- หน้าแรก
- ยอดเซียนสายเผ่น ขอเป็นที่หนึ่ง
- ตอนที่ 110 ศิษย์พี่ศิษย์น้องประลองหมาก ผลลัพธ์ยังไม่อาจล่วงรู้
ตอนที่ 110 ศิษย์พี่ศิษย์น้องประลองหมาก ผลลัพธ์ยังไม่อาจล่วงรู้
ตอนที่ 110 ศิษย์พี่ศิษย์น้องประลองหมาก ผลลัพธ์ยังไม่อาจล่วงรู้
ตอนที่ 110 ศิษย์พี่ศิษย์น้องประลองหมาก ผลลัพธ์ยังไม่อาจล่วงรู้
เกี่ยวกับเรื่องชีพจรวิญญาณใต้พิภพและค่ายกลกระบี่ทะเลเมฆา อันที่จริงในนิกายทะเลเมฆาก็ไม่นับว่าเป็นความลับสุดยอด
ผู้อาวุโสและที่ปรึกษาหลายคนต่างก็ล่วงรู้
มีเพียงตำแหน่งที่ตั้งของจุดศูนย์กลางค่ายกลเท่านั้นที่เป็นความลับ
แต่ทว่า ในหมู่ศิษย์รุ่นเยาว์ ส่วนใหญ่เพียงแค่รู้ว่ามีค่ายกลนี้อยู่ แต่กลับไม่ค่อยชัดเจนนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างค่ายกลและชีพจรวิญญาณใต้พิภพ
"เจ้าหนูเย่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ศิษย์รุ่นเยาว์เช่นเจ้าจะจัดการได้ เจ้าก็อย่าไปยุ่งเลย
เจ้าควรทำอันใดก็จงทำไป ก็ถือเสียว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น และอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้กับผู้ใด
ส่วนเรื่องราวหลังจากนี้ ย่อมมีคนมาจัดการเอง"
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลยื่นมือไปหยิบแผนที่ผ้าแพรตรงหน้าขึ้นมา ค่อยๆ พับเก็บ
เขาไม่ได้คืนแผนที่ให้เย่เฟิง แต่กลับเก็บมันไว้ในอกเสื้อของตนเอง
เย่เฟิงอ้าปาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอันใดออกมา
ถูกต้อง เรื่องเช่นนี้มีเพียงผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอวินัย และท่านอาจารย์อาเจ้าสำนักเท่านั้นที่จัดการได้ ตนเองก็ควรจะเฝ้าสุสานบรรพชนอยู่ที่นี่อย่างสงบเสงี่ยมต่อไป
ครู่ใหญ่ต่อมา เย่เฟิงกล่าว "ท่านผู้อาวุโส หากจับคนที่แอบดูดพลังวิญญาณจากชีพจรดินได้ ท่านอาจารย์อาเจ้าสำนักจะลงโทษอย่างไร"
"ตามกฎของสำนัก ส่วนใหญ่คงจะรอดชีวิตได้ยาก"
"โอ้ เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว" เย่เฟิงแยกเขี้ยวยิ้ม
"เจ้ายังจะดีใจอีกหรือ?"
เย่เฟิงกล่าว "คนโบราณกล่าวไว้ดี คนไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินย่อมลงทัณฑ์ เจ้าหมอนั่นคิดจะฆ่าข้า และก็ได้ฆ่าข้าไปแล้วครั้งหนึ่ง มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะฆ่าข้าเป็นครั้งที่สอง หากเขไม่ตาย ต่อไปข้าก็คงจะนอนไม่หลับแล้ว ระหว่างที่เขาตายกับข้าตาย ข้าย่อมต้องเลือกให้เขาตายสิ!"
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลเหลือกตา "คำพูดหยาบ แต่เหตุผลไม่หยาบ เอาล่ะ ที่ควรบอกข้าก็บอกเจ้าไปหมดแล้ว เจ้าไปยุ่งเรื่องของเจ้าต่อเถอะ จำคำพูดที่ข้าพูดกับเจ้าในวันนี้ไว้ให้ดี"
"อืม ข้าเข้าใจแล้ว"
เย่เฟิงลุกขึ้น ประสานมืออำลา
ชายชรากล่าว "เดี๋ยวก่อน ยังมีอีกเรื่อง เจ้าถูกลงโทษมาอยู่ที่นี่เพียงสามเดือน ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปเดือนกว่าแล้ว เจ้ายังจะตัดไผ่เขียวสนอีกมากมายขนาดนั้นไปทำอันใด? หรือว่าคิดจะสร้างครัวปักหลักอยู่ถาวร?"
