- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 14 - การฝึกระเบียบวินัย
บทที่ 14 - การฝึกระเบียบวินัย
บทที่ 14 - การฝึกระเบียบวินัย
บทที่ 14 - การฝึกระเบียบวินัย
การที่เหวินเต๋อซื่อเลือกให้ไฟแช็ก ผงชูรส และปากกาลูกลื่นเป็นโครงการหลัก ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการหาเงินเท่านั้น แต่เขายังมีแผนการที่ลึกซึ้งกว่านั้นแอบแฝงอยู่
ผงชูรสถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1866 โดยนักเคมีชาวเยอรมันที่ใช้กรดซัลฟิวริกแยกกลูตาเมตจากแป้งสาลี แต่ในตอนนั้นมันไม่ได้ร้บความสนใจนัก จนกระทั่งปี 1908 ชาวญี่ปุ่นจึงเริ่มกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม
ทว่าในตอนนี้นับว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวญี่ปุ่นอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เหวินเต๋อซื่อใช้ยื่นขอสิทธิบัตรคือเทคโนโลยีการหมักที่ชาวญี่ปุ่นค้นพบในปี 1956 ซึ่งล้ำหน้ากว่าวิธีการสกัดจากสาหร่ายทะเลมาก เพราะวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้สาหร่ายหรือแป้งสาลีปริมาณมหาศาล แต่วัตถุดิบหลักคือกากน้ำตาลที่เหลือจากการผลิตน้ำตาลทราย ซึ่งเมืองเน่ยเจียงเองก็ได้ชื่อว่าเป็น "เมืองแห่งความหวาน" ที่มีโรงงานน้ำตาลกว่า 3,000 แห่ง ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาคนท้องถิ่น กากน้ำตาลอาจเป็นเพียงของเหลือทิ้งที่ไร้ค่า แต่สำหรับเหวินเต๋อซื่อ หากใช้เพียงแค่ผลิตผงชูรสก็นับว่ายังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เขาตั้งใจจะนำไปหมักเป็นเหล้ารัมก่อน หรือนำไปผลิตแอลกอฮอล์ ยีสต์ กลีเซอรอล กรดซิตริก และอื่นๆ หลังจากนั้นจึงค่อยสกัดผงชูรสออกมา แม้แต่ของเสียที่เหลือจากการสกัดก็ยังสามารถนำไปเลี้ยงยีสต์เพื่อผลิตโปรตีนสำหรับเป็นอาหารสัตว์ได้อีก ส่วนกากสุดท้ายก็ยังสามารถสกัดแว็กซ์อ้อยและสารอื่นๆ ออกมาได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
นี่คือส่วนหนึ่งในแผนการอุตสาหกรรมอ้อยแบบครบวงจรที่เหวินเต๋อซื่อวางไว้
ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลในเน่ยเจียงจะรุ่งเรืองมาก แต่การใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบยังถือว่าล้าหลังมาก เช่น ใบอ้อยหรือกากอ้อยส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นฟืนหรือทิ้งไว้ในทุ่งเป็นปุ๋ย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก
ความจริงแล้วกากอ้อยเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการทำกระดาษ และยังสามารถนำไปผลิตแผ่นใยไม้อัด ผ้าฝ้ายเทียม ไนลอน และยังใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ดได้อีกด้วย แม้แต่ส่วนยอดและเปลือกอ้อยก็สามารถนำไปผลิตกระดาษหรืออาหารสัตว์ได้ ส่วนผลพลอยได้จากการแปรรูปทั้งหมดก็ยังคงใช้เป็นปุ๋ยได้ตามปกติ
สำหรับเหวินเต๋อซื่อ อุตสาหกรรมอ้อยครบวงจรนี้ไม่ได้มอบให้เพียงแค่เงินทุนเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือมันจะเป็นฐานที่มั่นในการบ่มเพาะบุคลากรทางด้านเคมี เตรียมความพร้อมสำหรับช่างเทคนิคและคนงานในอนาคต และยังมีอีกจุดหนึ่งที่สำคัญ คือโรงงานแปรรูปน้ำตาลเหล่านี้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเล็กน้อย ก็สามารถนำไปผลิตดินปืน ระเบิด หรือแม้แต่ก๊าซพิษได้ทันที
