เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 66 สองศิษย์อาจารย์ปะทะเหล่าเทพธิดา!

ตอนที่ 66 สองศิษย์อาจารย์ปะทะเหล่าเทพธิดา!

ตอนที่ 66 สองศิษย์อาจารย์ปะทะเหล่าเทพธิดา!


ตอนที่ 66 สองศิษย์อาจารย์ปะทะเหล่าเทพธิดา!

หวงหลิงเอ๋อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “ท่านพ่อ... ผู้ใดมากันหรือเจ้าคะ? เสียงดั่งสายฟ้าฟาดเชียว”

“จะเป็นผู้ใดได้อีกเล่า ก็ต้องเป็นศิษย์น้องอวิ๋นอวี่และพรรคพวกของนางน่ะสิ! วันนี้ศิษย์พี่ตัวดีของเจ้าไปก่อเรื่องใหญ่โต สั่งปิดร้านค้าของนาง ยึดเงินตำลึงมาหลายหมื่น ทำให้นางต้องอับอายขายหน้าต่อธารกำนัล ย่อมต้องมาทวงคืนความยุติธรรมเป็นแน่... ประเดี๋ยวตอนที่ลงมือประมือกัน พวกเจ้าเด็กสาวสองคนรีบหลบไปให้ไกลหน่อยเล่า”

“หา?”

หวงหลิงเอ๋อและเสี่ยวหมานมีสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริด

ต่อสู้กัน?

จะเป็นไปได้อย่างไร! นี่คือสำนักเซียนนะเจ้าคะ มิใช่เวทีประลองยุทธ์ข้างถนน!

เจ้าอ้วนอวี้หลงลุกขึ้นยืน ตบไหล่เย่เฟิงที่กำลังตัวสั่นเทา เอ่ยด้วยน้ำเสียงขึงขัง

“วางใจเถอะเฟิงเอ๋อ ในเมื่ออาจารย์รับเบี้ยหวัด... เอ้ย รับเงินของเจ้ามาแล้ว ก็จะช่วยเจ้าจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ให้เจ้ารู้สึกว่าเงินทุกอีแปะที่เสียไปนั้นคุ้มค่า ประเดี๋ยวเจ้าสงบปากสงบคำไว้ อาจารย์จะเป็นคนเจรจากับพวกนางเอง”

“หากการเจรจาล้มเหลวเล่าขอรับ?”

“เช่นนั้นก็คงทำได้เพียง... แลกเปลี่ยนวรยุทธ์กันสักครา”

“ต่อสู้?! ท่านอาจารย์... ท่านต้องชนะแน่! ศิษย์เชื่อมั่นในตัวท่าน!”

ในยามนี้ ผู้คนกลุ่มใหญ่ได้กรูเข้ามาในลานเรือนแล้ว เกือบทั้งหมดล้วนเป็นอิสตรี

ผู้ที่นำขบวนมาก็คือ ท่านอาอวิ๋นอวี่ ท่านอาอวิ๋นมู่ และท่านอาโส่วฉือ สามนางพญาที่เย่เฟิงเคยไปกราบกรานขอขมาเมื่อคราวก่อน

สตรีสูงวัยทั้งสามยืนขวางประตูห้องอาหารไว้แน่นขนัด

ด้านหลังยังมีศิษย์หญิงรุ่นเยาว์ถือกระบี่เซียน ยืนเรียงรายด้วยสีหน้าถมึงทึงอยู่อีกนับสิบคน

เทพธิดาโส่วฉือปรายตามองสำรับอาหารบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“จุ๊ๆๆ... อาหารเย็นอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ศิษย์พี่อวี้หลง ช่วงนี้ดูท่าท่านจะมั่งคั่งร่ำรวยไม่เบาเลยนี่”

เจ้าอ้วนอวี้หลงฉีกยิ้มกว้าง ประสานมือกล่าวว่า

“มิกล้าๆ ก็แค่อาหารพื้นเมืองธรรมดาทั่วไป... ศิษย์น้องทั้งสาม ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดจึงมาเยือนเรือนข้ากันอย่างพร้อมเพรียงเล่า? กินข้าวกันมาหรือยัง? หากไม่รังเกียจ เชิญร่วมวงด้วยกันหรือไม่?”