"นั่นก็หาไม่ ข้าตั้งใจจะสร้างโรงบ่มยา ท่านผู้อาวุโส รออีกสองสามวันบ่มเสร็จแล้ว ข้าจะนำมาให้ท่านสักหน่อย..."
"โรงบ่มยา?" ผู้เฒ่าเฝ้าศาลยิ้มขมขื่นพลางส่ายหน้า
ไม่พูดเรื่องอื่น แค่มูลค่าในตลาดของไผ่เขียวสนต้นเดียว อย่างน้อยก็เพียงพอให้เย่เฟิงไปซื้อใบยาเหลืองในเมืองของโลกมนุษย์มาสูบได้สิบปีแล้ว
เจ้าเด็กนี่เพื่อที่จะได้สูบยาเพียงอึกเดียว ไม่เพียงแต่จะต้องบ่มยาด้วยตนเอง ยังจะต้องสร้างโรงบ่มยาขึ้นมาหลังหนึ่งอีก!?
นี่ต้องเป็นคนที่น่าเบื่อเพียงใด ถึงจะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้
เย่เฟิงอุ้มแตงโมเปลือกดำลูกใหญ่ลูกหนึ่ง เดินออกมาจากศาลบรรพชน
ในยามนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้เขาหงุดหงิดอยู่บ้าง
พลางเดิน พลางกวาดตามองไปรอบๆ ไม่หยุด
ในใจก็คิดว่าตกลงแล้วจะเป็นสตรีสามคนใดกันที่จะมาคุ้มครองตนเอง
เย่เฟิงรู้ดีว่า ด้วยมนุษยสัมพันธ์ของตนเองในนิกายทะเลเมฆา สตรีทั้งสามคนนี้ส่วนใหญ่คงจะไม่ใช่สหายของเขา น่าจะเป็นเบื้องบนที่คิดจะใช้ตนเอง เพื่อจับฆาตกรผู้นั้น
"ข้ากลายเป็นเหยื่อล่อแล้วหรือ?"
เย่เฟิงหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
เมื่อกลับมาถึงหน้าเรือนไม้ไผ่ เจ้าขนเขียวตัวน้อยก็กัดไก่ป่าอ้วนพีสามตัวจนตาย วางไว้ข้างเตาไฟแล้ว
เมื่อเห็นเย่เฟิงกลับมา เจ้าขนเขียวตัวน้อยก็กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะไม้ไผ่เป็นอันดับแรก ส่งเสียงจี๊ดๆ
เย่เฟิงเข้าใจว่า เจ้าตัวเล็กนี่อยากให้ตนเองทำไก่ขอทานให้มันกิน
เขาผ่าแตงโมเปลือกดำออกเป็นสองซีกด้วยมีดเล่มเดียว ซีกหนึ่งใหญ่ ซีกหนึ่งเล็ก
จากนั้นก็หยิบช้อนเหล็กคันหนึ่งออกมา อุ้มแตงโมซีกที่ใหญ่กว่า เอนกายลงบนเก้าอี้เอนหลัง กล่าวว่า "เที่ยงวันแสกๆ อากาศก็ร้อนถึงเพียงนี้ จะทำไก่ขอทานอันใด ข้ายังต้องสร้างโรงบ่มยาต่อ ไก่ขอทานเอาไว้ตอนเย็นค่อยทำ ตอนเที่ยงพวกเราก็กินแตงโมคนละครึ่งซีกประทังไปก่อนก็แล้วกัน"
เจ้าขนเขียวตัวน้อยก็ช่างเข้าอกเข้าใจ พยักหน้า แล้วก็เริ่มแทะแตงโมอย่างบ้าคลั่ง
ตอนนี้อารมณ์ของเย่เฟิงดีมาก ก้อนหินขนาดใหญ่ที่กดทับอยู่ในใจมานานกว่าสองเดือนดูเหมือนจะถูกยกออกไปในทันที
ทั้งวันต้องอยู่อย่างหวาดผวา กลัวว่าฆาตกรผู้นั้นจะมาฆ่าตนเองปิดปาก
ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลแล้ว มีสตรีสามคนแอบคุ้มครองตนเองอยู่ ตนเองก็อยากให้มันมาเร็วๆ เสียด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ ตนเองก็จะได้สบายใจเร็วขึ้น
หลังจากกินเนื้อแตงโมเสร็จ เย่เฟิงก็โยนเปลือกแตงโมให้เจ้าขนเขียวตัวน้อย จากนั้นก็สูบยามวนอีกมวนหนึ่ง แล้วก็เริ่มทำงาน
