าของคนพวกนี้ได้ จะได้ไม่ปล่อยปลาตัวใหญ่ไปเพียงเพราะไม่รู้จัก

เขาหยิบไพ่ข้าวหลามตัด 8 ขึ้นมาเปรียบเทียบกับเซิ่งซวานหวยที่อยู่ตรงหน้า

"ใช่แล้ว คือเขาจริงๆ ข้าวหลามตัด 8 เซิ่งซวานหวย! ฮ่าๆๆ..."

"พวก... พวกเจ้าคิดจะทำอะไร? ข้าคือขุนนางผู้รับผิดชอบงานพาณิชย์นะ!" เจ้าสัวเซิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นเก่งแต่ภายในหวาดกลัว

สภาพของเขาในตอนนี้ดูอนาถยิ่งนัก เขาสวมชุดคนงานธรรมดาและใบหน้าเต็มไปด้วยเขม่าถ่านหิน เดิมทีเขาหลบอยู่ในโกดังถ่านโค้กเพื่อจะอำพรางตัวให้ผ่านไปได้ แต่ไม่คิดว่าจะถูกลากออกมา เขาไม่ทันคิดเลยว่าด้วยรูปลักษณ์ที่ขาวท้วมและราศีของเขา มันดูไม่เหมือนคนงานธรรมดาเลยสักนิด

"ผู้กอง กรมที่ 6 ของเราคราวนี้รวยเละแล้ว เจ้าสัวเซิ่งเป็นหนึ่งในขุนนางกังฉินที่เลื่องชื่อที่สุดของแมนจู เขามีทรัพย์สินไม่ต่ำกว่าสิบล้าน..." เจ้าหน้าที่แนะแนวกล่าวด้วยรอยยิ้ม

"ข้าวหลามตัด 8 โอ้ ไม่ใช่สิ ท่านเซิ่งซวานหวย ตอนนี้ท่านต้องไปกับเรา..." เมื่อเห็นเซิ่งซวานหวยคอตกด้วยความสิ้นหวัง ผู้บังคับกองร้อยก็กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า: "เจ้าสัวเซิ่ง ท่านควรจะภูมิใจนะ ที่สำนักงานใหญ่ของเราจัดให้ท่านอยู่ในอันดับข้าวหลามตัด 8 ขนาดจางเปียวที่ฝั่งตรงข้ามยังได้แค่โพแดง 7 เอง..."

ข้าถูกพวกเจ้าจับแล้ว จะให้มาภูมิใจเรื่องบ้าอะไรล่ะ! เซิ่งซวานหวยแทบจะล้มพับไป

ทหารรักษาเมืองฮั่นหยางเป็นเพียงกองกำลังท้องถิ่น ซึ่งแทบไม่มีกำลังรบ หากไม่ใช่เพราะกำแพงเมืองที่สูงใหญ่ พวกเขาก็คงหนีไปนานแล้ว

แต่กำแพงเมืองสูงใหญ่ก็ไร้ผล ทหารช่างได้ขุดอุโมงค์ไปถึงใต้กำแพงและบรรจุระเบิดกว่าร้อยกิโลกรัม จากนั้นเพียงแค่กดสวิตช์ กำแพงเมืองที่กว้างกว่าหลายสิบเมตรก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้า สองชั่วโมงต่อมา เมืองฮั่นหยางก็ได้รับการปลดปล่อย

หลังจากสมาคมร่วมยึดฮั่นหยางได้ อู๋ชางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำแยงซีก็ขวัญผวาตลอดทั้งวัน

ผู้ว่าการจ้าวเอ่อร์ซวิ่นรีบสั่งเคลื่อนกำลังกองเรือหูเป่ยให้วางกำลังป้องกันในแม่น้ำแยงซี การเดินหมากนี้ถือว่าฉลาด เพราะตอนนี้สมาคมร่วมยังไม่มีเรือรบแม้แต่ลำเดียว ทั้งสองฝ่ายจึงต้องเผชิญหน้ากันโดยมีแม่น้ำแยงซีคั่นกลาง

