- หน้าแรก
- ยอดกุนซือทะลุมิติ ช่วยจิ๋นซีสร้างมหาอาณาจักร
- บทที่ 6 ข้าวฟ่างเหลืองและขนมเค้กพุทราจีน
บทที่ 6 ข้าวฟ่างเหลืองและขนมเค้กพุทราจีน
บทที่ 6 ข้าวฟ่างเหลืองและขนมเค้กพุทราจีน
บทที่ 6 ข้าวฟ่างเหลืองและขนมเค้กพุทราจีน
เมื่อเห็นหลานชายทำตัวน่าเอ็นดู จูเซียงที่เพิ่งยั่วโมโหหลานไปหยกๆ ก็ต้องกลั้นขำจนตัวสั่น
เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เด็กเล็กจะเล่นของเล่นไปส่งเสียงประกอบไป หากเจ้ามนุษย์ตัวจิ๋วที่กำลังส่งเสียง ‘โฮ่งๆ’ ผู้นี้มิใช่อนาคตจิ๋นซีฮ่องเต้ จูเซียงก็คงจะคิดเพียงว่าเขาน่ารักน่าชัง
แน่นอนว่าตอนนี้เขายิ่งรู้สึกว่าหลานชายคนนี้น่ารักเป็นทวีคูณ น่ารักเสียจนเขาอดใจไม่ไหวต้องอุ้มหลานชายตัวน้อยขึ้นมาหอมแก้มสักฟอดสองฟอด
และจูเซียงก็ทำเช่นนั้นจริงๆ เขารวบตัวอิ๋งเจิ้งที่กำลังเพลิดเพลินกับตุ๊กตาสุนัขไม้แกะสลักขึ้นมาสู่อ้อมอก แล้วประทับจูบลงบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาของอิ๋งเจิ้งฟอดใหญ่
อิ๋งเจิ้งตกใจจนเผลอทำสุนัขไม้ในมือร่วงหล่น
ท่านอาจะทำอะไรน่ะ?!
"เอ้านี่" จูเซียงฉวยโอกาสตอนที่อิ๋งเจิ้งกำลังมึนงงจากการถูกจูบ ยัดหยกเจวี๋ยใส่มือหลานชายเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
เสวี่ยเหลือบมองแล้วเอ่ยทัก "หยกเจวี๋ยชิ้นนั้นเซี่ยถงทิ้งไว้ให้ท่านมิใช่หรือ? ท่านหวงแหนมันมาก ขนาดท่านหลินจะขอจับท่านยังไม่ยอม แล้วเหตุใดจึงมอบให้เจิ้งเอ๋อร์เล่า? ระวังเถิด ประเดี๋ยวเจิ้งเอ๋อร์จะทำหล่นแตกเอาได้"
เซี่ยถงคือบัณฑิตตกยากที่เคยมาอาศัยทำงานเป็นลูกมือในบ้านพวกเขา เขาเป็นคนร่างกายอ่อนแอ สุภาพอ่อนโยน และมีความเชี่ยวชาญด้านการคำนวณบัญชีเป็นเลิศ ทั้งจูเซียงและเสวี่ยต่างก็สนิทสนมกับเซี่ยถงมาก
เมื่อเซี่ยถงเก็บหอมรอมริบเงินได้มากพอและเอ่ยปากว่าจะออกเดินทางไปแสวงหาความก้าวหน้ายังแคว้นอื่น สองสามีภรรยาถึงกับยอมนำเงินเก็บในบ้านไปแลกเป็นทองคำเค้กหนักหนึ่งตำลึงเพื่อมอบให้เซี่ยถงติดตัวไป
คำว่า 'ทอง' ในยุคนี้ส่วนใหญ่มักหมายถึงทองเหลือง ทว่าเนื่องจากแคว้นฉู่มีเหมืองทองคำและมั่งคั่งร่ำรวย จึงนิยมมอบทองคำเป็นของกำนัล ทำให้มีทองคำหมุนเวียนในตลาดอยู่บ้าง ทองคำเค้กที่จูเซียงมอบให้เซี่ยถงนั้นคือทองคำแท้ๆ
ในแง่ของมูลค่า ทองคำหนึ่งตำลึงมีค่าประมาณหนึ่งพันเหรียญแคว้นจ้าว แต่เนื่องจากมันหมุนเวียนอยู่เฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง จึงเป็นของล้ำค่าที่ประเมินราคาไม่ได้ในตลาดชาวบ้านทั่วไป มีเพียงคหบดีผู้มั่งคั่งเท่านั้นที่จะสะสมทองคำไว้
หากเซี่ยถงประสบเหตุไม่คาดฝันจนสูญเสียสัมภาระ ทองคำเค้กก้อนนั้นก็จะกลายเป็นทุนรอนให้เขาใช้ตั้งตัวและเอาชีวิตรอดได้ ไม่ว่าเขาจะไปตกรระกำลำบากอยู่ที่แคว้นใดก็ตาม
แม้จูเซียงจะทำงานหนักเพื่อสร้างฐานะมาหลายปี แต่ทองคำเค้กหนึ่งตำลึงก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะหามาได้ง่ายๆ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงน้ำใจไมตรีอันลึกซึ้งที่จูเซียงและเสวี่ยมีต่อเซี่ยถง
เซี่ยถงจึงตอบแทนน้ำใจด้วยการมอบหยกเจวี๋ยประจำตัวให้แก่จูเซียง โดยกล่าวว่าจะใช้หยกชิ้นนี้เป็นเครื่องยืนยัน หากวันหน้าเขาได้ดีมีวาสนา เขาจะกลับมาหาจูเซียงเพื่อแบ่งปันความมั่งคั่งอย่างแน่นอน
"เซี่ยถงลุกขึ้นได้จากความยากลำบาก เจิ้งเอ๋อร์ตอนนี้ก็กำลังตกทุกข์ได้ยากและรอวันผงาดเช่นกัน หยกเจวี๋ยชิ้นนี้เคยนำโชคดีมาให้เซี่ยถง มันย่อมต้องนำโชคดีมาให้เจิ้งเอ๋อร์ด้วยแน่" จูเซียงกล่าว "อีกอย่าง ข้าไม่รู้ว่าพวกชนชั้นสูงเขาเตรียมเครื่องรางอะไรให้ลูกหลานบ้าง แต่บ้านเดิมของเซี่ยถงเคยมีฐานะดี ของที่เตรียมไว้สำหรับพิธีฉลองครบรอบปีของลูกหลานย่อมต้องถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี"
เสวี่ยแย้ง "ท่านคิดมากไปแล้ว เดี๋ยวข้าถักเชือกแดงให้เจิ้งเอ๋อร์ใช้คล้องคอก็พอ"
จูเซียงหัวเราะร่า "เอาไว้ค่อยว่ากัน ไปกินข้าวเช้ากันเถอะ ข้าหิวจนไส้กิ่วแล้ว เจิ้งเอ๋อร์ พุงกะทิน้อยๆ ของเจ้าหิวหรือยัง?"
