เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ไก่นึ่งอบเกลือ

บทที่ 4 ไก่นึ่งอบเกลือ

บทที่ 4 ไก่นึ่งอบเกลือ


บทที่ 4 ไก่นึ่งอบเกลือ

เมื่อหลินจื้อหิ้วไก่อบเกลือห่อใบบัวขนาดใหญ่กลับมาถึงบ้าน หลินเซี่ยงหรูผู้เป็นบิดากำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ภายใต้แสงเทียนอันสว่างไสว

ทันทีที่เห็นหลินจื้อกลับมา หลินเซี่ยงหรูวางพู่กันลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง "เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เจ้ายังอุตส่าห์กินข้าวบ้านจูเซียงจนอิ่มหนำแล้วค่อยกลับมาอีกรึ?"

หลินจื้อยิ้มร่า ชูห่อใบบัวในมือขึ้นแล้วกล่าวว่า "ไก่นึ่งอบเกลือ ท่านพ่อจะรับสักหน่อยไหมขอรับ?"

หลินเซี่ยงหรูตอบทันควัน "เอาสิ!"

หลินจื้อสั่งให้คนนำไก่อบเกลือไปนึ่งให้ร้อน พลางเปรยขึ้นว่า "เห็นท่านพ่อยังเจริญอาหาร กินไก่เป็นมื้อดึกได้เช่นนี้ ลูกก็เบาใจ"

หลินเซี่ยงหรูแค่นเสียงฮึดฮัดทางจมูก ไม่ต่อความยาวสาวความยืด

ช่วงก่อนหน้านี้สุขภาพของเขาไม่สู้ดีนัก แต่หลังจากจูเซียงจัดตารางอาหารสามมื้อให้ใหม่ แทบไม่ต้องกินยา ร่างกายกลับแข็งแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด

เจ้าเฒ่าสารเลวเหลียนโพตอนเห็นเขาป่วยก็บีบน้ำตาเสียยกใหญ่ พอเห็นเขาหายป่วยกลับมาแข็งแรงก็เริ่มพูดจาถากถาง ทำเอาเขาโมโหจนคว้าไม้กวาดไล่หวดเหลียนโพไปจนสุดถนน

หลินจื้อเห็นบิดาอารมณ์เย็นลงบ้างแล้ว จึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วกล่าวว่า "ก็แค่รับเลี้ยงตัวประกันแคว้นฉินคนหนึ่ง จะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรกันนักเชียว? พูดวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็มีค่าเท่ากัน ทำไมท่านพ่อต้องรีบร้อนด้วย? อีกอย่าง ถึงข้าไม่กลับมารายงาน ท่านพ่อก็รู้ข่าวอยู่แล้วมิใช่หรือ?"

หลินเซี่ยงหรูแสยะยิ้ม "แค่รับเลี้ยงงั้นรึ? อนุภรรยาที่อิ๋รินรับมาจากหลวี่กู้เว่ย ดันกลายเป็นพี่สาวของจูเซียง บนโลกนี้มันจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นเชียวหรือ?!"

หลินจื้อถอนหายใจ "บังเอิญหรือไม่แล้วจะทำไมเล่าขอรับ? ตราบใดที่ฝ่าบาทไม่ทรงเรียกใช้จูเซียง จูเซียงก็ต้องถูกคนอื่นดึงตัวไปใช้งานไม่ช้าก็เร็ว จะให้พวกเรารั้งจูเซียงไว้รอความตายที่แคว้นจ้าวหรืออย่างไร? ท่านพ่อเองก็ชรามากแล้ว วันหน้าข้าคงปกป้องเขาไม่ได้"

แม้เขาจะหวังให้จูเซียงอยู่แคว้นจ้าวและร่วมงานกับเขามากเพียงใด แต่เขาก็ไม่อยากให้เพื่อนรักต้องฝังพรสวรรค์และอยู่อย่างไร้ค่าไปชั่วชีวิต และยิ่งไม่อยากเห็นเพื่อนต้องตายอย่างอยุติธรรม

แม้ว่าเขาจะเกลียดชังแคว้นฉินเข้ากระดูกดำก็ตาม

เมื่อหลินจื้อพูดต่อหน้าว่าบิดาใกล้จะไม้ใกล้ฝั่ง มุมปากของหลินเซี่ยงหรูกระตุกริกๆ เขาคว้าพู่กันที่ยังไม่ได้ใช้ขว้างใส่หน้าลูกชาย

หลินจื้อคว้าพู่กันไว้ได้ทัน วางกลับลงในที่เสียบ แล้วบ่นต่อ "ท่านพ่อ ท่านทุ่มเททำงานหนักมาหลายปี เอาตัวเองและตระกูลหลินทั้งตระกูลเป็นประกันเพื่อเสนอชื่อจูเซียง แต่ฝ่าบาทตรัสว่าอย่างไรบ้าง?"