กองเรือหูเป่ยคือกองเรือป้องกันแม่น้ำที่จางจือตงทุ่มเทสร้างขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของทหารใหม่หูเป่ย กำลังหลักของกองเรือนี้คือเรือปืนชั้นฉู่ 6 ลำ และเรือตอร์ปิโดชั้นหู 4 ลำ

เรือทั้งสิบ ลำนี้จางจือตงสั่งต่อจากอู่ต่อเรือคาวาซากิในญี่ปุ่น เรือปืนชั้นฉู่มีระวางขับน้ำ 740 ตัน ความเร็ว 13 นอต ปืนหลักคือปืนยิงเร็วขนาด 120 มม. 2 กระบอก ปืนรองขนาด 76 มม. 2 กระบอก และปืนกล 4 กระบอก แต่ละลำราคากว่าสี่แสนสี่หมื่นหยวน

เรือตอร์ปิโดชั้นหูตอนนี้มีเพียง 2 ลำ ส่วนอีก 2 ลำยังอยู่ที่อู่ต่อเรือในญี่ปุ่นยังสร้างไม่เสร็จ เรือตอร์ปิโดแต่ละลำราคาประมาณสามแสนเจ็ดหมื่นหยวน ระวางขับน้ำ 96 ตัน ความเร็ว 23 นอต ติดตั้งปืนกลขนาด 47 มม. 2 กระบอก และท่อยิงตอร์ปิโดขนาด 14 นิ้ว 3 ท่อ

เรือทั้ง 8 ลำนี้หากอยู่ในทะเลก็เป็นเพียงอาหารปลา แต่ถ้าอยู่ในแม่น้ำแยงซี พวกมันคือเสือร้าย หรืออย่างน้อยก็เป็นหมาป่าตัวใหญ่ การสู้รบทางบกกองทัพปฏิวัติไม่เคยหวั่นเกรง มาเท่าไหร่ก็จัดการได้หมด แต่การรบทางน้ำนั้นเป็นเรื่องลำบาก ชั่วระยะเวลาหนึ่งยังไม่มีหนทางจัดการกับพวกมันได้

ในช่วงแรก กองเรือหูเป่ยคิดว่าเรือปืนของตนเองนั้นยิ่งใหญ่และทรงพลัง คิดว่าพวกกบฏเป็นเพียงคนบ้านนอกที่คงไม่เคยเห็นปืนใหญ่ขนาด 120 มม. จึงแล่นเรือเข้าใกล้ชายฝั่งโดยตั้งใจจะระดมยิงใส่กองกำลังปฏิวัติ ทว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่ากองทัพปฏิวัติได้ขุดหลุมพรางรอให้พวกเขาโดดลงไปแล้ว

ปืนใหญ่หนักขนาด 150 มม. 8 กระบอก, ปืนครกขนาด 105 มม. 12 กระบอก, ปืนค. ขนาด 160 มม. 20 กระบอก และปืนค. ขนาด 120 มม. 20 กระบอก ถูกจัดตั้งเป็นฐานปืนใหญ่ 8 แห่งเพื่อต้อนรับกองเรือหูเป่ยอย่างหนักหน่วง ปืนใหญ่ของกองทัพปฏิวัติมีความได้เปรียบเรื่องระยะยิง อีกทั้งยังมีอากาศยานไร้คนขับคอยตรวจการณ์และปรับเป้าให้ ในขณะที่ปืนของกองเรือหูเป่ยเป็นปืนยิงตรง จึงไม่สามารถจัดการกับฐานปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่หลังแนวเขาได้เลย แม้แต่จะมองหาก็ยังไม่เห็น