พูดจบ จูเซียงก็ตบพุงนุ่มนิ่มของอิ๋งเจิ้งเบาๆ
อิ๋งเจิ้งกำลังพิจารณาหยกเจวี๋ยในมือ พลางรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด แต่เมื่อได้ยินจูเซียงพูดถึงอาหารเช้า ท้องเจ้ากรรมก็ส่งเสียงร้องโครกครากตอบรับทันที ใบหน้าของเด็กน้อยแดงซ่านขึ้นมาฉับพลัน
"ข้า... ข้าเปล่านะ" อิ๋งเจิ้งรีบเอามือปิดท้อง
"ไปเถอะเจิ้งเอ๋อร์ ไปกินข้าวกัน!" จูเซียงอุ้มอิ๋งเจิ้งขึ้นแล้วเร่งเร้า "เสวี่ย เร็วเข้า ไม่งั้นข้ากับเจิ้งเอ๋อร์จะกินให้เกลี้ยง ไม่เหลือให้เจ้ากินนะ"
เสวี่ยวางงานเย็บปักถักร้อยลงแล้วลุกขึ้นยืนพลางบ่นอย่างระอา "ท่านพี่ เหตุใดท่านถึงทำตัวเป็นเด็กกว่าเด็กเสียอีก?"
อิ๋งเจิ้งที่ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมอกของจูเซียงแอบพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบๆ
เขาคิดว่าตัวเองซ่อนตัวมิดชิดแล้ว แต่จากมุมมองที่สูงกว่า มีหรือที่จูเซียงจะไม่เห็นหัวเล็กๆ ของอิ๋งเจิ้งที่ผงกขึ้นลงราวกับไก่จิกข้าวเปลือก?
จูเซียงก้มลงใช้คางถูไถศีรษะของอิ๋งเจิ้งแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจ "มีภรรยาสุดที่รักกับลูกน้อยอยู่เคียงข้าง นี่ไม่ใช่ความทำตัวเป็นเด็ก แต่เรียกว่าความสุขต่างหาก"
เสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหน้าแดงก้มหน้าลงแล้วเอ่ยแก้เขิน "ส่งเจิ้งเอ๋อร์มาให้ข้าอุ้มเถอะ"
"หา? ก็ได้" แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เสวี่ยถึงอยากอุ้ม แต่จูเซียงก็ยอมส่งอิ๋งเจิ้งให้
เสวี่ยผู้ไม่เคยเลี้ยงเด็ก โอบกอดร่างเล็กผอมบางไว้อย่างเก้ๆ กังๆ นางเลียนแบบจูเซียงด้วยการแนบใบหน้าที่ปราศจากเครื่องประทินโฉมลงกับแก้มเนียนนุ่มของอิ๋งเจิ้งเบาๆ
นางก้มมองเด็กน้อยที่ว่าง่ายในอ้อมแขน แล้วเงยหน้ามองสามีที่กำลังส่งยิ้มมาให้ รอยยิ้มจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางเช่นกัน "เจิ้งเอ๋อร์ตัวเบาหวิวเลย ต้องกินเยอะๆ นะ เด็กๆ ต้องจ้ำม่ำหน่อยถึงจะน่ารัก"
"ข้าก็คิดเช่นนั้น" จูเซียงเห็นด้วยเป็นที่สุด ลูกมังกรบรรพกาลตัวอ้วนกลมปุ๊กย่อมต้องน่ารักน่าชัง และต้องขุนให้อ้วนก่อนถึงจะยืดตัวสูงได้ในภายหลัง "ส่งเขามาให้ข้าเถอะ ข้าอยากอุ้มต่ออีกหน่อย!"
"ไม่ให้" เสวี่ยเร่งฝีเท้าเดินหนีจูเซียง พลางลูบศีรษะล้านเลี่ยนของอิ๋งเจิ้งอีกครั้ง
จูเซียง: "โอ๊ะ? นี่เจ้าเริ่มแย่งเด็กกับข้าแล้วรึ?"
อิ๋งเจิ้ง: "?"