เทพธิดาอวิ๋นมู่แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา

“ไม่ต้องมาทำไขสือ! พวกข้ามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจ!”

เจ้าอ้วนอวี้หลงตีหน้าซื่อตาใส แสร้งทำสีหน้างุนงง

“ข้าไม่รู้จริงๆ วันนี้ทั้งวันข้าบำเพ็ญเพียรอยู่แต่ในเรือน ไม่ได้ก้าวเท้าออกจากธรณีประตูเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”

“ท่านไม่ออก... แต่ศิษย์ของท่านออกมิใช่หรือ!”

“ศิษย์? เฟิงเอ๋อ?”

เจ้าอ้วนอวี้หลงหันขวับไปมองเย่เฟิง ตวาดเสียงดังลั่นราวกับฟ้าผ่า

“เจ้าเด็กสารเลว! วันนี้เจ้าแอบอ้างชื่อข้าไปก่อเรื่องอันใดมาอีก?! ครั้งนี้ไปลวนลามแม่นางบ้านใดมาอีกเล่า? สารภาพมาเดี๋ยวนี้!”

เสียงของเจ้าอ้วนอวี้หลงดังกึกก้อง แฝงพลังลมปราณจนแก้วหูของทุกคนสั่นสะเทือน

เย่เฟิงสะดุ้งโหยง

...อ้าวเฮ้ย! ตาแก่! ไหนบอกรับเงินแล้วจะเคลียร์ให้ไง? ไหงเปิดมาก็โยนขี้ให้ตูเลยฟะ! นี่มันมิจฉาชีพในคราบอาจารย์ชัดๆ!

เย่เฟิงรีบก้าวขึ้นหน้า ประสานมือคารวะผู้อาวุโสทั้งสามอย่างนอบน้อม

“ท่านอาจารย์... ศิษย์... ศิษย์กลับตัวกลับใจแล้ว... มิได้ลวนลามแม่นางผู้ใดมานานแล้วนะขอรับ!”

“ยังกล้าปฏิเสธอีก? หากเจ้ามิได้กระทำเรื่องบัดสี แล้วศิษย์น้องผู้เปี่ยมเมตตาทั้งสามท่านจะดั้นด้นมาหาถึงที่นี่ในยามวิกาลได้อย่างไร?!”

“ไม่มีจริงๆ นะขอรับ!” เย่เฟิงตะโกนร้องขอความเป็นธรรม

เจ้าอ้วนอวี้หลงสวมวิญญาณนักแสดงรางวัลตุ๊กตาทอง หันไปมองพวกเทพธิดาอวิ๋นอวี่ด้วยสีหน้าสงสัย

“ศิษย์น้องทั้งสาม เฟิงเอ๋อไม่เคยกล่าวเท็จต่อข้า ในเมื่อเขาบอกว่ามิได้ลวนลามศิษย์ของพวกเจ้า ก็ย่อมต้องมิได้กระทำจริงๆ ในเรื่องนี้มีความเข้าใจผิดอันใดหรือไม่?”

เทพธิดาอวิ๋นอวี่กล่าวเสียงเรียบเย็น “พวกเราเคยเอ่ยปากหรือว่า... ที่มาในครั้งนี้ เป็นเพราะเย่เฟิงลวนลามสตรี?”

“หา? มิใช่เรื่องชู้สาวดอกรึ? เช่นนั้นเป็นเพราะเหตุใดเล่า? หรือว่าเจ้าเด็กนี่ไปลักไก่ขโมยสุนัขที่ใดมาอีก? ...ก็ไม่น่าใช่ ดูจากโทสะของพวกเจ้าแล้ว ต่อให้ขโมยวัวสักตัวก็ไม่น่าจะโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้”

“อวี้หลง! ท่านไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่?!” เทพธิดาอวิ๋นอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงกดต่ำ

เจ้าอ้วนอวี้หลงแบมือทั้งสองข้าง

“ข้าไม่รู้จริงๆ นี่มันเรื่องอันใดกันแน่? ผู้ใดก็ได้ช่วยไขข้อข้องใจแก่ข้าทีเถิด!”

เทพธิดาอวิ๋นอวี่โบกมือเบาๆ

สวีหยางหลิ่ว สาวงามผู้ดูแลร้านก็เดินออกมาจากด้านหลัง

นางย่อกายคารวะมหาปราชญ์อวี้หลงตามมารยาทผู้น้อย ก่อนจะหันไปจ้องเย่เฟิงเขม็ง

“ศิษย์น้องเย่ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่า... เรื่องเมื่อตอนบ่ายวันนี้ ยังมิได้จบสิ้น!”

เจ้าอ้วนอวี้หลงหันขวับ “เฟิงเอ๋อ! บ่ายวันนี้เจ้าไปทำอันใดมา? ยังไม่รีบบอกความจริงแก่อาจารย์อีก!”

เย่เฟิงก้มหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า

“ศิษย์ก็มิได้ทำเรื่องราวใหญ่โตอันใดนี่ขอรับ... ก็แค่ไปช่วยหอคลังสวรรค์ 'ทวงถามหนี้สิน' ที่หุบเขาเซียนหลิงเท่านั้นเอง”

“ทวงถามหนี้สิน? โอ... เจ้าหนูอย่างเจ้าเก็บหอมรอมริบเป็นด้วยหรือ? หายากยิ่งนัก... ในที่สุดก็รู้จักแบ่งเบาภาระของสำนักแล้ว”

มหาปราชญ์อวี้หลงฉีกยิ้มกว้าง แสร้งทำเป็นปลื้มปีติจนออกนอกหน้า

เทพธิดาอวิ๋นอวี่แค่นเสียง “ถูกต้อง! ศิษย์เอกของท่านผู้นี้ช่างกตัญญูรู้งานยิ่งนัก! บ่ายวันนี้เขาวิ่งไปที่ร้านผ้าไหมที่พวกเราสามคนร่วมหุ้นกันเปิด เพื่อทวงถามหนี้สิน... มิเพียงแต่จะสั่งปิดร้าน ยังป่าวประกาศข่าวลือไปทั่ว ใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงของพวกเราจนย่อยยับ!”

“หือ? เฟิงเอ๋อ... มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?”

เย่เฟิงพยักหน้ายอมรับ

“เรื่องปิดร้าน... ศิษย์ขอยอมรับ แต่เรื่องปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียง... ศิษย์มิบังอาจ! ศิษย์เพียงแต่พูดความจริงขอรับ!”

“ความจริงอันใด?!”

“เรียนท่านอาจารย์... เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ร้านค้าจำนวนมากในหุบเขาเซียนหลิงติดค้างค่าเช่าอย่างหนัก หอคลังสวรรค์จึงไหว้วานให้ศิษย์ช่วยไปติดตามทวงถาม”

“บ่ายวันนี้ ศิษย์จึงได้นำบัญชีที่หอคลังสวรรค์มอบให้ ไปทวงถามหนี้สินที่ร้านผ้าไหมเทียนอวี่ติดค้างมานานปี รวมทั้งสิ้นสองหมื่นสามพันตำลึง!”

“แต่ทว่า... เถ้าแก่เนี้ยสวีผู้นี้ กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมชำระ ทั้งยังนำสัญญาเช่าที่มีนามของท่านอาอวิ๋นอวี่ออกมากล่าวอ้าง!”

เย่เฟิงทำสีหน้าขึงขังจริงจัง

“ท่านอาอวิ๋นอวี่เป็นถึงผู้อาวุโสผู้ทรงคุณธรรม เป็นโฉมงามอันดับหนึ่งในแดนดิน ผู้ใดบ้างจะไม่ล่วงรู้? ท่านจักมาติดค้างเงินทองเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร? เป็นไปมิได้เด็ดขาด!”

“ดังนั้น ศิษย์จึงปักใจเชื่อว่า... ท่านอาอวิ๋นอวี่ต้องมิได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นแน่! เพื่อปกป้องชื่อเสียงอันขาวสะอาดของท่านอาอวิ๋นอวี่ ท่านอาอวิ๋นมู่ และท่านอาโส่วฉือ... ศิษย์จึงจำเป็นต้องเรียกสหายมาช่วยกัน 'ปิดร้าน' เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องขอรับ!”

...แถสีข้างถลอกแล้วครับจารย์! บทพระเอกผู้ผดุงความยุติธรรมต้องเข้าแล้วจังหวะนี้!

เย่เฟิงเล่าเรื่องราวอย่างฉะฉาน

เทพธิดาอวิ๋นอวี่ทั้งสามหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ศิษย์รุ่นเยาว์ด้านหลังต่างก็มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“อ้อ... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง อาจารย์เข้าใจแล้ว... เฟิงเอ๋อ เจ้าถอยไปก่อน”

เย่เฟิงรีบมุดไปหลบหลังร่างอันท้วมใหญ่ของอาจารย์ทันที

เจ้าอ้วนอวี้หลงปรบมือหัวเราะร่า

“ไอ้หยา! ที่แท้ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันนี่เอง! ศิษย์น้องทั้งสาม ในเมื่อมาแล้ว ก็เข้ามาดื่มชาในห้องก่อนเถิด หลิงเอ๋อ... ไปนำใบชาที่ดีที่สุดออกมาต้อนรับท่านอาเร็วเข้า!”

“หวงโหย่วเต้า! คืนนี้พวกเราสามคนยกทัพมาถึงเพียงนี้ เจ้าคิดว่ามาเพื่อจิบชาสนทนาธรรมกระนั้นรึ?!”

เทพธิดาโส่วฉือตวาดลั่น แม้นางจะอายุมากแล้ว แต่โทสะยังคงร้อนแรงดั่งไฟบรรลัยกัลป์

“คืนนี้หากเจ้ามิให้คำอธิบายที่น่าพอใจแก่พวกเรา... เรื่องนี้อย่าหมายว่าจะจบลงโดยง่าย!”

เจ้าอ้วนอวี้หลงหุบยิ้มทันควัน แววตาเปลี่ยนเป็นดุดัน

“คำอธิบาย? จะเอาคำอธิบายอันใด? ต่างก็เป็นคนในยุทธภพด้วยกันทั้งนั้น จะต้องให้ผู้ใดมาอธิบายแก่ผู้ใด? ข้าเชิญพวกเจ้าดื่มชาดีๆ ก็นับว่าไว้หน้าพวกเจ้ามากโขแล้ว ยังจะเรียกร้องอันใดอีก!”

“พวกเจ้าศิษย์น้องทั้งสาม เปิดร้านรวงทำธุรกิจ แสวงหาผลกำไร ข้าก็พอเข้าใจได้...”

“แต่ร้านผ้าไหมของพวกเจ้า หลายปีมานี้กอบโกยเงินทองไปตั้งเท่าไร? ค่าส่วยประจำปีเพียงหยิบมือแค่นี้ยังจะคิดเบี้ยวอีกรึ? ช่างน่าขันสิ้นดี!”

“ในเรื่องนี้ ศิษย์ของข้ามิได้ทำผิดอันใด เขาเพียงแค่ปฏิบัติตามหน้าที่! หากศิษย์ของข้าทำผิดจริง ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้ามาแหกปากโวยวายถึงที่นี่ดอก ข้าจักลากคอเจ้าเด็กนี่ไปขอขมาถึงหน้าประตูเรือนพวกเจ้าเอง!”

“แต่ทว่า... เรื่องนี้เขาทำถูกต้องแล้ว! ผู้ที่ผิดคือพวกเจ้าต่างหาก!”

“มาเบ่งอำนาจวางก้ามที่เรือนเฟิงหลิงของข้า นับเป็นความสามารถอันใด? หากเก่งกล้าจริง ไฉนจึงไม่ไปอาละวาดที่หอคลังสวรรค์เล่า? คิดว่าข้า หวงโหย่วเต้า เป็นลูกพลับนิ่มที่ใครจะมาบีบเค้นก็ได้กระนั้นรึ?!”

มหาปราชญ์อวี้หลง... จอมคนหนังเหนียวผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ได้เผยเขี้ยวเล็บออกมาแล้ว!

วาจาของเจ้าอ้วนอวี้หลงประโยคนี้ สะกดข่มคนทั้งลานเรือนจนเงียบกริบ

ทุกคนต่างเบิกตากว้าง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า มหาปราชญ์อวี้หลงจะ 'ฉีกหน้า' ผู้อาวุโสหญิงทั้งสามอย่างไม่ไว้ไมตรีเช่นนี้

เย่เฟิงลอบยกนิ้วโป้งให้ท่านอาจารย์ในใจ

...สุดยอด! ตาแก่นี่ของจริงว่ะ! นึกว่าจะปอดแหก ที่แท้ก็พร้อมบวกนี่หว่า!

“เจ้า... เจ้าอ้วนสารเลว! เจ้า... เจ้าบังอาจกล่าววาจาสามหาวเช่นนี้เชียวรึ?!”

“ข้าพูดผิดตรงที่ใด? ร้านผ้าไหมของพวกเจ้ามิได้ทำเงินรึ? พวกเจ้ามิได้ติดค้างค่าเช่าหอคลังสวรรค์รึ?”

“ตัวข้าหวงโหย่วเต้า ต่อให้เลวทรามต่ำช้าเพียงใด ก็ไม่เคยติดค้างหนี้พนัน ไม่เคยเบี้ยวค่าสุรานารี! นี่คือสัจจะของลูกผู้ชาย! พวกเจ้าเป็นถึงผู้อาวุโสระดับสูงของนิกายทะเลเมฆา กลับทำตัวเยี่ยงนี้... จักเป็นแบบอย่างให้แก่ศิษย์ในสำนักได้เยี่ยงไร?!”

“ข้ารู้สึกละอายใจแทนพวกเจ้าจริงๆ!”

“เจ้าเฒ่าตัณหากลับ! เจ้าเบื่อชีวิตแล้วสินะ! อยากประลองยุทธ์ใช่หรือไม่?! ศิษย์ทั้งหลาย... ลงมือ!!!”

เทพธิดาอวิ๋นมู่โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ

นางมีชีวิตมาหลายร้อยปี ยังไม่เคยถูกผู้ใดด่าทอฉีกหน้าท่ามกลางธารกำนัลเช่นนี้มาก่อน

เทพธิดาอวิ๋นอวี่และเทพธิดาโส่วฉือโคจรลมปราณ พุ่งเข้าใส่เจ้าอ้วนอวี้หลงพร้อมกันทันที

“ช้าก่อน! ช้าก่อน!” เจ้าอ้วนอวี้หลงรีบร้องห้าม

“จะประลองยุทธ์ ข้าและศิษย์ย่อมพร้อมสนอง! แต่หลิงเอ๋อบุตรสาวข้าหาใช่นักพรตผู้บำเพ็ญเพียรไม่! ทั้งยังมีแม่หนูเสี่ยวหมานที่บาดเจ็บอยู่... ห้ามผู้ใดแตะต้องพวกนางทั้งสองเป็นอันขาด!”

“หนี้แค้นมีเจ้าของ... บุตรสาวของเจ้ากับแม่หนูคนนั้น พวกเราจักไม่ยุ่งเกี่ยว!”

เทพธิดาอวิ๋นอวี่ลั่นวาจารับคำ

มหาปราชญ์อวี้หลงพยักหน้า จากนั้นจึงหันมาสั่งการ

“เฟิงเอ๋อ! ยายเฒ่าสามนางนี้อาจารย์จักรับมือเอง ส่วนพวกปลาซิวปลาสร้อยที่เหลือ... มอบให้เจ้าจัดการ! ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่!”

“ท่านอาจารย์... มีปัญหาขอรับ... ปัญหาใหญ่หลวงเลยล่ะขอรับ!”

“ไม่มีปัญหาก็ดี!”

พูดจบ เจ้าอ้วนอวี้หลงก็พลิกฝ่ามือซัดใส่โต๊ะอาหาร!

โครม!!!

ถ้วยชามและเศษอาหารปลิวว่อนสาดกระเซ็น!

ท่ามกลางความโกลาหล มหาปราชญ์อวี้หลงใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานออกไปทางประตูเรือน รวดเร็วดั่งลูกธนูหลุดจากแหล่ง

เทพธิดาทั้งสามที่ขวางทางอยู่ ถูกพลังลมปราณกระแทกจนต้องถอยร่นเปิดทาง

“ตามไป! อย่าให้มันหนีรอด!”

เทพธิดาทั้งสามรีบใช้วิชาเหินาวไล่ตามออกไปติดๆ

“ท่านอาจารย์! หูตึงรึไงฟะ!... หลิงเอ๋อ เสี่ยวหมาน! รีบไปซ่อนตัวเร็วเข้า!... ท่านอาจารย์! รอศิษย์ด้วย!”

เย่เฟิงคว้าเก้าอี้ม้ายาวตัวหนึ่งมาถือไว้มั่น เตรียมจะวิ่งตามท่านอาจารย์ออกไป

ทว่า...

พรึ่บ! พรึ่บ!

ศิษย์หญิงรุ่นเยาว์รูปงามนับสิบนาง กรูเข้ามาปิดล้อมขวางทางเขาไว้จนมิด

ด้านนอก... เจ้าอ้วนอวี้หลงกำลังตะลุมบอนกับศิษย์น้องทั้งสาม เสียงระเบิดตูมตามของพลังปราณดังสนั่นหวั่นไหว

แต่ภายในห้องอาหาร... บรรยากาศกลับเงียบงันและกดดันยิ่งกว่า

เย่เฟิงกวาดตามองเหล่าแม่นางที่กำลังกำด้ามกระบี่แน่น ค่อยๆ ย่างสามขุมเข้ามาหา

เขายิ้มแห้งๆ กล่าวว่า

“เอ่อ... ศิษย์พี่หญิงศิษย์น้องหญิงทั้งหลาย ตกลงกันก่อนได้หรือไม่... โปรดละเว้นใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายของข้าไว้สักที่เถิด ข้ายังต้องอาศัยใบหน้านี้ทำมาหากินอยู่นะขอรับ”

“พี่น้องทั้งหลาย... สั่งสอนมัน!”

สิ้นเสียงคำสั่ง เหล่าศิษย์สาวงามก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน!

เย่เฟิงกวัดแกว่งเก้าอี้ม้ายาวในมือต้านรับพัลวัน พยายามจะตีฝ่าวงล้อมออกไป

แต่น่าเสียดายที่แม่นางเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศ หาใช่สตรีชาวบ้านธรรมดาไม่

เพียงชั่วพริบตา เก้าอี้ม้ายาวในมือเย่เฟิงก็ถูกพลังปราณกระแทกจนหลุดมือ ปลิวหายไปในอากาศ

เย่เฟิงตระหนักแน่แล้วว่า คืนนี้คงมิอาจหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางกายเนื้อได้

...ลูกผู้ชาย กล้าทำกล้ารับ แต่ถ้ารอดได้ก็ดีกว่า!

เขาตะโกนก้องข่มขวัญ

“เหนือฟ้าใต้หล้า ข้าเป็นใหญ่เพียงผู้เดียว! วิชาลับ... กรงเล็บมังกรสะท้านภพ! ศิษย์พี่หญิงทั้งหลาย... รับมือ!!!”

...

จบบทที่ ตอนที่ 66 สองศิษย์อาจารย์ปะทะเหล่าเทพธิดา!

คัดลอกลิงก์แล้ว