หลินจื้อหันหน้าไปทางอื่น ดัดเสียงล้อเลียนด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

"เจ้าจูเซียงนั่นแซ่อะไร? ลูกเต้าเหล่าใคร?"

"สามัญชนไร้แซ่ไร้ตระกูลรึ?!"

"แล้วจูเซียงผู้นี้เรียนจบจากสำนักปราชญ์ท่านใด?"

"ไม่มีอาจารย์ด้วยรึ? ท่านหลิน ท่านกำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือเปล่า?!"

"เฮอะ!" หลินจื้อตบต้นขา เปลี่ยนท่านั่งคุกเข่ามาเป็นนั่งขัดสมาธิอย่างสบายอารมณ์ต่อหน้าบิดา "ไหนจะท่านผิงหยวนจวินที่พูดอีกว่า 'ท่านพ่อจะทำตัวเป็นท่านซิ่นหลิงจวินไปได้อย่างไร หากจะเลี้ยงดูปัญญาชน อย่างน้อยก็ต้องเป็นปัญญาชนจริงๆ ไม่ใช่ลากเอาพวกตัวสกปรกมอมแมมเข้ามาคบค้าสมาคมกับคนพาลจะทำให้เสียชื่อเสียงเอาได้'!"

"ขุนนางทั้งราชสำนัก แม้แต่เพื่อนรักของท่านพ่อ ท่านลุงเหลียนแม่ทัพใหญ่ผู้เก่งกาจ ก็ยังดูแคลนจูเซียง หาว่าสามัญชนหากอยากสร้างความชอบก็ควรไปสนามรบ จะมามุดหัวทำนาประสาผู้กล้าอะไรกัน?"

หลินเซี่ยงหรูปาพู่กันใส่อีกด้าม คราวนี้เล็งไปที่หน้าแข้งที่มีขนรุงรังของหลินจื้อที่โผล่ออกมาจากท่านั่งที่ไม่สำรวม หลินจื้อรับพู่กันไว้ได้อีกครั้ง วางกลับที่เดิม แล้วรีบจัดท่านั่งกลับมาสำรวมนอบน้อมดังเดิม

"พวกมันก็แค่คนโง่เขลา" หลินเซี่ยงหรูเอ่ยเสียงเรียบ "พวกตาบอด โดยเฉพาะเจ้าเฒ่าเหลียนโพ! หนุ่มๆ ก็ตาบอด แก่ตัวมายิ่งตาบอดหนักเข้าไปอีก!"

ในอดีตเหลียนโพเคยดูแคลนชาติกำเนิดอันต่ำต้อยของหลินเซี่ยงหรู และความชอบที่ได้มาเพียงเพราะฝีปาก แต่ภายหลังก็ยอมจำนนต่อคุณธรรมและความสามารถของหลินเซี่ยงหรู จนยอมแบกต้นหนามมาขอขมา ทั้งสองจึงกลายเป็นเพื่อนตายที่รู้ใจกันมาหลายปี

คำว่าเพื่อนตาย หมายถึงเพื่อนที่ด่าทอกันได้เต็มปาก ยามเอ่ยถึงเหลียนโพ หลินเซี่ยงหรูจึงเต็มไปด้วยโทสะและด่ากราดไม่ยั้ง

หากเหลียนโพยอมยืนข้างเขาและช่วยกันรับรองจูเซียง แม้จะให้จูเซียงดูแลแค่เรื่องการเกษตรของแคว้นจ้าว ความสามารถของจูเซียงย่อมทำให้จ้าวอ๋องละทิ้งอคติได้แน่

แต่คิดไม่ถึงว่าใจของเหลียนโพก็ถูกอคติบังตาเช่นกัน ขุนนางทั้งราชสำนักไม่มีใครยืนข้างหลินเซี่ยงหรูเลยสักคน

แม้หลินเซี่ยงหรูจะมีบรรพบุรุษที่รุ่งโรจน์ แต่หลังแคว้นหลินสิ้นชาติ เขาก็เหลือเพียงแซ่ตระกูล ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ต่างจากชาวบ้านร้านตลาด เขาจึงเข้าใจดีว่าในหมู่สามัญชนนั้นมีคนเก่งที่ไม่ด้อยไปกว่าขุนนาง

แต่เหล่าขุนนางแคว้นจ้าวกลับไม่ยอมรับความจริงข้อนี้

หลังจากเข้าสู่ยุคเจ็ดแคว้น แต่ละแคว้นต่างปฏิรูปบ้านเมืองให้เข้มแข็ง แคว้นจ้าวก็เช่นกัน

การปฏิรูปของจ้าวอู่หลิงอ๋องเน้นการทหาร "สวมชุดหูขี่ม้ายิงธนู" ทำให้แสนยานุภาพของแคว้นจ้าวเคยเกรียงไกรจนกดดันแคว้นฉินและแทรกแซงการสืบราชบัลลังก์ของแคว้นฉินได้

ทว่า มีเพียงแคว้นฉินและแคว้นฉู่เท่านั้นที่ปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน ทั้งระบบขุนนาง กฎหมาย และการทหาร

การปฏิรูปของทั้งสองแคว้นต่างถูกกลุ่มอำนาจเก่ากวาดล้างหลังกษัตริย์ผู้ริเริ่มสิ้นพระชนม์ แต่ข้อแตกต่างคือ หลังจากฉินอ๋องสังหารซางยางเพื่อระงับความโกรธแค้นของมหาชน พระองค์กลับยังคงใช้นโยบายใหม่ต่อไป ในขณะที่แคว้นฉู่ยกเลิกนโยบายใหม่ไปเกือบหมด

นโยบายสำคัญที่สุดที่แคว้นฉินสืบทอดต่อมาคือ การเปิดโอกาสให้สามัญชนได้รับบรรดาศักดิ์ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การทำศึก การทำนา หรือการประดิษฐ์เครื่องมือ เพื่อก้าวเข้าสู่ชนชั้น "ปัญญาชน"

แคว้นฉินตั้งอยู่ห่างไกลจากที่ราบภาคกลาง ปัญญาชนทั่วไปมักมองแคว้นฉินเป็นทางเลือกสุดท้าย กล่าวคือหากแคว้นอื่นไม่ต้องการพวกเขาแล้ว พวกเขาถึงจะยอมไปแคว้นฉิน

แคว้นฉินอาศัยการเก็บตกบุคลากรที่ถูกมองข้ามเหล่านี้ จนค่อยๆ ผงาดขึ้นเป็นผู้นำในเจ็ดแคว้น หลินเซี่ยงหรูมองเห็นชัดเจนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับระบบการขยายฐาน "ชนชั้นปัญญาชน" ของแคว้นฉินอย่างแน่นอน

"แคว้น" เปรียบเสมือนรถม้าที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง กษัตริย์ผู้บังคับรถสำคัญ ม้าศึกที่ควบตะบึงสำคัญ และไม้ทุกชิ้นบนรถม้าก็สำคัญเช่นกัน

รถม้าของแคว้นฉิน ม้าศึกอาจไม่ได้ดีกว่าแคว้นอื่น ตัวรถอาจไม่ได้ใหญ่โตกว่าใคร แต่ทุกรายละเอียดตั้งแต่ล้อรถไปจนถึงบังเหียนล้วนแข็งแรงทนทาน ทำให้รถม้าคันนี้วิ่งได้เร็วโดยไม่พังทลาย

ผู้มีพระคุณของหลินเซี่ยงหรู จ้าวฮุ่ยเหวินอ๋อง ตระหนักในข้อนี้ จึงกล้ามอบหมายงานสำคัญให้หลินเซี่ยงหรู บัณฑิตยากจนที่ได้รับการแนะนำจากขันทีชั้นผู้น้อย

กษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถของแคว้นอื่นก็ตระหนักเช่นกัน แม้ไม่กล้าเปลี่ยนระบบอย่างแคว้นฉิน แต่ก็พยายามขจัดอคติทางชนชั้นในการคัดเลือกคน

จ้าวอ๋ององค์ปัจจุบันมิใช่กษัตริย์ผู้ปรีชา วิสัยทัศน์และน้ำพระทัยด้อยกว่าพระบิดา จ้าวฮุ่ยเหวินอ๋อง อย่างเทียบไม่ติด

หลังจากหลินเซี่ยงหรูได้สูตรการทำกระดาษ เขารู้ทันทีว่าหากแคว้นจ้าวประกาศสิ่งประดิษฐ์วิเศษนี้ออกไป แรงดึงดูดต่อบัณฑิตยากจนคงเหนือกว่าระบบเลื่อนยศอันโหดหินของแคว้นฉินมากนัก เขาจึงใช้กระดาษหยั่งเชิงจ้าวอ๋อง

จ้าวอ๋องและขุนนางต่างต่อต้านเรื่องนี้

ตำราอันสูงส่งจะไปบันทึกบนกระดาษบางเบาที่ฉีกขาดง่ายและยุ่ยเมื่อโดนน้ำ แทนที่จะเป็นไม้ไผ่หรือหยกเนื้อแข็งได้อย่างไร? เพียงเพื่อลดต้นทุนให้คนจนซื้อตำราอ่านได้งั้นรึ?

คนไม่มีเงินซื้อตำรา ก็ไม่ควรริอ่านหนังสือแต่แรก

หลินเซี่ยงหรูเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง อ้างว่า "กระดาษใช้แทนผ้าป่านและใยกัญชงได้ ให้คนยากไร้ใช้กันหนาว"

จ้าวอ๋องเรียกประชุมขุนนาง สรุปว่ากระดาษแพงเกินกว่าจะเอามาห่มกันหนาว เรื่องจึงตกไป

หลินเซี่ยงหรูเลิกพูดเรื่องกระดาษทันทีและเพิ่มการคุ้มกันจวน

เป็นดังคาด หลังจากนั้นมีคนมาสืบข่าวเรื่องนี้ไม่ขาดสาย และมักมีมือสังหารปรากฏตัวรอบจวนเสมอ

หากไร้แรงสนับสนุนจากจ้าวอ๋อง สูตรทำกระดาษก็คือใบสั่งตายของจูเซียง ก่อนที่คนอื่นจะหาตัวจูเซียงเจอ หลินเซี่ยงหรูจึงรีบเสนอชื่อจูเซียงโดยอ้างความสามารถด้านการเกษตร

ชาวบ้านที่เก่งเรื่องทำนา ฟังดูเข้ากับความคาดหวังของทุกคน หลินเซี่ยงหรูคำนวณความดูแคลนที่คนมีต่อสามัญชนได้อย่างแม่นยำ และซ่อนจูเซียงไว้ใต้ปีกตระกูลหลินได้สำเร็จ คนที่มาสืบเรื่องกระดาษก็ค่อยๆ หายไป

จ้าวฮุ่ยเหวินอ๋องทรงให้ความสำคัญกับผลผลิตทางการเกษตรและเคยยกย่องชาวนาผู้เก่งกาจ หลินเซี่ยงหรูหวังจะใช้ทักษะการทำนาของจูเซียงดึงความสนใจจากจ้าวอ๋ององค์ปัจจุบัน

แต่หลินเซี่ยงหรูคาดไม่ถึงว่า วิธีการเพิ่มผลผลิตที่จูเซียงทดลองทำสำเร็จหลายอย่างในช่วงปีที่ผ่านมา จะยังไม่เพียงพอให้จูเซียงได้รับสถานะ "ปัญญาชน"

เสบียงอาหารไม่สำคัญหรือ?

สำคัญสิ! แม้แต่จ้าวอ๋องผู้ธรรมดาสามัญก็ยังรู้ว่าสำคัญ!

แต่เพียงเพราะชาติกำเนิดต่ำต้อย พวกเขาจึงเห็นว่าแค่ประทานเงินทองให้จูเซียงบ้าง ก็เพียงพอจะทำให้จูเซียงยอมถวายหัวรับใช้แคว้นจ้าวแล้ว

สถานะที่แตกต่างราวฟ้ากับเหว

หลินเซี่ยงหรูด่าจ้าวอ๋องไม่ได้ ก็ได้แต่ด่าเจ้าเฒ่าเหลียนโพที่ไม่ยอมสนับสนุนเขา หาว่าเหลียนโพตาบอดซ้ำสอง

เหลียนโพเองก็น้อยใจ

แม้เขาจะไม่ได้สนับสนุนหลินเซี่ยงหรูเรื่องจูเซียงอย่างออกหน้าออกตา แต่เขาก็ตบหน้าอกรับประกันว่าขอแค่ส่งจูเซียงมาเข้ากองทัพ เขาจะส่งหน่วยสังหารไปช่วยจูเซียงตัดหัวศัตรูมากองเป็นภูเขา สร้างความชอบให้จูเซียงเอง ตัดหัวมาสักหลายกอง ความชอบของจูเซียงจะไม่พอแลกตำแหน่งขุนนางเชียวรึ? เป็นจูเซียงเองต่างหากที่ไม่ยอม

พอเหลียนโพรู้ว่าจูเซียงไม่อยากไปรบ ก็บุกไปบ้านจูเซียง ด่าว่าเขาขี้ขลาดตาขาว แถมยังฉกหมูที่จูเซียงเพิ่งเลี้ยงโตไปกินหน้าตาเฉย ช่างหน้าหนานัก

หลินจื้อด่าขุนนางทั้งราชสำนัก หลินเซี่ยงหรูชี้หน้าด่าเหลียนโพ สองพ่อลูกถอดแบบกันมาไม่มีผิด หลังจากไก่นึ่งอบเกลือยกมาเสิร์ฟ ทั้งคู่ก็แบ่งไก่กันกินพลางบ่นกระปอดกระแปดใส่กระดูกไก่

หลินจื้อกินไก่ไปคนเดียวครึ่งตัว กระเพาะของเขาเป็นหลุมไร้ก้นอย่างที่จูเซียงว่าไว้จริงๆ

จูเซียงไม่รู้เลยว่าหลังจากหลินจื้อกลับไป สองพ่อลูกตระกูลหลินกำลังเดือดดาลแทนเขาอยู่

เขาฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ อาบน้ำให้อิ๋งเสี่ยวเจิ้ง แล้วเตรียมเข้านอนเตียงเดียวกัน

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเพิ่งถูกทอดทิ้งและยังเด็กมาก ให้ผู้ใหญ่นอนเป็นเพื่อนย่อมดีที่สุด

เสวี่ยอยากจะนอนกับอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง แต่ข้อแรก จูเซียงตัวติดกับจักรพรรดิน้อยตลอดเวลา ข้อสอง เสวี่ยผ่านความลำบากมามากจึงตื่นง่าย หากมีคนแปลกหน้านอนข้างๆ คงหลับไม่สนิท จูเซียงจึงไม่ยอมให้นางลำบาก

เสวี่ยเถียงไม่ชนะ จึงถอนหายใจ ปูที่นอนให้อาสองหลาน แล้วเดินจากไปโดยหันกลับมามองด้วยความเป็นห่วงทุกฝีก้าว

จูเซียงช่วยอิ๋งเสี่ยวเจิ้งเปลี่ยนชุดนอน ลูบหัวโล้นที่มีผมจุกสองข้างของเด็กน้อย "ท่านอาหญิงของเจ้าไม่เชื่อมือข้าเลย"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งถูกจูเซียงลูบหัวจนมึนงง

ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนใกล้ชิดเขาขนาดนี้

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งรู้ตัวว่าวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนรอบข้างนั้นผิดปกติ และไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่ทั่วไปดูแลเด็กอย่างไร เมื่อมาอยู่ในที่แปลกถิ่น ถูกญาติแปลกหน้าเลี้ยงดู เขาพยายามสงบเสงี่ยม ไม่ดื้อรั้นขัดขืน เพื่อไม่ให้เสียที่พึ่งพิงไปอีก

เจ็บแล้วจำ หลังจากถูกทอดทิ้งครั้งหนึ่ง อิ๋งเสี่ยวเจิ้งเรียนรู้ที่จะอดทน

แต่ว่า... การถูกท่านอาอุ้ม ถูกท่านอาหอมแก้ม ถูกท่านอานวดหัว ถูกชมว่าฉลาด ถูกฉีกเนื้อป้อนให้กิน ถูกท่านอาโต้เถียงแทนเมื่อมีคนพูดจาไม่ดีใส่... สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขาต้อง "อดทน" ด้วยหรือ?

ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งกอดศีรษะที่ถูกนวดจนอุ่น พลางครุ่นคิดอย่างมึนงง

"เอ้า นอนได้แล้ว" จูเซียงยิ้ม "หมอนบ้านอาทำจากแกลบและรำข้าว คืนนี้ลองนอนดูก่อน ถ้าไม่ชินพรุ่งนี้อาจะทำใบใหม่ให้"

"แกลบ? รำข้าว?" อิ๋งเสี่ยวเจิ้งใช้นิ้วจิ้มหมอนด้วยความสงสัย จนเกิดรอยบุ๋มเล็กๆ "หมอนไม่ได้ทำจากไม้หรือหินหรอกหรือ?"

จูเซียงลูบหัวกลมๆ ของอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง "อาไม่ชอบหมอนแข็งๆ เพราะหมอนแข็งทำแบบนี้ไม่ได้"

จูเซียงกางแขนออก ทิ้งตัวลงนอนดัง "ตุ้บ" หัวจมลงไปในหมอนดัง "ฟุ่บ"

ดวงตาของอิ๋งเสี่ยวเจิ้งที่มักเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอยู่แล้ว ยิ่งเบิกกว้างขึ้นไปอีก

จูเซียงยิ้ม "ลองดูสิ?"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งตะเกียกตะกายลงจากตักจูเซียง นั่งลงหน้าหมอนข้างๆ แล้วทิ้งตัวลงนอน "ตุ้บ"

หัวกลมเล็กจมลงไปในหมอนแกลบ ครึ่งศีรษะถูกโอบอุ้มไว้ จมูกได้กลิ่นหอมแดดของแกลบและรำข้าว

จูเซียงถาม "สบายไหม?"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งหรี่ตาพริ้ม "อื้ม!"

จูเซียงลุกขึ้นนั่ง "เอาอีกที!"

ทิ้งตัวลงนอน "ตุ้บ"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งลุกขึ้นบ้าง

ทิ้งตัวลงนอน "ตุ้บ"

สองอาหลานเล่นลุกนั่งทิ้งตัวกันอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งมีเสียงกระแอมแห้งๆ ดังมาจากหน้าประตู

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งรีบมุดเข้าอ้อมอกจูเซียงทันที จูเซียงปกป้องหลานชายตัวน้อย หันไปยิ้มแห้งๆ ให้ผู้มาเยือน "เสวี่ย ยังไม่นอนอีกเหรอ?"

เสวี่ยขมวดคิ้ว "นอนได้แล้ว"

"จ้ะ" จูเซียงรีบมุดเข้าผ้าห่ม

เสวี่ยเป่าเทียนข้างเตียงดับ ก่อนจะเดินออกไปก็ไม่ลืมกำชับ "อย่าดึกนัก รีบนอนซะ"

จูเซียงกำมุมผ้าห่มแน่น "จ้าๆ นอนเดี๋ยวนี้แหละ!"