ไม่เพียงแต่ท่านอาที่แปลกประหลาด แม้แต่ท่านน้าก็เริ่มแปลกไปกับเขาด้วย
อิ๋งเจิ้งพยายามขบคิดอย่างหนัก ทันใดนั้นท้องของเขาก็ร้อง 'จ๊อก' เสียงดัง ล้างสมองจนขาวโพลนไปหมด
เขาขยับตัวยุกยิก ซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นในอ้อมอกของท่านน้า เหม่อมองหยกเขียวที่มือกำไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ ไม่คิดจะสนใจเรื่องอื่นอีกต่อไป
อาหารเช้าวันนี้คือไข่ต้มและขนมเค้กข้าวฟ่างเหลืองผสมพุทราจีน
ธัญพืชหลักในยุคนี้ถูกเรียกรวมๆ ว่า 'เบญจธัญญาหาร' 'ฉธัญญาหาร' หรือ 'นวธัญญาหาร'
เบญจธัญญาหารที่บันทึกไว้ใน 'คัมภีร์หลี่จี้: ธรรมเนียมประจำเดือน' ได้แก่ ข้าวสาลี ถั่ว ข้าวฟ่าง กัญชง และข้าวฟ่างหางหมา ส่วนใน 'คัมภีร์ลวี่ซื่อชุนชิว' (ซึ่งยังไม่ได้เริ่มเรียบเรียงในยุคนี้) ได้เพิ่ม 'ข้าวเจ้า' เข้าไปเป็นฉธัญญาหาร ส่วนนวธัญญาหารนั้นก็เหมือนกับฉธัญญาหาร เพียงแต่แยกถั่วและข้าวสาลีออกเป็นถั่วเหลือง ถั่วแดง ข้าวสาลีใหญ่ และข้าวสาลีเล็ก
ในเวลานี้ ภาคใต้ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง การปลูกข้าวเจ้าในที่ราบภาคกลางตอนเหนือนั้นหาได้ยากยิ่ง ข้าวสาลีเป็นพืชพันธุ์ที่นำเข้ามาและเทคนิคการปลูกยังไม่สมบูรณ์ ถั่วและกัญชงนั้นย่อยยากและเป็นอาหารหลักของไพร่ฟ้า ดังนั้นข้าวฟ่างหางหมาจึงเป็นอาหารหลักอันดับหนึ่ง โดยมีข้าวฟ่างเหลืองมีความสำคัญรองลงมา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้าวฟ่างหางหมาและข้าวฟ่างเหลืองจะมีสถานะสูงส่งในตำรา แต่เนื่องจากความยากลำบากในการกะเทาะเปลือกและผลผลิตที่ค่อนข้างต่ำ ถั่วจึงกลายเป็นอาหารหลักของผู้คนทั่วไป
ใช้ถั่วทำข้าว ใช้ใบถั่วทำแกง ใน 'กลยุทธ์รณรัฐ' กล่าวไว้ว่า "อาหารของราษฎรส่วนใหญ่ประกอบด้วยข้าวถั่วและแกงใบถั่ว" สามัญชนเช่นจูเซียงจึงถูกเรียกว่า "พวกกินถั่ว" เช่นกัน
ตอนที่อิ๋งเจิ้งถูกทารุณกรรม ข้าวฟ่างและข้าวฟ่างเหลืองของเขาถูกบ่าวไพร่แย่งไป แล้วเอาข้าวถั่วที่บ่าวไพร่กินมาให้เขาแทน เขาจึงรู้ดีว่าข้าวฟ่างและข้าวฟ่างเหลืองนั้นล้ำค่าเพียงใด
ส่วนข้าวเจ้านั้น เป็นของเลิศรสที่เขาเคยเห็นเพียงแวบเดียวในเศษเสี้ยวความทรงจำจากความฝัน น่าเสียดายที่ความทรงจำเหล่านั้นไร้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เขาจึงไม่รู้ว่าข้าวเจ้านั้นรสชาติเป็นอย่างไร
เมื่อวานตอนที่อิ๋งเจิ้งได้กินโจ๊กนมแพะกับโจ๊กเนื้อสับ แม้จะมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่เพราะโจ๊กถูกเคี่ยวจนเละจึงมองไม่เห็นส่วนผสมดิบ ประกอบกับความตื่นตระหนกและหวาดระแวง เขาจึงไม่มีกะจิตกะใจจะใส่ใจมัน
แต่วันนี้ เมื่อเห็นว่าอาหารเช้าไม่เพียงมีขนมเค้กข้าวฟ่างเหลือง แต่ยังมีไข่ต้มด้วย อิ๋งเจิ้งก็ประหลาดใจเป็นที่สุด
เขาถามเสียงเบา "ท่านอา บ้านเรารวยมากเลยหรือ?" ตระกูลเดิมของท่านแม่รวยขนาดนี้เชียวหรือ?