เหตุผลที่เหวินเต๋อซื่ออ้างในการตั้งโรงงานที่ "เมืองแห่งความหวาน" แห่งนี้ คือเพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลในท้องถิ่น ส่วนจะ "ยกระดับ" ไปลึกซึ้งถึงขั้นไหนนั้น นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนปากกาลูกลื่นและไฟแช็กนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเช่นกัน
เนื่องจากเครื่องมือหลักในการผลิตปากกาลูกลื่นและไฟแช็ก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรตัดความแม่นยำสูงที่ใช้ผลิตหัวปากกาและล้อจุดไฟ เครื่องปั๊มโลหะความแม่นยำสูงสำหรับทำตัวเรือน หรืออุปกรณ์หลอมโลหะผสมชนิดพิเศษสำหรับทำหินเหล็กไฟ ทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้ในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้โดยง่าย ซึ่งขุนนางราชวงศ์ชิงในตอนนี้ย่อมมองไม่ออกถึงภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ ในเบื้องต้นเขาจึงมุ่งผลิตปากกาลูกลื่นและไฟแช็กเพื่อขยายกำลังการผลิต และแม้จะมีการสั่งนำเข้าเครื่องจักรวิจัยทางโลหะวิทยาหรืออุปกรณ์การผลิตที่ทันสมัยเข้ามา ก็ดูเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เพื่อให้ลูกลื่นในปากกาทนต่อการสึกหรอและการกัดกร่อน เขาจึงต้องนำเข้าระบบชุบโครเมียม ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องทำ ส่วนคำถามที่ว่า "แค่ใช้เขียนลงบนกระดาษนุ่มๆ ทำไมต้องชุบโครเมียมเพื่อกันสึกหรอขนาดนั้น?" ขุนนางในยุคราชวงศ์ชิงคงยังไม่มีสติปัญญาพัฒนาไปถึงขั้นที่จะเข้าใจหรือตั้งข้อสงสัยในจุดนี้ได้
ณ ลานกว้างในเขตอุตสาหกรรมเหมินคั่นทาน
ความจริงแล้วสิ่งที่เรียกว่า "ลานกว้าง" แห่งนี้ยังไม่ใช่ลานอเนกประสงค์จริงๆ แต่มันเป็นเพียงพื้นที่โรงงานที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ซึ่งพนักงานใหม่ได้ช่วยกันปรับพื้นที่ให้เรียบเพื่อใช้เป็นลานกิจกรรมชั่วคราวเท่านั้น
ในขณะนี้ พนักงานใหม่กว่า 6,000 คนกำลังยืนรวมตัวกันอยู่บนลานกว้างที่พวกเขาเพิ่งปรับพื้นที่เสร็จเมื่อวานนี้ พวกเขาถูกจัดแบ่งออกเป็นหลายสิบกองร้อย แต่ละกองร้อยจัดแถวหน้ากระดาน 30 คน รวม 10 แถวอย่างเป็นระเบียบ
ภาพของแถวที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบดูเหมือนบล็อกเต้าหู้ที่วางเรียงรายกันอย่างสวยงาม พนักงานใหม่ส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นชินกับระบบนี้ แต่หากใครไม่ยืนให้ตรงและนิ่งเฉย ครูฝึกมนุษย์ชีวภาพผู้เที่ยงตรงจะใช้ไม้พลองยางกระตุ้นให้พวกเขาจดจำผลลัพธ์ของการไร้ระเบียบวินัย ไม้พลองยางขนาดเท่าหัวแม่มือที่ฟาดลงบนร่างกายนั้นสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัส บ่อยครั้งที่เพียงแค่โดนฟาดทีเดียว คนงานก็ถึงกับต้องลงไปนอนดิ้นพราดด้วยความเจ็บปวด เป็นการสอนสั่งที่กระทบไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
"ขวาหัน!", "ซ้ายหัน!", "กลับหลังหัน!"...
แต่ละกองร้อยจะมีครูฝึกหนึ่งคนคอยตะโกนออกคำสั่ง และมีครูฝึกผู้ช่วยที่หน้าตาขึงขังอีก 4 คนคอยจ้องมองดูแถวอย่างไม่ละสายตา หากพบใครทำผิดหรือตอบสนองช้ากว่าเพื่อนเพียงเสี้ยววินาที คนดวงกุดคนนั้นจะถูกดึงตัวออกมาจากแถวและถูกฟาดด้วยไม้พลองหลายทีทันที หากใครบังอาจร้องโวยวายด้วยความเจ็บปวดก็จะยิ่งโดนหนักกว่าเดิม
ในช่วงเช้า มีคนถูกทำโทษไปมากกว่า 3,000 คน หรือเกือบทุกๆ 2 คนจะต้องมีคนโดนฟาดหนึ่งคน แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่าย จำนวนคนถูกทำโทษกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่หลังอาหารเที่ยงมาจนถึงตอนนี้ มีคนโดนลงโทษไม่ถึง 100 คนเสียด้วยซ้ำ วิธีการสอนที่กระทบถึงจิตวิญญาณเช่นนี้ช่างได้ผลดีเยี่ยมจริงๆ
"เรียนท่านประธานเหวิน ผ่านการฝึกไปเพียงครึ่งวัน ส่วนใหญ่ก็เริ่มแยกซ้ายขวาออกแล้ว คาดว่าช้าสุดไม่เกิน 3 วัน ทุกคนจะสามารถแยกทิศทางได้อย่างแม่นยำครับ"
เมื่อเหวินเต๋อซื่อเดินเข้ามาที่ลานกว้าง ซินเจี๋ย หัวหน้าครูฝึกก็รายงานผลด้วยความภาคภูมิใจ
"โอ้ ไม่ต้องใช้แต่วิธีเดิมๆ อย่างการให้ใส่รองเท้าฟางข้างหนึ่ง รองเท้าผ้าข้างหนึ่งเพื่อแยกแยะแล้วหรือ?" เหวินเต๋อซื่อมองดูการฝึกของพนักงานพลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ซินเจี๋ยตอบด้วยความมั่นใจ "ไม่จำเป็นเลยครับ สำหรับคนพวกนี้ ไม้พลองคือเครื่องช่วยจำที่ดีที่สุด ไม่ต้องพูดถึงมนุษย์ที่เรากำลังฝึกอยู่หรอกครับ ต่อให้เป็นหมู หากโดนฟาดไปสักหลายสิบทีมันก็ยังจำได้"
"ฮ่าๆๆ... เจ้าก็ต้องรู้จักความพอเหมาะพอควรด้วยนะ อย่าให้ถึงกับบาดเจ็บสาหัสล่ะ" เหวินเต๋อซื่อหัวเราะออกมา
ซินเจี๋ยอธิบายต่อ "โปรดวางใจครับ รูปทรง น้ำหนัก และความแข็งของไม้พลองนี้ผ่านการคำนวณจากผู้เชี่ยวชาญมาอย่างแม่นยำ มันจะสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแต่จะไม่ทำลายอวัยวะภายใน อีกทั้งครูฝึกทุกคนจะเน้นฟาดที่ต้นขาและสะโพกเท่านั้น นอกจากนี้เรายังมีแพทย์สิบกว่าคนคอยแสตนด์บาย พร้อมด้วยยารักษาเตรียมไว้อย่างครบถ้วน โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุนั้นต่ำมากครับ..."
ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีนี้ช่างเรียบง่ายและรุนแรง หากเป็นในโลกอนาคตเหวินเต๋อซื่อคงไม่กล้าทำเช่นนี้ เพราะนอกจากจะถูกสังคมประณามแล้ว เขายังต้องเข้าไปนอนกินข้าวฟรีในคุกอีกด้วย และแน่นอนว่าด้วยคุณภาพของประชากรในศตวรรษที่ 23 ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเช่นนี้เลย
"อืม ดูเหมือนว่า 20 วันก็น่าจะเพียงพอแล้ว..." เหวินเต๋อซื่อคำนวณในใจ
ถึงแม้ตารางเวลาของเถ้าแก่เหวินจะรัดตัวเพียงใด แต่เขาไม่ได้ให้แรงงานที่รับเข้ามาเริ่มงานในทันที แต่เขากลับนำทุกคนมาเข้ารับการฝึกระเบียบวินัยแบบทหารเป็นเวลา 20 วัน
ใช่แล้ว มันคือการฝึกทหาร!
เพราะเหวินเต๋อซื่อเห็นว่า คนเหล่านี้ที่เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเป็นชาวนาอยู่นั้น ยังขาดคุณสมบัติในการเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับทักษะฝีมือหรือระดับการศึกษา และไม่ใช่แค่เรื่องของสุขอนามัย แต่มันคือการที่คนเหล่านี้ขาดระเบียบวินัยและการเชื่อฟังอย่างรุนแรง
เขาไม่เคยคาดหวังว่าเวลาเพียง 20 วันจะสามารถเปลี่ยนชาวนาที่เพิ่งวางคันไถให้กลายเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญได้ เป้าหมายของการฝึกทหารในครั้งนี้คือการใช้กฎระเบียบที่เข้มงวด ขัดเกลาความเฉื่อยแฉะและการทำงานที่ไร้ระบบระเบียบในตัวคนเหล่านี้ออกไปให้หมด
การฝึกในครั้งนี้ครอบคลุมพนักงานแทบทั้งหมดของบริษัทซิงเคอ ยกเว้นเพียงมนุษย์ชีวภาพ พนักงานต่างชาติ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงและช่างเทคนิคเท่านั้น ที่เหลือทุกคนต้องเข้าร่วมโดยไม่มีข้อยกเว้น
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจถึงเหตุผลในการทำเช่นนี้ เหล่ามนุษย์ชีวภาพย่อมรู้ดีจึงไม่มีใครตั้งคำถาม พนักงานต่างชาติมาทำงานเพื่อเงินจึงไม่ใส่ใจจะถาม แต่สำหรับผู้บริหารที่เป็นชาวจีนในยุคนี้บางคนกลับไม่เข้าใจ และถึงกับเกิดความเข้าใจผิดไปไกล
ยกตัวอย่างเช่น เว่ยซูนัน วิศวกรใหญ่ฝ่ายก่อสร้างที่รู้สึกตื่นเต้นอย่างออกนอกหน้า เขาอดไม่ได้ที่จะถามว่า "ท่านประธาน ทำไมต้องให้พวกเขาฝึกทหารด้วยครับ... หรือว่าท่านเตรียมจะปลุกระดม? ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมเองก็ขอเข้าร่วมฝึกด้วยคนครับ!!"
"คุณคิดไปถึงไหนกันเนี่ย?" เหวินเต๋อซื่อรู้สึกขำปนระอา แต่ก็ยังอธิบายให้ฟัง "ระดับการศึกษาของจีนในตอนนี้ต่ำเกินไป และค่านิยมแบบสังคมเกษตรกรรมนั้นหยั่งรากลึกเกินไป ทำให้คนพวกนี้ใช้ชีวิตตามใจตัวเองมากเกินไป ซึ่งไม่เหมาะกับการเป็นคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมเลยแม้แต่น้อย เราจำเป็นต้องใช้การฝึกทหารเพื่อปลูกฝังวินัยพื้นฐานและสุขอนามัยให้พวกเขาในเวลาที่สั้นที่สุด"
เมื่อพูดถึงจุดนี้ เหวินเต๋อซื่อก็อดไม่ได้ที่จะถอนใจ ความจริงอย่าว่าแต่ชาวนาในยุคนี้เลย แม้แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 แรงงานที่มาจากชนบทก็ยังขาดระเบียบวินัยไม่ต่างจากบรรพบุรุษของพวกเขานัก แม้ว่าการไร้วินัยจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต พวกเขาก็ยังคงทำเหมือนเดิม จนแม้แต่รัฐบุรุษยังเคยกล่าวว่า "ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาชาวนา"
แม้แต่ยอดคนระดับนั้นยังมองว่าเป็นเรื่องยาก เหวินเต๋อซื่อจึงไม่คิดว่าตนเองจะทำสำเร็จได้โดยง่ายด้วยคำพูด เขาจึงเลือกใช้กระบวนการคิดย้อนกลับ ในเมื่อการสอนด้วยวาจามันเห็นผลช้า ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นการสอนด้วยร่างกายตามแบบแผนดั้งเดิมแทน ดังคำกล่าวที่ว่า "รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี" ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่บรรพบุรุษสั่งสมมานับพันปี
จากสถานการณ์ปัจจุบัน วิธีนี้ดูจะได้ผลดีเยี่ยมกว่าการศึกษาที่อ่อนโยน เพราะมันเข้าถึงจิตวิญญาณและช่วยให้จดจำได้ดีกว่า ในทางชีววิทยา ความเจ็บปวดคือสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความจำให้กับสิ่งมีชีวิตได้ดีที่สุด และมนุษย์เองก็เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเช่นกัน
ถึงแม้พนักงานใหม่เหล่านี้จะถูกลงโทษด้วยไม้พลอง แต่เหล่าครูฝึกที่เย็นชาก็ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวพวกเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายหรือการดูหมิ่นเลยแม้แต่น้อย นี่คือผลการวิจัยทางจิตวิทยาจากโลกอนาคตที่ว่า การดุด่าไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยให้แก้ไขความผิดพลาด แต่ยังจะไปทำลายกำลังใจและความกระตือรือร้นของพวกเขา ครูฝึกจึงเลือกใช้เพียงไม้พลองเพื่อให้ร่างกายของพวกเขาจดจำความผิดพลาดแทน
เหวินเต๋อซื่อเชื่อมั่นในแนวคิดที่ว่า ความเชื่อมั่นและเจตจำนงคือรากฐานของมนุษย์ และการดูหมิ่นจะทำลายสิ่งนั้น มีเพียงการลงโทษทางร่างกายด้วยไม้พลองหรือแส้อย่างถูกวิธีเท่านั้นที่จะช่วยเสริมสร้างความจำ และทำให้พวกเขาไม่กล้าทำผิดพลาดอีก ในขณะเดียวกันมันยังเป็นการฝึกความเข้มแข็งของเจตจำนงมากกว่าจะทำลายมันลง เหมือนที่คนโบราณบอกว่าไม้พลองสร้างลูกกตัญญู แต่ไม่เคยมีใครบอกว่าการดุด่าประจานจะสร้างคนดีได้นั่นเอง
(จบแล้ว)