เมื่อเสวี่ยจากไป อิ๋งเสี่ยวเจิ้งค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากผ้าห่มด้วยแววตาหวาดหวั่น

ไม่รู้ทำไม เขากลัวท่านอาหญิงคนนี้นิดหน่อย!

จูเซียงช่วยดึงผ้าห่มให้หลาน "ง่วงหรือยัง? ถ้าง่วงก็นอน ถ้ายังไม่ง่วงอาจะคุยเป็นเพื่อน คุยเบาๆ อาหญิงเจ้าไม่ได้ยินหรอก"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งนึกถึงบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร จึงขยับเข้าไปใกล้จูเซียง กระซิบถาม "ท่านอา ข้าจะได้กลับแคว้นฉินจริงๆ หรือ?"

จูเซียงตอบ "ได้กลับแน่นอน"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งส่งเสียง "อื้ม" เบาๆ แล้วถามต่อ "ตอนนี้ข้าเรียกตัวเองว่า 'กงจื่อเจิ้ง' (องค์ชายเจิ้ง) ถูกต้องหรือไม่? ข้าไม่อยากเป็นตัวตลกอีก"

จูเซียงตอบ "สมัยชุนชิว... ก่อนยุคเจ็ดแคว้น หลานของเจ้าแคว้นเรียกว่า 'กงซุน' แต่หลังจากยุคเจ็ดแคว้น ไม่ว่าลูกหรือหลานเจ้าแคว้นต่างก็เรียกว่า 'กงจื่อ' ได้ทั้งหมด ตอนนี้ลูกหลานผู้ครองแคว้นล้วนเรียกตนเองว่ากงจื่อได้ ดังนั้นเจ้าก็คือ กงจื่อเจิ้ง (องค์ชายเจิ้ง) โดยแท้"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งส่งเสียง "อื้ม" อีกครั้ง แล้วถามต่อ "ท่านอาบอกว่าราชวงศ์ฉินคือ 'ฉินอิ๋ง' ไม่ใช่ 'จ้าวอิ๋ง' แล้วเหตุใดคนจำนวนมากถึงแอบเรียกข้าว่า 'จ้าวเจิ้ง'? แม้ข้าจะรู้ว่าเป็นการดูถูก แต่ข้าไม่เข้าใจความหมายของการดูถูกนี้"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งคิดสักพัก แล้วเสริมว่า "คนนอกเรียกเช่นนี้ย่อมเป็นการลบหลู่ราชวงศ์ฉิน แต่หากคนแคว้นฉินเรียกข้าเช่นนี้ มิเป็นการลบหลู่พวกเดียวกันเองหรอกหรือ?"

จูเซียงไม่ทันสังเกตความนัยในประโยค "คนแคว้นฉินเรียกข้าเช่นนี้" ของอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง โดยเข้าใจว่าหมายถึงชาวฉินที่รับใช้อิ๋งเสี่ยวเจิ้ง

เขาดึงอิ๋งเสี่ยวเจิ้งมากอดแล้วฟัดแก้มแรงๆ "โธ่ เจิ้งเอ๋อร์ของอา ตัวแค่นี้คิดอ่านได้ขนาดนี้ ช่างฉลาดเหลือเกิน! เจ้าต้องเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในโลกแน่ๆ!"

เครื่องหมายคำถามลอยขึ้นเหนือหัวอิ๋งเสี่ยวเจิ้ง

ทำไมโดนชมอีกแล้ว? เพราะข้าถามคำถามงั้นรึ? ทำไมการถามถึงได้รับคำชม?

แม้จะไม่เข้าใจ แต่อิ๋งเสี่ยวเจิ้งก็แอบดีใจ

ถูกชมใครจะไม่ชอบ? เขาจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ให้จูเซียงฟัดแก้มได้ถนัดๆ

พอจูเซียงฟัดจนพอใจ ก็อธิบายให้ฟัง "พวกเขาเรียกเจ้าว่าจ้าวเจิ้ง ไม่ได้เรียกตามแซ่ตระกูล แต่จงใจสื่อว่าเจ้าเกิดในแคว้นจ้าว เป็นตัวประกันในแคว้นจ้าว และมารดาเป็นคนแคว้นจ้าว นี่เป็นการดูถูกจริงๆ หากเจ้ากลับแคว้นฉินแล้วมีคนมาดูถูกด้วยชื่อจ้าวเจิ้ง เจ้าก็ตอกกลับไปว่า ท่านพ่อของเจ้าก็เคยเป็นตัวประกันในแคว้นจ้าว เช่นนั้นเขาคือ จ้าวอิ๋ริน... ตอนนี้ต้องเรียกว่า จ้าว-จื่อฉู่ ด้วยหรือไม่?"

"อืม บารมีพ่อเจ้ายังไม่พอ แรงกระแทกยังน้อยไป เจ้าสวนกลับแบบนี้ดีกว่า... ท่านปู่ทวดของเจ้า จ้าวจอมราชันแห่งแคว้นฉินองค์ปัจจุบัน ก็เคยเป็นตัวประกันที่แคว้นเยียน ถามพวกมันซิว่ากล้าดูหมิ่นท่านปู่ทวดหรือไม่? การโต้เถียงต้องงัดจุดแข็งมาสู้ เลี่ยงจุดอ่อน ชาติกำเนิดและฐานะมารดาคือจุดอ่อนของเจ้าจริงๆ ดังนั้นเจ้าต้องเลี่ยงมัน แล้วใช้ความผิดพลาดของคู่ต่อสู้โจมตีกลับให้หนัก เข้าใจไหม?"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งพยักหน้ารัวๆ "เข้าใจแล้ว!"

จูเซียงยิ้ม "ครั้งเดียวเจ้าจำไม่ได้หรอก นอนซะเถอะ อาเห็นเจ้าตาจะปิดอยู่แล้ว วันหลังใครพูดอะไรให้เจ้าไม่สบายใจ มาบอกอา อาจะสอนวิธีด่ากลับให้ แต่ถ้าเป็นรุ่นเดียวกันเจ้าด่าเองนะ ถ้าเป็นผู้ใหญ่เดี๋ยวอาช่วยด่า!"

อิ๋งเสี่ยวเจิ้งพยักหน้าแรงขึ้น "อื้อ!"

ท่านอา... ท่านอาจะช่วยข้าด่าคนคืน? ท่านอาจะดูแลข้าตลอดไป และจะอยู่กับข้าตลอดไปแม้ข้าจะกลับแคว้นฉินแล้วใช่ไหม?

แม้จะเพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียว แต่อิ๋งเสี่ยวเจิ้งกลับรู้สึกวางใจอย่างประหลาด

เขาเหมือนลูกเจี๊ยบที่ซุกอยู่ใต้ปีกนกใหญ่ ขดตัวในอ้อมกอดของจูเซียงแล้วหลับสนิทไป

จูเซียงประหลาดใจมากที่เห็นอิ๋งเสี่ยวเจิ้งหลับเร็วขนาดนี้

เด็กทั่วไปที่เพิ่งถูกแม่ทิ้งย่อมต้องกระสับกระส่าย นอนไม่หลับมิใช่หรือ?

ต่อให้เขาดีกับจักรพรรดิน้อยแค่ไหน และเด็กจะมีสัญชาตญาณรับรู้ความหวังดีของคนอื่น แต่การเชื่อใจเร็วปานนี้มันไม่ออกจะใสซื่อไปหน่อยรึ?

หรือว่าเจิ้งเอ๋อร์ตอนนี้ คือมังกรน้อยผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ ใครดีด้วยนิดหน่อยก็เทใจให้หมดหน้าตัก?

จูเซียงพึมพำกับตัวเอง 'นิสัยโหดเหี้ยมก้าวร้าว'? ชุนฮวา เจ้านี่พูดจาเลอะเทอะจริงๆ

เขาหลับตาลง กอดมังกรน้อยผู้ว่านอนสอนง่าย แล้วหลับไปอย่างเป็นสุข

ปีที่ 53 แห่งพระเจ้าน่านหวังราชวงศ์โจว (262 ปีก่อนคริสตกาล) แคว้นหานซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อของแคว้นฉิน เว่ย จ้าว และฉู่ พ่ายแพ้สงครามอีกครั้ง แคว้นฉินยึดครองเมืองเย่หวังของแคว้นหาน กองทัพมุ่งหน้าสู่เขตซ่างตั่ง

เขตซ่างตั่งเป็นที่ราบสูง รายล้อมด้วยเทือกเขาไท่หาง เทือกเขาหวางอู และเทือกเขาไท่เย่ว์ ภูมิประเทศอันตราย ง่ายแก่การตั้งรับแต่ยากแก่การโจมตี สงครามยืดเยื้อมาปีกว่า ทหารฉินเหนื่อยล้า แม่ทัพหวังเหอจึงสั่งให้กองทัพพักฟื้นที่เมืองเย่หวังชั่วคราว

เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ องค์ชายจื่อฉู่ที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะ อาสาเดินทางมาปลอบขวัญทหารที่เย่หวัง

อันกั๋วจวิน บิดาของจื่อฉู่ เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทเมื่อสองปีก่อน ในฐานะบุตรบุญธรรมของฮูหยินหัวหยาง ชายาคนโปรดของอันกั๋วจวิน หากอันกั๋วจวินขึ้นครองราชย์ จื่อฉู่ย่อมได้เป็นรัชทายาทคนต่อไป การที่เขามาเยือนค่ายทหารจึงสร้างขวัญกำลังใจให้กองทัพฉินอย่างมาก

องค์ชายจื่อฉู่ผู้สูงส่งผู้นี้ คือตัวประกันแคว้นฉินนาม "อิ๋ริน" ที่เพิ่งหนีกลับมาจากแคว้นจ้าวเมื่อปีก่อน

แม้จะเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วง แต่อากาศยังไม่หนาวนัก ชายฉกรรจ์ในกองทัพยังคงถอดเสื้อฝึกซ้อม เหงื่อท่วมตัว แต่องค์ชายจื่อฉู่กลับสวมเสื้อขนสัตว์แล้ว

เสื้อคลุมขนแกะสีขาวบริสุทธิ์ คลุมทับด้วยผ้าไหมปักดิ้นดำ ยิ่งขับให้ผิวหน้าของเขาดูซีดขาว

องค์ชายจื่อฉู่นั่งอยู่หน้าเตาไฟ อ่านม้วนไม้ไผ่พลางไอโขลกขลกเป็นระยะ

ชีวิตตัวประกันที่ยากลำบากหลายปีทำให้สุขภาพเขาย่ำแย่ ฮูหยินหัวหยางสงสาร อยากให้เขาพักรักษาตัวที่แคว้นฉินให้นานกว่านี้ แต่เมื่อได้กลับมาแล้ว จื่อฉู่ย่อมอยากฉวยโอกาสแสดงความสามารถให้เสด็จปู่เห็น จึงเกลี้ยกล่อมมารดาบุญธรรมแล้วเดินทางมาเย่หวัง

เย่หวังและซ่างตั่งอยู่ติดกับแคว้นจ้าว ยืนบนหน้าผาสูงก็มองเห็นธงทิวตรงชายแดนแคว้นจ้าวได้

ที่นั่นคือสถานที่ที่เขามีความทรงจำอันเลวร้ายมากมาย

ม่านกระโจมถูกเลิกขึ้น นักดาบในชุดลำลองรีบรุดเข้ามา คุกเข่ารายงาน "นายท่าน ข่าวจากหานตานแจ้งว่า ท่านจูเซียงได้รับตัวนายน้อยกลับบ้านไปแล้วขอรับ"

องค์ชายจื่อฉู่วางม้วนไม้ไผ่ลง ชี้ไปที่เบาะรองนั่งข้างๆ เมื่อบ่าวคนสนิทนั่งลง เขาก็เอ่ยช้าๆ "ยอมบากหน้าไปขอขมาจูเซียงเพื่อลูก ก็นับว่านางยังมีความเป็นแม่คนอยู่บ้าง จูเซียงใจอ่อนยอมรับไว้ แต่เสวี่ยคงอาละวาดอยู่นานเลยสินะ?"

สีหน้าของบ่าวดูอึดอัดเล็กน้อย "นายท่าน คนสนิทของหลวี่กู้เว่ยสืบรู้มาว่า หลังจากฮูหยินหัวหยางและฮูหยินเซี่ยเริ่มหาภรรยาใหม่ให้นายท่าน นายหญิงก็นำนายน้อยไปทิ้งไว้หน้าประตูบ้านท่านจูเซียง ส่วนตัวนางหนีออกจากหานตานไปพร้อมกับคนสนิทของหลวี่กู้เว่ยก่อนหน้านั้นหลายวันแล้ว ก่อนหนี นายหญิงก็ไม่ได้ดูแลนายน้อยให้ดีนัก นายน้อยผอมโซจนน่าเวทนา"

"และ... และ..." สีหน้าของบ่าวเปลี่ยนไป กระซิบเสียงเบา "ดูเหมือนนายหญิงจะลักลอบมีความสัมพันธ์กับคนสนิทที่หลวี่กู้เว่ยทิ้งไว้ให้ ใครๆ ก็พูดกันว่านางกลายเป็นเมียใหม่ของคหบดีผู้นั้นไปแล้ว"

องค์ชายจื่อฉู่เงยหน้าขวับ สีหน้าตกตะลึง

ผ่านไปครู่ใหญ่ เขากุมหน้าผากแล้วหัวเราะลั่น "สมเป็นนางจริงๆ ดี ดีมาก ดูท่าวันข้างหน้านางคงเป็นพันธมิตรที่ใช้สอยได้สะดวกมือของหลวี่กู้เว่ย ข้าเบาใจแล้ว รับเลี้ยงแค่หลานชาย ไม่ต้องรับมือกับพี่สาวน่ารำคาญ จูเซียงเองก็คงโล่งใจเหมือนกันสินะ?"

บ่าวคนสนิททำหน้าไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม เจ้านายได้ยินว่าเมียทิ้งลูกหนีตามผู้ชายอื่น แต่กลับหัวเราะชอบใจเยี่ยงนี้หรือ

จบบทที่ บทที่ 4 ไก่นึ่งอบเกลือ

คัดลอกลิงก์แล้ว