จูเซียงที่กำลังช่วยอิ๋งเจิ้งปอกไข่ต้ม ร้อง "อ้อ" แล้วมองดูอาหารเช้าเรียบง่ายบนโต๊ะ ซึ่งสำหรับคนรุ่นหลังถือว่าเป็นอาหารธรรมดาสามัญ สีหน้าของเขาแฝงไว้ด้วยความเหงาและเศร้าสร้อยจางๆ ที่อีกสองคนบนโต๊ะไม่อาจเข้าใจ "ท่านอาของเจ้า ตอนนี้เป็นอาคันตุกะของท่านอัครเสนาบดีหลินเซียงหรูแห่งแคว้นจ้าว การเพาะปลูกในที่ดินศักดินาของตระกูลหลินล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของข้า ดังนั้นเมื่อเทียบกับผู้อื่นแล้ว เราถือว่าพอมีอันจะกิน อย่างน้อยก็ไม่ขาดแคลนอาหารให้เจิ้งเอ๋อร์กินหรอก"
อิ๋งเจิ้งไวต่อความรู้สึกของผู้คนมาก เขาสังเกตเห็นว่าท่านอาอารมณ์ไม่ดี จึงรีบหยิบขนมเค้กข้าวฟ่างยัดเข้าปากตัวเองทันที ไม่กล้าถามอะไรต่อ
ทันทีที่ขนมเค้กข้าวฟ่างเข้าปาก ดวงตาที่โตอยู่แล้วของอิ๋งเจิ้งก็เบิกกว้างขึ้น ก่อนจะหยีลงกลายเป็นพระจันทร์เสี้ยวสองดวงในทันใด
หวาน... หวานจัง อร่อยมาก!
อิ๋งเจิ้งผู้แทบจะไม่เคยได้ลิ้มรสความหวาน เคลิบเคลิ้มไปกับรสชาติของขนมเค้กข้าวฟ่างที่ปรุงรสด้วยน้ำตาลอ้อยทันที
อ้อยถูกนำเข้ามาในช่วงสมัยพระเจ้าโจวเซวียนหวาง เดิมเรียกว่า 'เจ้อ' (柘) และเพิ่งจะเปลี่ยนมาใช้ตัวอักษร 'เจ้อ' (蔗) ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ซึ่งทั้งสองคำสามารถใช้แทนกันได้ แม้ว่าอ้อยในปัจจุบันจะให้น้ำไม่มากนักและกรรมวิธีทำน้ำตาลทรายยังไม่ถูกค้นพบ แต่น้ำอ้อยก็เป็นเครื่องปรุงรสทั่วไปในครัวของผู้มีอำนาจและคหบดี
จูเซียงเป็นผู้ดูแลไร่นาของตระกูลหลิน อะไรที่ตระกูลหลินได้กิน จูเซียงก็ได้กินด้วย เขาจึงเก็บอ้อยบางส่วนมาเคี่ยวทำน้ำตาลก้อนเก็บไว้ ทำให้พวกเขายังคงได้ลิ้มรสความหวานแม้จะหมดฤดูอ้อยไปแล้ว จูเซียงยังมอบสูตรการทำน้ำตาลให้ตระกูลหลินแลกกับบ้านหลังใหญ่ที่พวกเขาอาศัยอยู่นี้
หลินเซียงหรูนำสูตรไปถวายกษัตริย์แห่งแคว้นจ้าว แต่ก็ล้มเหลวในการขอตำแหน่งขุนนางให้จูเซียงอีกครั้ง ได้กลับมาเพียงผ้าไหมหลวงไม่กี่พับ
แม้กษัตริย์แห่งแคว้นจ้าวจะไม่ยอมให้จูเซียงแสวงหาผลกำไรจากสูตรทำน้ำตาล โดยยึดกิจการน้ำตาลเป็นของหลวง แต่พระองค์ก็ทรงอนุญาตอย่างใจกว้างให้ตระกูลหลินและตัวจูเซียงเองสามารถผลิตและบริโภคน้ำตาลได้ ตราบเท่าที่ไม่แพร่งพรายสูตรแก่ผู้อื่น ดังนั้นครอบครัวของจูเซียงจึงยังคงมีน้ำตาลอ้อยกิน
ไม่มีเด็กคนไหนต้านทานรสหวานได้
ความเร็วในการกินขนมเค้กข้าวฟ่างพุทราจีนของเขาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ทำเอาจูเซียงตกใจจนต้องวางไข่ต้มที่ปอกไปได้ครึ่งหนึ่ง แล้วแย่งขนมที่เหลือเกือบครึ่งชิ้นมาจากมืออิ๋งเจิ้ง
อิ๋งเจิ้งพยายามใช้มือเล็กๆ ปกป้องอาหารของตนแต่ไม่สำเร็จ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าตาทันที
"ค่อยๆ กินสิ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก ดื่มน้ำก่อน" จูเซียงยื่นถ้วยน้ำให้ "เรานึ่งขนมไว้เยอะแยะ ต่อให้เจ้ากินจนพุงแตกก็กินไม่หมด จะรีบไปทำไม?"
อิ๋งเจิ้งกะพริบตาไล่น้ำตา "ข้ายังกินได้อีกหรือ?"
จูเซียงหัวเราะ ความเหงาที่ฉายชัดบนใบหน้าเมื่อครู่จางหายไป "แน่นอน เมื่อกี้ข้าเพิ่งบอกไปไม่ใช่หรือว่าท่านอาของเจ้าไม่มีวันปล่อยให้เจิ้งเอ๋อร์อดอยาก"
อิ๋งเจิ้งประคองถ้วยน้ำขึ้นจิบ แล้วเงยหน้ามองขนมเค้กข้าวฟ่างในมือจูเซียงตาละห้อย
จูเซียงส่งขนมคืนให้อิ๋งเจิ้ง พลางกำชับอีกครั้ง "ค่อยๆ กิน โดยเฉพาะเวลาเคี้ยวโดนพุทรา อย่าลืมคายเมล็ดออกมาด้วย"
ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของจูเซียง อิ๋งเจิ้งจำใจต้องลดความเร็วในการกินลง และดวงตาของเขาก็กลับมาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวอีกครั้ง
จูเซียงหันกลับมาปอกไข่ต่อ พลางหันไปหยอกเย้ากับเสวี่ย "การเลี้ยงเด็กนี่งานหนักจริงๆ ว่าไหม?"