การยิงชุดแรกของกองทัพปฏิวัติ กระสุนจากปืนค. 160 มม. ลูกหนึ่งเข้าเป้าที่หอปืนหน้าของเรือ "ฉู่ถง" กระสุนหนักที่ตกลงมาจากมุมสูงเจาะเกราะที่อ่อนแอและระเบิดในคลังกระสุน หลังจากเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว ส่วนหัวของเรือ "ฉู่ถง" ก็หายไปสิ้น และจมลงสู่แม่น้ำแยงซีในเวลาไม่ถึงสามนาที

การยิงชุดที่สาม กระสุนขนาด 150 มม. สองนัดตกใกล้เรือ "หูเอ้อ" จนมันพลิกคว่ำ

การยิงชุดที่ห้า เรือ "ฉู่กวน" ถูกยิง กระสุนขนาด 105 มม. นัดหนึ่งเข้าที่สะพานเดินเรือ สะพานเดินเรือกลายเป็นเศษเหล็ก คนที่อยู่ภายในตายเรียบ

คราวนี้นองเรือหูเป่ยถึงได้รู้ตัวว่าเจอของจริงเข้าแล้ว จึงรีบถอยร่น ในระหว่างการถอยก็ถูกยิงอีก 4 ชุด เรือ "ฉู่โหย่ว" ถูกยิงที่กราบขวา ปืนกล 2 กระบอกเสียหาย เรือ "ฉู่ไท่" ห้องเครื่องน้ำเข้า ปืนหลักด้านหลังพังเสียหาย

กองเรือหูเป่ยหวาดกลัวจนแทบฉี่ราด รีบหนีกลับไปยังฝั่งตะวันออก และพบว่าเรือเกือบทุกลำได้รับความเสียหาย หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้ฝั่งตะวันตกอีกเลย แม้แต่เส้นกึ่งกลางแม่น้ำก็ไม่กล้าข้ามมา

อย่างไรก็ตาม แม้กองทัพปฏิวัติจะชนะในยกนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำลายพวกเขาได้ทั้งหมด กองเรือหูเป่ยแม้จะไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ถ้ากองทัพปฏิวัติจะข้ามแม่น้ำ พวกเขาก็คงไม่อยู่เฉย ทั้งสองฝ่ายจึงได้แต่คุมเชิงกันต่อไป

"กองเรือหูเป่ยเนี่ยนะ เป็นปัญหาจริงๆ..." เหวินเต๋อซื่อรู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง เขาเองก็ยังไม่มีหนทางดีๆ ในการจัดการกับพวกมัน จึงกล่าวว่า: "ช่างพวกมันไปก่อน อย่างไรเสียโรงงานเหล็กและคลังแสงที่สำคัญที่สุดของหูเป่ยก็ตกอยู่ในมือเราแล้ว อู๋ชางจะยึดช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร..."

"กองเรือหูเป่ยน่ารำคาญจริงๆ จะส่งเรือเหาะไปทิ้งระเบิดใส่ หรือจะส่งหน่วยจู่โจมใต้น้ำไปดีนะ?"

ในขณะที่เหวินเต๋อซื่อกำลังลังเล กู้เสี่ยวลวี่ก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นและกล่าวว่า: "ท่านประธานเหวิน เมื่อสักครู่สาขาเซี่ยงไฮ้รายงานมาว่า ที่หนานจิงเกิดเรื่องใหญ่แล้ว..."

เหวินเต๋อซื่อรีบเปิดคอมพิวเตอร์แสงและเชื่อมต่อกับโครมี่ที่สาขาเซี่ยงไฮ้ทันที

โครมี่ปรากฏตัวบนหน้าจอ เธอทักทายคำหนึ่งก่อนจะเข้าสู่ประเด็น: "ท่านประธานเหวิน ฉันได้รับรายงานว่า กองพลที่เก้าเกิดเรื่องแล้ว ในพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณก่อนเคลื่อนพลปราบกบฏเมื่อเช้านี้ นายทหารระดับหัวหน้าหน่วยคนหนึ่งอาศัยช่วงที่ขบวนสวนสนามผ่านหน้าปะรำพิธี ชักปืนออกมาระดมยิงใส่เหล่าขุนนางแมนจูที่มาร่วมงาน เหลียงปี้ ขุนนางพิเศษจากราชสำนัก และข้าหลวงใหญ่กรมทหารเสียชีวิตคาที่ ส่วนตวนฟาง ผู้ว่าการเลียงกังได้รับบาดเจ็บสาหัส..."

"อะไรนะ? กองพลที่เก้าก็เกิดเรื่องด้วยเหรอ คราวนี้คึกคักกันใหญ่เลย..." เหวินเต๋อซื่อรู้สึกว่าราชวงศ์ชิงคราวนี้ซวยซ้ำซ้อนจริงๆ เรื่องที่ปักกิ่งยังไม่ทันจบ ที่หนานจิงก็เกิดเรื่องอีก

"พ่อหนุ่มคนนั้นเป็นคนของฝ่ายไหนล่ะ?" เหวินเต๋อซื่อพลันนึกขึ้นได้ว่า ช่วงนี้มีรายงานจากหลายแห่งว่ากลุ่มปฏวัติเริ่มเคลื่อนไหว สถานการณ์ทางกังหนันนั้นซับซ้อนที่สุด มีขั้วอำนาจมากมาย บางทีคนคนนี้อาจจะเป็นคนของกลุ่มปฏิวัติพวกนั้น

"ตามข้อมูลของเรา ดูเหมือนคนคนนี้จะไม่มีสังกัด อย่างน้อยก็ไม่มีข้อมูลว่าเขาเข้าร่วมองค์กรใดอย่างเป็นทางการ..." โครมี่คิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า: "...อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนเขาจะติดต่อกับกลุ่มกวงฟู่ฮุ่ยอยู่บ้าง"

"อ้อ งั้นก็เป็นวีรชนที่ลงมือเองสินะ เขาชื่ออะไรล่ะ..." เหวินเต๋อซื่อไม่ได้ใส่ใจนัก ในช่วงปลายราชวงศ์ชิงเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เขาจึงถามต่อ: "แล้วตอนนี้สถานการณ์ที่หนานจิงเป็นอย่างไรบ้าง?"

"คนคนนี้ชื่อสิวกูซิน เป็นบัณฑิตซิ่วไฉที่สมัครเข้ากองพลที่เก้าเมื่อสองปีก่อน ปัจจุบันเป็นหัวหน้าหน่วยในกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 33 เขาถูกจับได้ทันทีหลังจากลงมือ และมีข่าวว่าจะถูกประหารในอีกสามวัน ตอนนี้หนานจิงประกาศกฎอัยการศึก และกองพลที่เก้ากำลังตรวจสอบกลุ่มปฏิวัติอย่างเข้มงวด... ตามข้อมูลที่ฉันได้รับมา ทหารในกองพลที่เก้ากำลังขวัญเสียอย่างมาก อาจจะเกิดการลุกฮือขึ้นได้ ท่านประธานเหวินคะ เราควรจะช่วยผลักดันอีกแรงไหม?" โครมี่มีแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

"แน่นอน! ทำไมจะไม่ล่ะ?" เหวินเต๋อซื่อหัวเราะออกมา

เขารู้ดีว่าระหว่างมนุษย์ชีวภาพระดับสูงเหล่านี้ก็มีการแข่งขันกันเอง โดยเฉพาะบรรดาผู้รับผิดชอบเขตใหญ่ๆ ที่มักจะเปรียบเทียบผลงานกัน บานาซาร์จากสาขาซานฟรานซิสโก และหลิวยางจากสาขาเทียนจินต่างก็สร้างเรื่องราวใหญ่โต โครมี่ในฐานะผู้รับผิดชอบสาขาเซี่ยงไฮ้ที่ดูแลเขตจีนตะวันออกย่อมอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 46 - ประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนจนจำเค้าเดิมไม่ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว