- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 3 - แผนการเริ่มต้น
บทที่ 3 - แผนการเริ่มต้น
บทที่ 3 - แผนการเริ่มต้น
บทที่ 3 - แผนการเริ่มต้น
"อืม ดูเหมือนว่าตอนนี้จะกลับไปไม่ได้ชั่วคราวซะแล้ว ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ต้องเอาชีวิตรอดบนโลกเมื่อ 376 ปีก่อนให้ได้"
หลังจากนั่งถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มอยู่ไม่กี่นาที เหวินเต๋อซือก็กลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง และเริ่มวางแผนสำหรับอนาคตของตัวเอง
ปีนี้เหวินเต๋อซืออายุ 26 ปี เกิดในครอบครัวเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองชงจือ มณฑลดาวอังคาร เกิดและเติบโตในวัยเด็กที่เมืองหนานจิง ส่วนชีวิตนักศึกษาส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองเยว่กุ้ย มณฑลดวงจันทร์
ชีวิต 26 ปีที่ผ่านมาของเขาเรียบง่ายมาก หลังจากจบสาขาเครื่องกลจากวิทยาลัยเทคโนโลยีเยว่กุ้ย ก็เข้าทำงานที่ซิงเคอ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีภูมิหลังเกี่ยวข้องกับกองทัพ เริ่มจากรับผิดชอบงานซ่อมบำรุงเครื่องจักร ต่อมาถูกย้ายไปประจำการต่างดาวในตำแหน่งผู้จัดการและผู้จัดการทั่วไป เบื้องบนรับปากเขาว่าหลังจากทำงานต่างดาวครบห้าปี จะย้ายเขากลับโลกและจัดสรรตำแหน่งใหม่ให้
นับจนถึงตอนที่ข้ามเวลามา เหวินเต๋อซือทำงานในดาวบ้านนอกกันดารแบบนั้นมาสองปีแล้ว อีกแค่สามปีก็จะได้กลับโลก แต่เหตุการณ์ข้ามเวลาครั้งนี้ทำให้เขาได้กลับโลกเร็วกว่ากำหนด แน่นอนว่าเป็นโลกเมื่อ 376 ปีก่อน
ที่บ้านเขายังมีน้องชายและน้องสาวอีกอย่างละคน ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีคนดูแลพ่อแม่ แน่นอนว่าพอทางบ้านรู้ข่าวอุบัติเหตุคงเสียใจกันน่าดู แต่เหวินเต๋อซือก็จนปัญญา ในเมื่อกลับไปไม่ได้ ก็ได้แต่ภาวนาแล้ว อีกอย่างเขามีประกันชีวิตวงเงินสูงลิ่ว เงินก้อนนั้นน่าจะพอเลี้ยงดูพ่อแม่ได้สบายๆ
แต่เรื่องพวกนั้นเป็นปัญหาลำดับรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ จะทำยังไงให้กลมกลืนกับสังคมในยุคปัจจุบัน เหวินเต๋อซือไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ และไม่ใช่นักสังคมวิทยา ความรู้เกี่ยวกับยุคสมัยนี้ของเขามีน้อยเกินไป เรียกได้ว่ามืดแปดด้าน
................................................................................................
โชคยังดี แม้ฐานข้อมูลในอาคารสำนักงานจะไม่ใช่ฐานข้อมูลประวัติศาสตร์โดยเฉพาะ แต่ข้อมูลประวัติศาสตร์ทั่วไปก็มีอยู่อย่างครบถ้วน พอตั้งสติได้ เหวินเต๋อซือก็เริ่มเรียกข้อมูลประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานี้ออกมาจากฐานข้อมูล และเริ่มทำการศึกษา
"บัดซบ ต้องรออีกตั้ง 5 ปีกว่าจะปฏิวัติซินไฮ่ พรรคคอมมิวนิสต์กว่าจะก่อตั้งก็อีกตั้งสิบกว่าปี กว่าท่านผู้นำจะขึ้นสู่อำนาจก็ต้องรออีกสามสิบปี ฉันมาได้ผิดเวลาจริงๆ!" เหวินเต๋อซือรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ช่วงเวลาที่แทรกซึมเข้าสู่สังคมได้ง่ายที่สุดคือยุคโกลาหล ในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่มีใครมาสนใจที่มาที่ไปของคนอื่นหรอก แต่ยุคนี้กว่าจะถึงช่วงโกลาหลที่ใกล้ที่สุดก็ต้องรออีกห้าปี ช่างเป็นยุคสมัยที่น่ากระอักกระอ่วนจริงๆ
การจะแทรกซึมเข้าสู่สังคม ทางที่ดีที่สุดคือหาขั้วอำนาจสักฝ่ายเพื่อพึ่งพิง แม้จะเป็นการพึ่งพิงชั่วคราวก็ตาม
แต่ตอนนี้คุณเหวินเต๋อซือไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คน แม้จะพาอาคารสำนักงานข้ามเวลามาด้วย แต่ยุคนี้อย่างน้อยก็เป็นยุคอาวุธปืน จะหวังพึ่งของแค่นี้ไปต่อกรกับสังคมทั้งสังคม คงมีแต่คนสมองเพี้ยนเท่านั้นที่คิดได้ นี่มันก็แค่อาคารสำนักงาน ถึงจะมีของล้ำยุคอยู่เยอะ แต่มันไม่ใช่ยานรบทำลายดวงดาวสักหน่อย
"พับผ่าสิ จะไปเข้ากับฝ่ายไหนดีล่ะ?" พอคิดถึงตรงนี้บอสเหวินก็กลุ้มอีกแล้ว
ด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคจากอนาคตที่ติดตัวมา ถ้าไปเข้ากับพวกมหาอำนาจต่างชาติ รับรองว่าต้องได้รับความสำคัญ ได้กินหรูอยู่สบายแน่นอน แต่เขาไม่อยากทำแบบนั้น แม้เหวินเต๋อซือจะไม่ใช่คนดีศรีสังคมอะไร แต่เขาก็ยังมีบรรทัดฐานทางศีลธรรมขั้นพื้นฐานอยู่บ้าง
ส่วนพรรคปืนโต บอสเหวินก็ไม่อยากไป ไม่ว่าจะยุคของ 'ดร.ซุน' ผู้นำสมาคมถงเหมิง หรือยุคของ 'จอมพลเจียง' ผู้นำบริษัทขนส่งไคเชก เขาก็ไม่ชอบทั้งนั้น เพราะคนพวกนี้เชื่อถือไม่ได้ ไร้ความสามารถเกินไป จะหวังพึ่งคนพวกนี้ สู้หวังพึ่งขุนศึกขั้วอำนาจทางเหนือยังจะเข้าท่ากว่า อีกอย่างตอนนี้ดูเหมือนสมาคมถงเหมิงจะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานด้วยซ้ำ
รัฐบาลราชวงศ์ชิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้บอสเหวินจะเป็นชาวฮั่นจากโลกอนาคต ไม่ได้มีความแค้นฝังหุ่นกับราชวงศ์ชิงเหมือนชาวฮั่นในยุคนี้ แต่จะให้เขาไปรับใช้พวกแมนจู มันก็เป็นไปไม่ได้ เขาเป็นพวกชาตินิยมนะ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่รัฐบาลชิงตอนนี้เน่าเฟะจนกู่ไม่กลับ แค่ทรงผมหางเปียอันแสนอัปลักษณ์นั่น ก็เพียงพอที่จะทำให้บอสเหวินหมดอารมณ์แล้ว บอสเหวินไม่ใช่ 'สาวน้อยในนิยายรัก' ที่จะมีรสนิยมแปลกประหลาดขนาดนั้น ต่อให้เห็นแก่ความสบายใจของตัวเอง ก็ไม่มีทางไปเข้ากับพวกแมนจูเด็ดขาด
ต่อมาก็พรรคแดง แต่พรรคแดงยุคแรกๆ ก็ไม่ได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ โดยพื้นฐานก็เป็นแค่สาขาของโซเวียตในจีน สำหรับองค์กรประเภท 'จับอาวุธปกป้องโซเวียต' แบบนี้ บอสเหวินไม่ชายตามองหรอก
กว่าพรรคแดงจะกลายเป็นองค์กรที่พึ่งพาได้ ก็ต้องรอจนท่านผู้นำขึ้นมามีอำนาจนั่นแหละ แม้พรรคแดงจะมีปัญหาเยอะแยะ แต่ความสุขมันเกิดจากการเปรียบเทียบ เมื่อเทียบกับขั้วอำนาจสุดห่วยแตกกลุ่มอื่นที่พึ่งพาไม่ได้เลย อย่างน้อยพรรคแดงก็เป็นผู้ชนะในหน้าประวัติศาสตร์
ทว่า ยุคสมัยที่เขาอยู่ตอนนี้มันชวนให้หงุดหงิดหัวใจ ท่านผู้นำตอนนี้ยังเป็นแค่เด็กน้อย พรรคแดงเองก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา อืม แม้แต่โซเวียตเองตอนนี้ก็น่าจะยังเป็นแค่วุ้นอยู่เลยมั้ง
คิดไปคิดมา ในที่สุดบอสเหวินก็ตัดสินใจได้: "ยุคนี้ใครก็พึ่งไม่ได้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ในเมื่อไม่มีขาทองคำให้เกาะ งั้นตัวตูนี่แหละจะเป็นขาทองคำที่ใหญ่ที่สุดเอง! สร้างกองกำลังเองเลยแล้วกัน! ฉันมีสูตรโกงระดับฐานทัพอาคารสำนักงานอยู่ทั้งหลัง ไม่เชื่อหรอกว่าจะสร้างอิทธิพลขึ้นมาไม่ได้!"
"ในเมื่อฉันข้ามเวลามาแล้ว แสดงว่านี่คือลิขิตสวรรค์! ฉันมาตามบัญชาสวรรค์ จะกลัวอะไรวะ!" เหวินเต๋อซือกำหมัดแน่น ให้กำลังใจตัวเอง: "หึ ถ้าเป็นไปตามประวัติศาสตร์เดิม ประเทศจีนของเรายังต้องซวยไปอีกหลายสิบปี ในเมื่อฉันมาแล้ว ประวัติศาสตร์พวกนั้นจะต้องไม่เกิดขึ้น! ฉันจะพลิกชะตากรรมของประเทศจีน! เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย!"
................................................................................................
หลังตัดสินใจได้ เหวินเต๋อซือก็สั่งให้โดรนสำรวจทำการสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบต่อไป พร้อมทั้งทำแผนที่ภูมิประเทศและสำรวจแร่ธาตุไปด้วย อีกด้านหนึ่ง เขาเริ่มจัดระเบียบและตรวจนับทรัพยากรที่มีอยู่
"เสี่ยวเฟยเฟย สรุปรายการวัสดุและอุปกรณ์ทั้งหมดที่เรามีอยู่ตอนนี้ให้หน่อย"
"รับทราบค่ะ บอสเหวิน กำลังรวบรวมรายการวัสดุ กรุณารอสักครู่..." หนึ่งนาทีต่อมา คอมพิวเตอร์ควบคุมกลางก็รายงานผลการรวบรวม
อย่างแรกคือตัวอาคารสำนักงานนี้ ชื่อเต็มของมันคือ "สิ่งปลูกสร้างแบบชิ้นเดียวสำหรับดาวเคราะห์ที่ไม่ใช่รูปแบบโลก" เป็นโครงสร้างโลหะทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ภายนอกหุ้มด้วยเปลือกป้องกันหลายชั้นที่ทำจากวัสดุอัลลอยความแข็งแกร่งสูง เส้นใยนาโนคาร์บอนซิลิคอน เซรามิกความแข็งแกร่งสูง และอัลลอยตะกั่วแคดเมียมป้องกันรังสี สามารถป้องกันปัจจัยอันตรายต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุกกาบาตพุ่งชน รังสีต่างๆ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ความร้อนสูง ความเย็นจัด แก๊สพิษ หรือสิ่งมีชีวิต และยังสามารถเคลื่อนที่ระยะใกล้ด้วยระบบลอยตัวต้านแรงโน้มถ่วง
แต่หลังจากโดนพายุพลังงานปริศนาถล่ม เปลือกนอกก็เสียหายหนัก หลายจุดมีสายไฟโผล่ออกมา
จำนวนชั้นและโครงสร้างภายในของเจ้าสิ่งนี้ จะปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกค้า ไม่ได้เหมือนกันไปซะทีเดียว อย่างของเหวินเต๋อซือหลังนี้ เป็นอาคารอเนกประสงค์ที่เน้นฟังก์ชันสำนักงาน การส่งกำลังบำรุง และการผลิตหุ่นยนต์ชีวภาพเป็นหลัก
ภายในอาคารสำนักงานแบ่งออกเป็น 9 ชั้น 5 โซนใหญ่
ชั้นล่างสุดคือโซนอุปกรณ์ ชั้น 1 เป็นโซนอุปกรณ์พลังงาน เป็นที่ตั้งของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันและระบบขับเคลื่อนต้านแรงโน้มถ่วง ชั้น 2 เป็นโซนอุปกรณ์ดำรงชีพ มีชุดระบบผลิตออกซิเจนและบำบัดอากาศ ระบบปรับอากาศส่วนกลาง ระบบบำบัดและสังเคราะห์น้ำ ระบบสังเคราะห์อาหาร แต่โซนนี้เสียหายหนักที่สุด นอกจากระบบไฟฟ้าฟิวชันและระบบบำบัดอากาศที่เสียหายเล็กน้อย อุปกรณ์ที่เหลือแทบจะพังยับ หลายอย่างซ่อมไม่ได้แล้ว
ถัดมาคือโซนเพาะเลี้ยงเชิงนิเวศ กินพื้นที่ชั้น 3 ทั้งชั้น แบ่งเป็นโซนน้ำจืด โซนน้ำเค็ม โซนสัตว์บก โซนสัตว์ปีก โซนเพาะเลี้ยงพิเศษ โซนปลูกพืช ฯลฯ แม้โซนนิเวศนี้จะกินพื้นที่มาก แต่เป็นข้อบังคับของรัฐบาล หน่วยงานที่ประจำการบนดาวเคราะห์ที่ไม่ใช่โลกจะต้องติดตั้งโซนนิเวศ เพราะตัวอย่างในอดีตชี้ให้เห็นว่า หากใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นเวลานาน จะมีโอกาสเกิดโรคทางจิตเวชสูงมาก ดังนั้นสถานที่ทำงานต่างดาวในยุคหลังจึงถูกบังคับให้ติดตั้งโซนนิเวศ ถือเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์คุ้มครองแรงงาน
โซนนี้ไม่ค่อยเสียหายเท่าไหร่ แต่สิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงไว้ตายไปกว่าครึ่ง
ต่อมาคือโซนการแพทย์และปรับแต่งพันธุกรรมที่กินพื้นที่ชั้น 4 ทั้งชั้น ที่นี่มีระบบสำหรับปรับแต่งหุ่นยนต์ชีวภาพครบชุด แบ่งเป็นอุปกรณ์ปรับแต่ง ถังเพาะเลี้ยง ระบบสร้างตัวอ่อน ระบบแปลงวัตถุดิบชีวภาพ ระบบบันทึก/อ่านความทรงจำ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์การแพทย์เทียบเท่าโรงพยาบาลขนาดเล็ก รวมถึงห้องผู้ป่วยและห้องผ่าตัด โซนนี้ก็ได้รับความเสียหายหนัก อุปกรณ์การแพทย์ล้ำสมัยส่วนใหญ่พังเสียหาย ระบบปรับแต่งหุ่นยนต์ชีวภาพก็เสียหายในระดับต่างกันไป
สูงขึ้นไปอีกคือโซนคลังสินค้า ชั้น 5 มีคลังอาหาร: ภายในมีอาหาร ยา น้ำดื่มจำนวนหนึ่ง คลังของเบ็ดเตล็ด: มีเสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนหนึ่ง ห้องซ่อมบำรุง: ภายในมีอุปกรณ์ซ่อมบำรุงทั่วไป เครื่องกลึง และเครื่องมือจำนวนหนึ่ง คลังอะไหล่: ส่วนใหญ่เก็บชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ในนั้นมีหุ่นยนต์ทำเหมืองขนาดกลางสำรอง 8 ตัว หุ่นยนต์ทำเหมืองขนาดเล็ก 12 ตัว ชั้น 6 เป็นโรงเก็บยาน ภายในมียานบินขนาดเล็ก "เทียนสัว รุ่น 6" หนึ่งลำ โดรนสำรวจ 6 ลำ และโรงรถ ภายในมีรถสะเทินน้ำสะเทินบกแบบปิดมิดชิด 2 คัน
ความเสียหายที่นี่ก็รุนแรงเช่นกัน รถสะเทินน้ำสะเทินบก 2 คัน น่าจะพอยำรวมเป็นคันเดียวได้ เครื่องกลึงและอุปกรณ์หลายอย่างซ่อมไม่ได้แล้ว อาหาร ยา และของใช้กว่าครึ่งก็เจ๊งบ๊ง ความเสียหายของยานบินขนาดเล็กถือว่าไม่หนัก แต่บินขึ้นไม่ได้แล้ว หุ่นยนต์ทำเหมืองก็เสียหายไปหนึ่งในสาม
ชั้นบนสุดคือโซนทำงานและที่พักอาศัย ชั้น 7 คือโซนสำนักงาน มีห้องทำงาน ฐานข้อมูล ห้องประชุม ห้องวิเคราะห์แร่ ห้องควบคุมกลาง และระบบควบคุมการบิน ชั้น 8 เป็นโซนที่พักอาศัย มีเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนหนึ่ง แบ่งเป็นห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องรับแขก ห้องฟิตเนส ห้องหนังสือ และห้องเก็บของ ชั้น 9 เป็นโซนข่าวกรอง มีระบบสื่อสารข้ามดวงดาวหนึ่งชุด ระบบเรดาร์อเนกประสงค์หนึ่งชุด
ความเสียหายที่นี่ถือว่าเบาที่สุด แต่ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างก็พัง หรือพังไปบางส่วน
ปัจจุบัน ทรัพย์สินภายในอาคารสำนักงานที่เป็นของลูกน้องเหวินเต๋อซือ เหลืออยู่แค่นี้: เลขาหุ่นยนต์ชีวภาพกู้เสี่ยวลวี่ 1 คน ช่างเทคนิคหุ่นยนต์ชีวภาพ 2 คน ยามหุ่นยนต์ชีวภาพ 4 คน หุ่นยนต์ซ่อมบำรุง 4 ตัว หุ่นยนต์แม่บ้าน 3 ตัว หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย 2 ตัว หุ่นยนต์ทำเหมืองขนาดกลาง 4 ตัว และหุ่นยนต์ทำเหมืองขนาดเล็ก 9 ตัว
"อืม ของพังไปตั้งเยอะ... แบบนี้ต้องวางแผนดีๆ ซะแล้ว!" เหวินเต๋อซือครุ่นคิด จากการประเมินของคอมพิวเตอร์หลัก นอกจากอุปกรณ์ที่กู้คืนไม่ได้แล้ว ด้วยเงื่อนไขที่มีอยู่ตอนนี้ หากจะซ่อมให้กลับมาสมบูรณ์ทั้งหมด อย่างต่ำๆ ก็ต้องใช้เวลา 30 ปี!
(จบแล้ว)