เสวี่ยจดจำข้อควรระวังที่ว่า 'เด็กไม่ควรกินเร็วเกินไป' ไว้ในใจอย่างแม่นยำ แล้วตอบว่า "ใช่"
ดวงตาพระจันทร์เสี้ยวของอิ๋งเจิ้งชะงักค้าง เขา... เขาถูกรังเกียจแล้วหรือ?
จูเซียงวางไข่ที่ปอกเสร็จแล้วลงในชามใบเล็กตรงหน้าอิ๋งเจิ้ง "กินไข่ก็ต้องค่อยๆ กินเหมือนกัน ถ้าไม่คุ้นรสไข่ต้มก็จิ้มซอสเอานะ กินไข่เยอะๆ จะได้ฉลาด ห้ามเลือกกินเด็ดขาด"
ไข่ต้มก็เป็นของดีที่พวกบ่าวไพร่ชอบขโมยไปกิน ท่านอาอุตส่าห์ปอกไข่ให้เขาเองกับมือ แสดงว่าไม่ได้รังเกียจเขา อิ๋งเจิ้งลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขารีบยัดขนมเค้กข้าวฟ่างเข้าปาก เคี้ยวจนแก้มตุ่ย พ่นเมล็ดพุทราออก แล้วเอื้อมมือไปหยิบไข่ต้มมากัดคำเล็กๆ
ดวงตาพระจันทร์เสี้ยวของอิ๋งเจิ้งเบิกกว้างขึ้นก่อนจะกลับมาหยีลงอีกครั้ง ไข่ต้มอร่อยมาก~
"ลองจิ้มซอสที่ท่านอาทำดูสิ" จูเซียงเลื่อนจานใบเล็กที่ใส่ซอสเห็ดไปตรงหน้าอิ๋งเจิ้ง
อิ๋งเจิ้งเอาไข่จิ้มซอสเห็ดสีเข้มเล็กน้อย แล้วกัดอย่างระมัดระวังอีกครั้ง ราวกับกลัวว่าถ้ากัดแรงไป ไข่จะบินหนีไปกระนั้น
ทันทีที่กัดคำนั้น อิ๋งเจิ้งผู้ซึ่งได้ลิ้มรสเห็ดเป็นครั้งแรกในชีวิต รู้สึกเหมือนต่อมรับรสถูกกระแทกด้วยรสอูมามิอันเข้มข้น น้ำลายสอเต็มปากทันที
เขาพยายามกลืนน้ำลายลงคอ คิ้วเล็กๆ ขมวดเข้าหากัน สีหน้าดูลำบากใจอย่างยิ่ง
เพราะมันอร่อยเกินไป เขาเลยทำใจกัดคำที่สองไม่ลงจริงๆ
จูเซียงมองภาพนั้นแล้วแทบอยากจะเอามือปิดหน้าเหมือนพวก 'ลูกผู้ชายอกสามศอก' ในเว็บวิดีโออนาคต แทบจะละลายตายเพราะความน่ารัก
รู้ไหมว่าทำไมรายการเลี้ยงลูกสุดอบอุ่นใน Bilibili ถึงเรียกว่ารายการสำหรับ 'ลูกผู้ชาย'? ก็เพราะลูกผู้ชายตัวจริงเขาดูของแบบนี้กันไงเล่า!
"ท่านพี่ อย่าเอาแต่จ้องเจิ้งเอ๋อร์ ท่านเองก็กินบ้างสิ" เสวี่ยเอ่ยเตือน พยายามกลั้นขำเต็มที่
จูเซียงหัวเราะ "ช่วยไม่ได้นี่นา เจิ้งเอ๋อร์น่ารักเกินไป ข้ามองความน่ารักของเขาจนอิ่มแล้วเนี่ย"
อิ๋งเจิ้งที่กำลังประคองไข่ต้มที่ถูกกัดไปสองคำไว้ในมืออย่างทะนุถนอม เงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงงท่ามกลางความรู้สึก 'วิกฤต' แปลกๆ "น่ารัก?"
จูเซียงอธิบาย "น่ารักก็คือ น่าเอ็นดู น่ามอบความรักให้ ไงล่ะ"
หน้าของอิ๋งเจิ้งร้อนผ่าว เขาข้ามผ่านความรู้สึก 'วิกฤต' นั้นมาได้ แล้วก้มหน้าก้มตากินไข่ต่อ
ทำไมถึงถูกชมอีกแล้ว? เขาไปทำอะไรเข้าหรือ?
อิ๋งเจิ้งรู้สึกมึนงงไปหมด
"จริงด้วย" เสวี่ยมองอิ๋งเจิ้งที่กำลังแทะไข่ทีละนิด ความขุ่นเคืองสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจมลายหายไปจนหมดสิ้น
สามีที่ชุนฮวาทิ้งไปคือคนที่ดีที่สุดในโลก และเจิ้งเอ๋อร์ที่ชุนฮวาทิ้งไปก็คือเด็กที่ดีที่สุดในโลกเช่นกัน ความผิดอยู่ที่ชุนฮวา ไม่ใช่ที่สามีหรือเจิ้งเอ๋อร์
เสวี่ยช่วยปอกไข่อีกฟองให้อิ๋งเจิ้งแล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน "ท่านอาของเจ้าบอกว่ากินไข่ได้มากที่สุดวันละสองฟอง กินมากกว่านี้จะอาหารไม่ย่อย เอ้า กินอีกฟองสิ"
อิ๋งเจิ้งเลียนิ้วพลางตอบอย่างประหม่า "ขะ-ขอบคุณขอรับ ท่านน้า"
เสวี่ยขมวดคิ้วแล้วหันไปพูดกับจูเซียง "เจิ้งเอ๋อร์กลัวข้า"
จูเซียงกลืนขนมเค้กข้าวฟ่างลงคอ "เป็นเรื่องปกติที่เขาจะกลัวเจ้า ข้าเองยังกลัวเจ้าเลย ในบ้านนี้เจ้าใหญ่ที่สุด ข้ากับเจิ้งเอ๋อร์ต่างก็ต้องอาศัยใบบุญเจ้า ใครบ้างจะไม่กลัวประมุขของบ้าน จริงไหมเจิ้งเอ๋อร์?"
อิ๋งเจิ้ง: "พรูด... แค่กๆๆ"
เสวี่ยรีบลูบหลังอิ๋งเจิ้ง "ท่านพี่! ห้ามพูดเล่นเวลากินข้าว! เจิ้งเอ๋อร์ เป็นอะไรไหม?"
อิ๋งเจิ้งรีบดื่มน้ำอึกใหญ่ กลั้นไอแล้วตอบ "ข้า... ข้าไม่เป็นไรขอรับ"
จูเซียงยกมือยอมแพ้ "ความผิดข้าเอง แต่ข้าไม่ได้พูดเล่นนะ"
เสวี่ย: "ท่านพี่!"
อิ๋งเจิ้งมองจูเซียงที่แอบขยิบตาให้เขา ไม่รู้ทำไม เขาถึงอดขำไม่ได้
จูเซียงลดมือลงแล้วหัวเราะ "เห็นไหม เขาไม่ได้กลัวเจ้า แค่เกร็งนิดหน่อย ข้าพูดจริงนะ เด็กๆ มีสัญชาตญาณรู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในบ้าน เจิ้งเอ๋อร์คงรู้ว่าเจ้าเก่งที่สุดในบ้านเรา เลยอยากจะทำตัวดีๆ ให้เจ้าเอ็นดู ก็เลยเกร็งๆ ไปบ้าง จริงไหมเจิ้งเอ๋อร์?"
อิ๋งเจิ้งเออออตามน้ำไปกับจูเซียง "อื้อ ข้าไม่ได้กลัวท่านน้า แค่ตื่นเต้นนิดหน่อย"
"อย่างนั้นหรือ? เจ้าพูดถูก เจ้าเพิ่งมาอยู่ใหม่ ข้ากับท่านอาของเจ้ายังเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเจ้า" เสวี่ยเช็ดหน้าให้อิ๋งเจิ้ง เลิกติดใจเรื่องที่อิ๋งเจิ้งกลัวนาง "ข้าต้องขอโทษด้วย น้าใจร้อนเกินไปหน่อย"
นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ใหญ่มาขอโทษเขา อิ๋งเจิ้งรู้สึกทำตัวไม่ถูก
จูเซียงสอนวิชามาร "เจิ้งเอ๋อร์ ถ้าไม่รู้จะตอบยังไง เวลานี้ก็แค่ยิ้มเข้าไว้ มาสิ ทำตามท่านอา ยิ้มแบบนี้"
จูเซียงฉีกยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มการค้าแบบที่มักเห็นในรูปติดบัตรประชาชน
อิ๋งเจิ้งเชื่อสนิทใจ พยายามฉีกยิ้มตาม เอียงคอเล็กน้อย แล้วมองปฏิกิริยาของเสวี่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เสวี่ยสูดหายใจเฮือก น้ำตาคลอเบ้าทันที
อิ๋งเจิ้งตกใจ "ท่านน้า?!"
เสวี่ยก้มลงกอดอิ๋งเจิ้ง ลูบหลังเขาเบาๆ พลางสะอื้น "น้าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แค่... การที่มีเด็กหน้าตาเหมือนท่านพี่ขนาดนี้มาอยู่ด้วย มันทำให้ข้าดีใจเหลือเกิน"
อิ๋งเจิ้งที่ถูกเสวี่ยกอด ตัวแข็งทื่อ
จูเซียงหุบยิ้ม ลุกขึ้นเดินไปหาเสวี่ย แล้วโอบกอดทั้งเสวี่ยและอิ๋งเจิ้งไว้ "ขอโทษนะเสวี่ย เป็นความผิดของข้าเอง"
เพื่อหายามารรักษาเขา เสวี่ยต้องเดินทางไกล โขกศีรษะขอความเมตตานับครั้งไม่ถ้วน และคุกเข่าอ้อนวอนเป็นเวลานานแสนนาน หลังจากนั้น เพื่อดูแลเขาในช่วงพักฟื้น เสวี่ยต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ร่างกายของเสวี่ยจึงไม่ค่อยแข็งแรงนัก
แต่สาเหตุที่พวกเขาไม่มีลูก ไม่ใช่เพราะสุขภาพของเสวี่ย แต่เป็นเพราะจูเซียงได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง
แม้จูเซียงจะเกิดมาพร้อมสติปัญญาแต่กำเนิด หรือถึงแม้ฤทธิ์น้ำแกงยายเมิ่งจะไม่แรงนัก แต่เขาก็ยังเป็นจูเซียงของยุคนี้ เพียงแต่มีเกร็ดความรู้จากชาติก่อนผุดขึ้นมาในหัวบ้างเป็นครั้งคราว ทำให้เขาฉลาดและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน และมีความทะเยอทะยานที่จะมีชีวิตที่ดีกว่า
ในช่วงที่ป่วยหนัก จูเซียงรู้สึกราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ร่างกายขยับไม่ได้ แต่จิตสำนึกกลับ "เห็น" ทุกอย่างที่เสวี่ยทำให้เขาอย่างชัดเจน