เริ่มแรกเขาจัดการพื้นที่บริเวณหนึ่งทางทิศใต้ของเรือนไม้ไผ่ จากนั้นก็เริ่มตัดแต่งไผ่เขียวสนที่ตัดมาเมื่อเช้า
โรงบ่มยาไม่ได้มีข้อกำหนดสูงนัก ขอเพียงเป็นห้องที่ปิดมิดชิดก็พอ การสร้างนั้นง่ายกว่าเรือนไม้ไผ่สองชั้นหลังเล็กของเย่เฟิงอยู่มาก วัสดุที่ใช้ก็น้อยกว่ามาก
ปัญหาเดียวที่ยุ่งยากก็คือ โรงบ่มยาที่สร้างจากไม้ไผ่ ไม่สามารถปิดช่องว่างได้สนิทดีนัก
วิธีแก้ปัญหานี้ก็ง่ายมาก ใช้โคลนอุดตามช่องว่างก็ใช้ได้แล้ว
เพียงแค่ใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม เย่เฟิงก็สร้างโรงบ่มยาเสร็จแล้ว
แต่ทว่า การปั้นโคลนอุดช่องว่าง กลับต้องใช้เวลาถึงสองชั่วยามเต็ม
จนกระทั่งยามพลบค่ำถึงได้สร้างโรงบ่มยาเสร็จเรียบร้อย
โคลนที่เหลือ ก็ถือโอกาสนำมาใช้ทำไก่ขอทาน นับว่าไม่สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย
ยามพลบค่ำ ภูเขาด้านหน้า
เรือนพักเจ้าสำนัก
มหาปราชญ์อวิ๋นอี้ยังคงปิดด่านอยู่ ตอนนี้ทั่วทั้งยอดดาราโรย ยังคงเป็นศิษย์เอก ตู๋กูฉางคง และศิษย์รอง ฟู่จิงหง ที่คอยดูแลสถานการณ์โดยรวม
วันนี้คนทั้งสองหาได้ยากที่จะไม่ทำงานล่วงเวลา กลับมาพบกันที่เรือนพักเจ้าสำนัก
ตู๋กูฉางคงยังคงหล่อเหลาราวกับเทพบุตร
ชุดยาวสีม่วงอ่อนชุดหนึ่ง ผมเผ้าหวีจัดทรงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ที่เอวห้อยหยกประดับล้ำค่าชิ้นหนึ่ง ใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติประดับไปด้วยรอยยิ้มจางๆ
เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก รูปร่าง กลิ่นอาย การแต่งกาย รอยยิ้มอันมีเสน่ห์ร้ายกาจนี้ แม้แต่ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ก็ยังต้องถอยหนีไปสามก้าว ยอมรับว่าตนเองด้อยกว่า
ในยามนี้ตู๋กูฉางคงกำลังเล่นหมากล้อมอยู่ในลานบ้านกับศิษย์น้องเหมียวเสี่ยวโหรว
เหมียวเสี่ยวโหรวถือหมากดำ ในยามนี้สถานการณ์ของหมากดำบนกระดานอยู่ในขั้นวิกฤตอย่างยิ่ง
ถูกหมากขาวแบ่งแยกสังหาร มีเพียงพื้นที่บริเวณมุมบนขวาที่ยังพอมีหวังอยู่บ้าง
แต่เมื่อมองดูทั่วทั้งกระดาน หมากดำก็ไร้ซึ่งพลังที่จะพลิกฟ้าแล้ว
จิตใจของเหมียวเสี่ยวโหรวไม่มั่นคง เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ ก็บุกเบิกสมรภูมิกลางกระดานเป็นอันดับแรก พยายามจะอาศัยความได้เปรียบที่มุมบนขวาเพื่อหลบหนีออกจากการล้อมสังหารของศิษย์พี่ใหญ่
แต่ทว่าตู๋กูฉางคงกลับไม่เปิดโอกาสให้นาง ไล่ปิดล้อมเหมียวเสี่ยวโหรวอยู่ในบริเวณกลางกระดาน