ในตอนนั้น พวกเขายังเป็นแค่เด็กทั้งคู่ ชุนฮวากวาดทรัพย์สินในบ้านไปจนเกลี้ยง แม้จะทิ้งเสบียงที่ขนไปไม่ได้ไว้บ้าง แต่สำหรับเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองสองคน การจะเอาชีวิตรอดไปด้วยกันนั้นยากลำบากเหลือเกิน
หากเขาตาย เหลือเสวี่ยเพียงลำพัง เสวี่ยต้องตายตามแน่
ตอนที่รู้ว่าถูกพี่สาวทิ้ง จูเซียงถอดใจที่จะมีชีวิตอยู่และอยากจะตามพ่อแม่ไปปรโลก
ต่อมา เขาพยายามยึดร่างของตัวเองไว้ พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่อยากทิ้งเสวี่ย ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
จากนั้น กำแพงกั้นระหว่างอดีตชาติและปัจจุบันชาติก็ทลายลง พลังอันมหาศาลผลักเขากลับเข้าสู่ร่าง
สองวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่ง
ไม่เพียงแต่ร่างกายจะค่อยๆ ฟื้นตัว แต่ความทรงจำเลือนรางในชาติก่อนดูเหมือนจะกลายสภาพเป็นหอสมุดในสมอง ให้เขาเปิดอ่านได้ตามใจชอบ ความรู้ใดๆ ที่เขาเคยจดจำในชาติก่อนสามารถเรียกใช้ได้ทุกเมื่อ
เขาได้ต้นทุนในการมีชีวิตรอด แต่ก็สูญเสียความเป็นไปได้ที่จะกลมกลืนไปกับยุคสมัยนี้ — ความทรงจำที่แจ่มชัดทำให้เขายึดมั่นในโลกทัศน์แบบคนสมัยใหม่ และนับจากนั้น เขาจะกลายเป็นคนแปลกแยกในยุคนี้ตลอดไป
หลังจากรอดตาย จูเซียงได้รับ 'ระบบ' ที่ปัจจุบันยังขึ้นสถานะว่า "กำลังเปิดใช้งาน"
ระบบไม่มี "AI บริการลูกค้า" คำสั่งทั้งหมดเป็นตัวหนังสือ
ตัวหนังสือบอกเขาว่า เขาควรจะตายไปแล้ว และระบบได้ช่วยให้เขาหลอมรวมกับเศษเสี้ยววิญญาณในอดีตชาติ เพื่อต่ออายุขัย
เป้าหมายของระบบคือการสังเกตการณ์ว่าผู้ข้ามภพที่มีจิตใจดีงามจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อโลกคู่ขนานอย่างไร ผู้ข้ามภพที่สร้างสายสัมพันธ์กับ "บุคคลในประวัติศาสตร์" ที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนโลกจะได้รับรางวัลจากระบบ อย่างไรก็ตาม หากโฮสต์ไม่ทำอะไรเลยก็ไม่มีบทลงโทษ ระบบจะไม่แทรกแซงชีวิตของโฮสต์
ระบบยังส่ง "นโยบายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว" มาให้ โดยระบุว่าจะบันทึกเฉพาะ "แรงกระเพื่อมทางประวัติศาสตร์" ไม่ใช่ชีวิตส่วนตัวของโฮสต์ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว
จูเซียงเชื่อ
ท้ายที่สุด ระบบเป็นผลผลิตของอารยธรรมมิติสูง การจะควบคุมเขานั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ หากตัวตนที่ทรงพลังขนาดบดขยี้เขาได้ง่ายๆ แสดงความปรารถนาดี มันย่อมเป็นเรื่องจริง เพราะไม่มีความจำเป็นต้องหลอกลวง อีกทั้งระบบก็ไม่มีข้อเรียกร้องอะไรจากเขา
ดังนั้นเมื่อระบบบอกจูเซียงว่า เขาได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง และจะไม่เหลือสายเลือดใดๆ ในโลกนี้ เขาก็เชื่อเช่นกัน
จูเซียงสามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ด้วยการส่งอิทธิพลต่อผู้อื่น แต่เขาไม่อาจให้คนตายไปแล้วมีทายาทสืบสกุลได้
เสวี่ยเป็นเพียงคนธรรมดาในยุคนี้ หญิงสาวโบราณธรรมดาที่ถือว่าการสืบทอดทายาทให้สามีอันเป็นที่รักเป็นความปรารถนาสูงสุดในชีวิต จูเซียงคิดว่าเขาไม่ควรฉุดรั้งเสวี่ยไว้
ดังนั้นหลังจากรู้เรื่องนี้ เขาจึงบอกความจริงแก่เสวี่ย เสนอตัวจะเป็นพี่น้องกับนาง เก็บเงินเป็นสินเดิมให้ และจะส่งนางออกเรือน
แล้วจูเซียงก็ได้รับฝ่ามือพิฆาตจากเสวี่ยจนหน้าบวมไปสองวัน
ช่างเป็นเรื่องราวที่เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง
ต่อมา จูเซียงรอจนอายุครบสิบแปดปี แต่งงานกับเสวี่ยที่เฝ้ารอมาหลายปี และประคับประคองกันมาจนถึงปัจจุบัน
พวกเขาเคยสูญเสียบ้าน เกือบสูญเสียชีวิต สูญเสียทุกอย่าง
จากนั้น พวกเขาก็รอดมาได้ และสร้างครอบครัวใหม่
ตอนนี้ พวกเขามีลูกแล้ว
ความเสียใจทั้งมวลได้รับการชดเชย และทุกอย่างจะสมบูรณ์ในที่สุด
"ขอบใจนะเจิ้งเอ๋อร์" จูเซียงจูบจุกผมเล็กๆ ของอิ๋งเจิ้ง "ขอบคุณที่มาเป็นครอบครัวของเรา เอ่อ ข้าควรขอบคุณชุนฮวาจริงๆ ใช่ไหม?"
แม้อิ๋งเจิ้งจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็กำลังใช้มือป้อมๆ สั้นๆ เช็ดน้ำตาให้ท่านน้าอย่างขยันขันแข็ง
น้ำตาของเสวี่ยหยุดไหลทันที นางดุเสียงเขียว "ห้ามท่านขอบคุณนางเด็ดขาด!"
จูเซียงหดคอ "โอเคๆๆ ไม่ขอบคุณ ไม่ขอบคุณจ้า!"
อิ๋งเจิ้ง: "..."
เขาเชื่อแล้ว ท่านน้าคือประมุขของบ้านตัวจริง!
หลังจากร้องไห้เสร็จ เสวี่ยก็รู้สึกเขินอายมาก นางใช้อ้างว่าต้องตัดชุด หมวก และรองเท้าให้อิ๋งเจิ้ง แล้วไล่ทั้งจูเซียงและอิ๋งเจิ้งออกจากห้อง บอกให้ไปเรียนหนังสือกับท่านอาจารย์ไช่ เสวี่ยยังยึดหยกเจวี๋ยของอิ๋งเจิ้งไป โดยบอกว่าจะถักเชือกแดงให้แล้วค่อยคืน
ท่านอาจารย์ไช่ เป็นบัณฑิตตกยากที่เดินทางตระเวนล็อบบี้ขอตำแหน่งขุนนาง สถานะคล้ายกับเซี่ยถง แต่หน้าตาน่าเกลียดกว่าเซี่ยถงมากนัก
ไหล่คนปกติจะลาดลง ไหล่ของเขาขนานไปกับพื้น รูจมูกคนปกติจะคว่ำลง รูจมูกของเขาชี้ไปข้างหน้า สันจมูกคนปกติจะโด่งขึ้น สันจมูกของเขาดูเหมือนถูกชกจนยุบ... แถมยังมีตาทั้งเล็กทั้งตี่ ขาโก่งได้รูป ผมเผ้ายุ่งเหยิงเป็นเอกลักษณ์ รูปลักษณ์ทั้งหมดนี้ที่ท้าทายมาตรฐานความงามของคนยุคนี้อย่างรุนแรง ทำให้การแสวงหาความก้าวหน้าทางราชการของเขาล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อท่านอาจารย์ไช่มาหานตานเพื่อขอตำแหน่งขุนนาง เหล่าขุนนางแคว้นจ้าวที่แทบจะตาบอดเพราะความอัปลักษณ์ของเขา ถึงกับโยนเขาและสัมภาระออกมานอกเมืองหานตาน
"ท่านอาของเจ้าแสดงพละกำลังอันยิ่งใหญ่ ไล่ตะเพิดพวกอันธพาลที่จะมาแย่งสัมภาระของท่านอาจารย์ไช่ แล้วพาเขากลับมาบ้าน ท่านอาจารย์ไช่ซาบซึ้งในน้ำใจท่านอามาก..."
จูเซียงย่อมไม่วิจารณ์รูปลักษณ์ของผู้อื่น เขาแค่กำลังโม้เรื่องความกล้าหาญของตัวเองให้อิ๋งเจิ้งฟัง
แล้วเขาก็โดนกอหญ้าปาใส่หัว
ท่านอาจารย์ไช่ที่กำลังให้อาหารม้าอยู่ที่หน้าประตู พูดอย่างหงุดหงิด "ใช่ๆๆ เจ้าพุ่งเข้าไปหาพวกอันธพาล แล้วก็โดนหมัดเดียวจอด ถ้าข้าไม่ชักกระบี่ออกมาทัน พวกอันธพาลคงต้องคุกเข่ากราบกรานขอร้องท่านหลินที่กำลังโกรธจัดไม่ให้ฆ่าล้างตระกูลพวกมันไปแล้ว"
จูเซียงแนะนำด้วยความจริงใจ "ท่านอาจารย์ไช่ แม้ท่านจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แต่ท่านขาดความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อได้ยินสหายโม้เรื่องตัวเองให้ลูกหลานฟัง ท่านไม่ควรฉีกหน้าเขา การทำลายภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของผู้ใหญ่ในใจเด็ก ถือเป็นบาปมหันต์นะ"
ท่านอาจารย์ไช่: "ถุย!"
อิ๋งเจิ้งมองท่านอาจารย์ไช่ผู้นี้ ซึ่งมีรูปลักษณ์โดดเด่นเกินมนุษย์มนา และรู้สึกว่าเขาเคยเห็นใบหน้าที่สะดุดตาเช่นนี้มาก่อนแน่นอน
ไช่... ไช่...
นี่มัน 'กังเฉิงจวิน' ไช่เจ๋อ ในอนาคตของข้ามิใช่หรือ!