คนทั้งสองผลัดกันเดินหมาก เริ่มแรกยังเป็นเหมียวเสี่ยวโหรวที่บุก แต่ทว่าไม่นานนัก สถานการณ์รุกรับก็พลันเปลี่ยนไป
ฟู่จิงหงเดินเข้ามาในลานบ้าน ก็เห็นฉากนี้พอดี ชะงักไปเล็กน้อย
"จิงหง กลับมาเร็วเพียงนี้เชียว!" ตู๋กูฉางคงเอ่ยปากทักทาย
ฟู่จิงหงเดินเข้ามา กล่าวว่า "วันนี้ไม่มีเรื่องจุกจิกอันใด ก็เลยกลับมาเร็วหน่อย ศิษย์พี่ใหญ่ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์ยิ่งนัก ถึงกับมาเล่นหมากล้อมกับศิษย์น้องอยู่ที่นี่ แต่ว่าศิษย์พี่ใหญ่ท่านต้องระวังตัวหน่อยนะ กิตติศัพท์การเล่นหมากของศิษย์น้องไม่ค่อยจะดีนัก ทุกครั้งที่กำลังจะแพ้ก็จะคว่ำกระดานหมาก"
"ศิษย์พี่รอง ท่านปรักปรำข้าอีกแล้ว! ข้าโกรธมาก! ข้าไม่เล่นแล้ว!"
เหมียวเสี่ยวโหรวคว้าชายกระโปรง เดินจากไปอย่างฉุนเฉียว
เดินไปได้ประมาณเจ็ดแปดก้าว นางก็หันกลับมากล่าว "ศิษย์พี่ใหญ่ หมากกระดานนี้ถูกศิษย์พี่รองขัดจังหวะ ถือว่าเสมอกันนะ!"
ตู๋กูฉางคงยิ้ม "ได้ เสมอก็เสมอ"
เหมียวเสี่ยวโหรวได้ยินดังนั้น ถึงได้เผยสีหน้าที่พึงพอใจออกมา เดินจากไปอย่างมีความสุข
ตู๋กูฉางคงส่ายหน้า "เจ้าเด็กคนนี้นี่..."
จากนั้นเขาก็มองไปที่ฟู่จิงหง กล่าวว่า "จิงหง พวกเราไม่ได้ประลองหมากกันนานแล้ว มาสักกระดานหรือไม่?"
ฟู่จิงหงคิดอยู่ครู่หนึ่ง พยักหน้า "ในเมื่อศิษย์พี่ใหญ่มีอารมณ์สุนทรีย์เช่นนี้ ข้าก็ขอไม่เกรงใจแล้ว"
ฟู่จิงหงนั่งลงบนม้านั่งหินที่เหมียวเสี่ยวโหรวนั่งเมื่อครู่ คนทั้งสองก็เริ่มเก็บหมากบนกระดาน
ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนนี้ช่างเป็นตัวประหลาดทั้งคู่
ตู๋กูฉางคงรอบคอบสุขุม ทำการอันใดก็ไร้ซึ่งช่องโหว่ กลัวว่าผู้อื่นจะกล่าวหาว่าเขาไม่สุขุมรอบคอบ
แต่ฟู่จิงหงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพียงแค่ดูจากทรงผมที่ไม่เข้ากระแสหลักราวกับเด็กแว้นชานเมืองของเขาก็รู้แล้วว่า นิสัยของคนทั้งสองแตกต่างกันมากเพียงใด
ตู๋กูฉางคงพลางเก็บหมากขาว พลางกล่าว "จิงหง อีกไม่นานก็จะถึงการประลองใหญ่ฝ่ายในของนิกายทะเลเมฆาแล้ว หกสิบปีมีครั้ง นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของนิกายทะเลเมฆาพวกเรา
ตอนนี้เจ้าควบคุมหอรับรองแขก รับผิดชอบเรื่องภายในภายนอกของการประลองใหญ่ครั้งนี้ ต้องยุ่งมากแน่ๆ? หากมีเรื่องใดที่ต้องให้ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยเหลือ ก็บอกมาได้เลย ข้าจะไปเรียกศิษย์ฝีมือดีจากหออื่นๆ มาช่วยเจ้า"
ฟู่จิงหงยิ้ม "ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ ข้าว่าคงไม่จำเป็นกระมัง หากเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน ย่อมต้องรบกวนศิษย์พี่ใหญ่ยื่นมือเข้าช่วย แต่ทว่าการประลองใหญ่ที่หกสิบปีมีครั้งเช่นนี้ หอรับรองแขกก็มีขั้นตอนที่ละเอียดชัดเจนอยู่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดำเนินไปตามขั้นตอนเดิม ข้าแทบจะไม่ต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งเลย"
ตู๋กูฉางคงพยักหน้า "แม้จะพูดเช่นนั้น ก็ประมาทไม่ได้ เรื่องภายในสำนักล้วนพูดคุยกันได้ง่าย แต่ที่สำคัญคือสำนักต่างๆ และผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่เชิญมาชมการประลอง
แต่ละสำนักก็ยังง่ายหน่อย เพียงแค่ยื่นเทียบเชิญไปก็พอ แต่ทว่าช่วงหลายสิบปีมานี้ ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระอาวุโสในโลกหล้าล่วงลับไปไม่น้อย ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระบางส่วนที่เติบโตขึ้นมา สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่มีชื่อเสียงเติบโตขึ้นมา ก็ละเลยไม่ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะมาหรือไม่ เทียบเชิญก็ต้องส่งไป
ไม่พูดเรื่องอื่น แค่ในเทือกเขาเมฆสวรรค์สามพันลี้แห่งนี้ ก็มีสำนักและผู้บำเพ็ญเพียรอิสระอยู่ไม่น้อย แต่ละสำนัก แต่ละถ้ำ แต่ละตำหนัก ล้วนต้องดูแลให้ทั่วถึง
ยังมีปัญหาเรื่องที่พักอาศัย ปัญหาเรื่องการจัดลำดับที่นั่งของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระอาวุโสจากต่างสำนักที่เชิญมาชมการประลองเหล่านี้ หากเกิดข้อผิดพลาดอันใดขึ้นมา จะทำให้ผู้อื่นนำนิกายทะเลเมฆาของพวกเราไปนินทาได้"
ฟู่จิงหงกล่าว "ศิษย์พี่ใหญ่วางใจเถอะ หอรับรองแขกเริ่มร่างรายชื่อผู้ที่ได้รับเชิญตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อนแล้ว ตรวจสอบไปแล้วสามครั้ง ไม่มีข้อผิดพลาดอันใด สองสามวันนี้ก็จะทยอยส่งออกไป"
ขณะที่พูดคุยกัน คนทั้งสองก็เก็บหมากบนกระดานลงในโถหมากของตนเองจนหมดแล้ว
ฟู่จิงหงถือหมากดำ เขาเป็นฝ่ายเดินก่อน
เห็นเพียงฟู่จิงหงหยิบหมากดำขึ้นมาเม็ดหนึ่ง วางลงไปที่จุดกลางกระดาน จุดเทียนหยวนในทันที
รอยยิ้มที่มุมปากของตู๋กูฉางคงแข็งค้างไปชั่วขณะ สายตาเหลือบมองฟู่จิงหงแวบหนึ่ง
เขายิ้มพลางกล่าว "หนึ่งปีกว่าที่ไม่ได้ประลองหมากกับเจ้า คาดไม่ถึงว่าลีลาการเดินหมากของเจ้าสองจะเปลี่ยนแปลงไปมาก วางหมากที่จุดเทียนหยวน ช่างกล้าหาญเกินคนจริงๆ เพียงแต่น่าเสียดาย การประลองหมากล้อม ไม่ใช่การแย่งชิงเมืองใดเมืองหนึ่ง ต้องมองภาพรวม บางครั้งการที่กล้าหาญเกินคนก็จะถูกผู้อื่นมองว่าเป็นการบุ่มบ่ามมุทะลุ"
พูดจบ ตู๋กูฉางคงก็วางหมากลงที่มุมบนซ้าย ยึดพื้นที่ที่ได้เปรียบไว้ก่อน ดูเหมือนจะไม่สนใจการที่ฟู่จิงหงวางหมากที่จุดเทียนหยวน ไม่ถ่อมตนไม่หยิ่งผยอง ไม่รีบร้อนไม่ตื่นตระหนก
การวางหมากเม็ดแรกที่จุดเทียนหยวน เป็นวิธีการเดินหมากที่อวดดีอย่างยิ่ง ขัดต่อหลักการเดินหมากที่ว่า "มุมทอง ขอบเงิน กลางกระดานเป็นหญ้า"
การวางหมากที่จุดเทียนหยวนเปรียบเสมือนดาบสองคม วิธีการเดินหมากนี้ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยพลังโจมตี แต่ที่จริงแล้วก็จะทำให้ตนเองอ่อนแอลง ถูกอีกฝ่ายโจมตีได้ง่าย
ก็ราวกับกองทัพสองฝ่ายตั้งเผชิญหน้ากันห่างกันสามลี้ ทั้งสองฝ่ายกำลังจัดทัพวางขบวน
เจ้ากลับออกคำสั่งให้หน่วยธนูเคลื่อนเข้าใกล้กระบวนทัพของศัตรูอย่างรวดเร็ว เปิดฉากโจมตีก่อน
แม้ว่าจะสามารถสังหารศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่เมื่อไร้ปีกซ้ายขวาคุ้มกัน ไร้ทหารโล่ป้องกัน หน่วยธนูที่ส่งออกไปกลุ่มนี้โดยพื้นฐานแล้วย่อมไม่อาจกลับมาได้
นี่คือกลยุทธ์ที่สังหารศัตรูแปดร้อย แต่ตนเองสูญเสียหนึ่งพัน
อีกอย่างยังให้ความรู้สึกที่ไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง
ฟู่จิงหงยิ้ม "คำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ถูกต้องอย่างยิ่ง แต่ทว่าศิษย์พี่ใหญ่ก็น่าจะเข้าใจข้า ข้าไม่ชอบทำตามกฎระเบียบ ข้าชอบเดินในเส้นทางที่เสี่ยงอันตราย ส่วนสายตาที่โลกภายนอกมองข้า ข้าไม่ใส่ใจ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ข้าขอยึดจุดเทียนหยวนไว้ก่อนค่อยว่ากัน"
หมากเม็ดที่สองของฟู่จิงหงก็เป็นไปตามแบบแผน วางลงที่ตำแหน่งมุมล่างขวา
ตู๋กูฉางคงตามมาด้วยหมากอีกเม็ด วางขอบเขตที่มุมกระดาน เอ่ยปากกล่าว "พูดถึงการเดินในเส้นทางที่เสี่ยงอันตราย ศิษย์พี่ผู้นี้ก็นับถือเจ้าอยู่บ้าง เพียงแค่ใช้โทษเฝ้าสุสานสามเดือนของศิษย์น้องเย่เฟิง ก็ช่วยหอคลังสวรรค์ทวงเงินส่วยสี่ล้านตำลึงกลับมาได้ อีกไม่นานก็จะถึงการประลองใหญ่ฝ่ายในแล้ว กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องใช้เงิน การคลังของหอคลังสวรรค์ก็กำลังฝืดเคือง เงินส่วยสี่ล้านตำลึงนี้ ก็ช่วยแก้ปัญหาให้ศิษย์น้องอย่างเจ้าได้ไม่น้อยเลย
เพียงแต่ว่าเจ้าสอง เจ้าก็ช่างไม่จริงใจเสียเลย ศิษย์น้องเย่เฟิงกลายเป็นคนของเจ้าตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดถึงไม่มีข่าวคราวอันใดออกมาก่อนเลย?
เจ้าสอง หมากตานี้ของเจ้า ช่างเป็นหมากตาทิพย์โดยแท้ แต่ว่ารีบร้อนเกินไปหรือไม่? สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน ฟ้าดินยังไม่กำหนด ก็ใช้หมากตาทิพย์ออกมาแล้ว ไม่กลัวว่าหมากเม็ดนี้จะหักสะบั้นหรือ?
ในเมื่อเป็นหมากตาทิพย์ เจ้าก็ควรจะซ่อนไว้จนถึงที่สุด ค่อยใช้มันออกมาในช่วงเวลาสำคัญ เช่นนี้บางทีอาจจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้"
ขณะที่พูดคุยกัน คนทั้งสองก็วางหมากไปอีกคนละสิบกว่าเม็ด
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือดในพื้นที่มุมบนขวา
สายตาของฟู่จิงหงพลันเปล่งประกาย เผยรอยยิ้มจางๆ "หมากของข้าเกือบจะถูกท่านกินจนหมดแล้ว หากยังไม่เอาจริงอีกสักหน่อย ข้าเกรงว่าคงจะรอไม่ถึงเวลาที่จะพลิกสถานการณ์แล้ว"
พูดจบฟู่จิงหงก็วางหมากลงเม็ดหนึ่ง ล้อมสังหารหมากที่โดดเดี่ยวอยู่เม็ดหนึ่งของตู๋กูฉางคง
เขายิ้มพลางหยิบหมากขาวเม็ดนั้นขึ้นมา
จากนั้นก็กล่าว "พูดถึงศิษย์น้องเย่เฟิง ช่วงนี้เขากำลังจะโชคร้ายแล้ว เรื่องที่ศิษย์น้องซ่างกวนถูกล่วงเกิน ดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งนิกายทะเลเมฆา
ช่วงสองสามวันนี้ รายละเอียดการถูกล่วงเกินต่างๆ นานาก็ถูกปล่อยออกมา ศิษย์น้องซ่างกวนทั้งงดงาม นิสัยก็อ่อนโยน เป็นที่ชื่นชอบของศิษย์ชายในนิกายทะเลเมฆาอย่างยิ่ง
ศิษย์ชายไม่น้อยเมื่อได้ยินเรื่องนี้ ก็เกิดความโกรธแค้น ต่างก็พูดกันว่าจะไปหาเย่เฟิงเพื่อทวงความยุติธรรมให้ศิษย์น้องซ่างกวน ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กนั่นจะสามารถมีชีวิตรอดออกจากสุสานบรรพชนได้หรือไม่"
ตู๋กูฉางคงกล่าว "ศิษย์น้องเย่ไม่ใช่คนของเจ้าหรือ? ทั้งยังช่วยเจ้าทำเรื่องใหญ่ถึงเพียงนั้น เจ้าไม่คิดจะดึงเขาสักหน่อยหรือ? อีกอย่างเขาก็ยังเป็นศิษย์เอกของท่านอาจารย์อาหกอีกด้วย"
ฟู่จิงหงยักไหล่ "ตอนนี้ข้าได้ยินมาว่าคืนนั้นเขากัดหน้าอกของศิษย์น้องซ่างกวนไปหลายคำ ข้าก็โกรธจนแทบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากจะหักขาของเขานัก..."
ศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก ดูเหมือนกำลังเล่นหมาก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้กำลังเล่นหมาก
ราวกับกำลังนำการต่อสู้ทั้งเปิดเผยและลับหลังในโลกความเป็นจริงของคนทั้งสอง มาแสดงออกบนกระดานหมาก
เมื่อดูจากสถานการณ์บนกระดานหมากในยามนี้ แม้ว่าฟู่จิงหงจะยึดจุดเทียนหยวน ทั้งยังกินหมากไปก่อนหนึ่งเม็ด แต่โดยรวมแล้ว ตู๋กูฉางคงก็ยังคงได้เปรียบอยู่เล็กน้อย
การยึดจุดเทียนหยวน แม้จะดูยิ่งใหญ่ แต่ก็ทำให้ฟู่จิงหงเสียเปรียบไปก่อนตั้งแต่แรก ในการวางหมากจึงมักจะตามหลังตู๋กูฉางคงอยู่หนึ่งสองก้าวเสมอ
ฟ้าดินยังไม่กำหนด เจ้าและข้าต่างก็เป็นม้ามืด
แพ้ชนะยังไม่ตัดสิน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยังมีโอกาส
ส่วนหมากกระดานนี้สุดท้ายแล้วผู้ใดจะชนะผู้ใดจะแพ้ ชั่วขณะหนึ่งก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้
อย่างไรเสีย ทั้งสองฝ่ายย่อมต้องยังมีการวางหมากที่ซ่อนเร้นอยู่อีกแน่นอน
หมากกระดานนี้ ทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะวางหมากไปได้เพียงคนละสิบหกเม็ด เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง