- หน้าแรก
- ยอดเซียนสายเผ่น ขอเป็นที่หนึ่ง
- ตอนที่ 65 หวงโหย่วเต้า! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!
ตอนที่ 65 หวงโหย่วเต้า! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!
ตอนที่ 65 หวงโหย่วเต้า! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!
ตอนที่ 65 หวงโหย่วเต้า! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!
“เจ้าหนู! คิดจะมาเล่นละครตบตาข้าหรือไง?!”
เห็นได้ชัดว่าฟู่จิงหงเป็นพวกรักความรุนแรง พูดจายังไม่ทันขาดคำ ก็ประเคนฝ่าเท้าอัดเข้าที่บั้นท้ายงามงอนของเย่เฟิงเต็มแรง
พลั่ก!
เย่เฟิงเสียหลักหน้าทิ่ม จูบพื้นธรณีอย่างดูดดื่ม
ฟู่จิงหงยังไม่หนำใจ ง้างเท้าเตรียมจะซ้ำ เย่เฟิงไหวพริบดีเลิศ (เรื่องหนีตีน) รีบกลิ้งหลุนๆ หลบฉากไปได้อย่างหวุดหวิด
ฟู่จิงหงชี้หน้าด่ากราด
“ข้าคุมหอคลังสวรรค์มาปีกว่าแล้ว! เรื่องนี้รู้กันทั้งบาง ตั้งแต่เจ้าสำนักยันหมาเฝ้าประตู! เจ้ายังกล้ามาตีหน้าเซ่อแกล้งโง่กับข้าอีกเรอะ?! แม่จะเตะให้ไส้แตกเลย!”
เย่เฟิงแค่กะจะหา "แพะรับบาป" ตัวใหญ่ๆ มาช่วยแบกรับความซวย ไม่นึกว่าพี่แกจะของขึ้นขนาดนี้
...ชิบหาย งานงอกแล้วกู!
“ข้าถูกใส่ร้าย!!!”
เย่เฟิงตะโกนสวนทันควัน
“ข้าก็แค่ทำหน้าที่ตัวแทนหอคลังสวรรค์ไปทวงหนี้! หรือว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายเป็นผู้อาวุโส ก็เลยมีอภิสิทธิ์ชนเบี้ยวหนี้ได้? ถ้าเป็นงั้น นิกายทะเลเมฆาของเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? จะเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะได้ยังไง? จะเป็นแบบอย่างให้ชาวโลกได้เรอะ?!”
เย่เฟิงเริ่มร่ายยาวด้วยอินเนอร์นักโต้วาทีเหรียญทอง
“เราบำเพ็ญเพียรไปเพื่ออะไร? เพื่อให้เก่งขึ้นแล้วมาข่มเหงชาวบ้าน? หรือเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษเหนือมนุษย์มนา? ถุย!”
“ข้าไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม! ไม่สนว่าเขาจะเป็นเด็กเส้นของใคร! ตราบใดที่เขาไร้คุณธรรม ผิดสัญญา ข้าจะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว!”
“ถ้าข้ายอมก้มหัวให้แค่อำนาจ... ชาตินี้เสียชาติเกิดที่เป็นศิษย์นิกายทะเลเมฆา!”
“ข้า... เย่เฟิง! ขอประกาศสงครามกับความชั่วร้ายทุกรูปแบบ!”
เย่เฟิงใช้มือซ้ายกุมก้นที่ระบม มือขวาชูขึ้นฟ้า สีหน้ามุ่งมั่นดวงตาเป็นประกาย ราวกับวีรบุรุษกู้ชาติ
...หล่อวัวตายควายล้ม! บทพระเอกธรรมาภิบาลต้องมา!
ฟู่จิงหงยืนอ้าปากค้าง มองดูการแสดงละครโรงใหญ่ของเย่เฟิงอย่างตะลึงงัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงกับเค้นเสียงถาม
“เฒ่าเย่... เจ้าป่วยรึเปล่า? กินยาลืมเขย่าขวด? หรือสมองกระทบกระเทือน? อย่าเพิ่งหมดหวังนะ! เดี๋ยวข้าพาไปหาหมอที่เก่งที่สุด!”
เย่เฟิงกลอกตามองบนแทบทะลุเบ้าตา
“เจ้าสิป่วย! ป่วยทั้งโคตรเหง้าศักราช!”
เย่เฟิงสวนกลับทันควัน
“เกิดเป็นคนต้องเป็นยอดคน! ตายไปก็ต้องเป็นผีระดับตำนาน! ถ้าวีรบุรุษอย่างเรามัวแต่ไหลตามน้ำ กลัวหัวหด... โลกนี้มันจะเจริญได้ไงวะครับ?!”
“เฒ่าฟู่! เลือดนักสู้ของท่านหายไปไหนหมด? ปณิธานปราบมังกรล่ะ? หรือคุณธรรมในใจท่านมันมอดไหม้ไปพร้อมกับตาข้างนั้นแล้ว?!”
“ถ้าไร้ซึ่งคุณธรรม ต่อให้ท่านได้เป็นเจ้าสำนัก... ก็เป็นได้แค่เจ้าสำนักกากๆ เท่านั้นแหละ!”
คำพูดแทงใจดำทำเอาฟู่จิงหงหน้าชา
เขาทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหินข้างทางอย่างหมดแรง
...ใช่แล้ว
สมัยวัยรุ่น เขาเคยห้าวเป้ง ตั้งปณิธานจะปราบมารพิทักษ์ธรรม
แต่พอโตขึ้น... ทำไมไฟฝันมันถึงมอดลงเรื่อยๆ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เขารังเกียจไปซะได้?
เห็นฟู่จิงหงทำหน้าซึมกะทือ เย่เฟิงก็รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปสะกิด
“เฒ่าฟู่... ไหวป่ะเนี่ย?”
“เจ้าพูดถูก... เรื่องร้านผ้าไหมเทียนอวี่... เจ้าทำถูกแล้ว”
“หือ?”
เย่เฟิงทำหน้างง
...เมื่อกี้ยังไล่เตะกูอยู่เลย ไหงบทจะซึ้งก็ซึ้งดื้อๆ งี้ฟะ? ไบโพลาร์แดกหรือเปล่าพี่ชาย?
“ในเมื่อข้าไม่ผิด... งั้นข้ากลับก่อนนะ อาจารย์รอเปิบข้าวเย็นอยู่”
ฟู่จิงหงโบกมือไล่ “ไปเถอะ”
เย่เฟิงหมุนตัวเตรียมโกย แต่เสียงฟู่จิงหงก็ดังขัดจังหวะ
“เดี๋ยวก่อน!”
เย่เฟิงสะดุ้งโหยง
...เอาแล้ว จะเปลี่ยนใจกลับมาเตะกูอีกรอบไหมเนี่ย?
“ศิษย์พี่ฟู่... มีไรอีกครับ?”
“ทำได้ไม่เลว...”
“เอ่อ... ขอบคุณครับ จะพยายามเกรียนต่อไป...”
เย่เฟิงเกาหัวแกรกๆ เดินจากไปด้วยความมึนงง
...
ตัดภาพมาที่เรือนพำนักของเทพธิดาอวิ๋นอวี่
สวีหยางหลิ่วกำลังรายงานวีรกรรมสุดแสบของแก๊งเย่เฟิงให้นางฟัง
หลังจากฟังจบ เทพธิดาอวิ๋นอวี่กลับไม่ได้กรี๊ดแตกแหกปากโวยวาย แต่นั่งจิบชาสวยๆ อย่างสงบเยือกเย็น
สวีหยางหลิ่วแปลกใจสุดขีด
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ! ไอ้เด็กเปรตพวกนั้นมันมาฉีกหน้าเราถึงถิ่น! ตอนนี้ชาวบ้านนินทากันให้แซ่ด! เสียชื่อเสียงท่านอาจารย์หมด! จะปล่อยไว้ไม่ได้นะเจ้าคะ!”
เทพธิดาอวิ๋นอวี่วางถ้วยชาลงช้าๆ ท่วงท่าสง่างามสมเป็นอดีตดาวคณะ
“เจ้าไม่น่าจ่ายเงินให้เย่เฟิงเลย”
สวีหยางหลิ่วหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าโขกหัว
“ท่านอาจารย์! ตอนนั้นคนมุงเป็นร้อย! ไอ้เด็กนรกนั่นมันเล่นใหญ่ ทั้งแปะประจาน ทั้งแจกใบปลิว! ข้ากลัวเรื่องจะบานปลาย เลย... เลยตัดใจจ่ายเงินปิดปากมันไป! ข้าน้อยสมควรตาย! ลงโทษข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”
เทพธิดาอวิ๋นอวี่ปรายตามอง
“ลุกขึ้นเถอะ ข้าแค่บอกว่าไม่ควรจ่าย ไม่ได้จะตำหนิเจ้า”
“หยางหลิ่ว... เจ้ารู้ไหมว่าทำไมปีก่อนๆ ข้าถึงจ่ายตรงเวลา แต่พักหลังๆ ถึงสั่งให้เจ้า 'ดึงเช็ง'?”
สวีหยางหลิ่วส่ายหน้าดิก
“ศิษย์โง่เขลา ไม่เข้าใจกุศโลบายอันลึกล้ำของท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”
เทพธิดาอวิ๋นอวี่หัวเราะเบาๆ
“เรื่องนี้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งนัก... ไม่ใช่แค่ร้านเราหรอก ร้านอื่นๆ ที่เริ่มเบี้ยวหนี้ ก็เริ่มพร้อมๆ กันเมื่อสิบสองปีก่อน กับห้าปีก่อน... เจ้ายังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจเกมการเมืองพวกนี้”
“ในเมื่อจ่ายไปแล้ว ก็ช่างมันเถอะ... นิกายทะเลเมฆาน้ำมันนิ่งเกินไป หุบเขาเซียนหลิงนี่แหละคือไม้กวนน้ำชั้นดี!”
“ต้องกวนให้น้ำขุ่นคลั่ก ปลาถึงจะแตกตื่น... แล้วเราค่อยจับปลาตอนนั้น!”
สวีหยางหลิ่วยังคงงงเป็นไก่ตาแตก
แต่พอจะจับใจความได้ลางๆ ว่า... นี่คือเกมชิงบัลลังก์ระหว่าง 'ตู๋กูฉางคง' กับ 'ฟู่จิงหง'
...หรือว่าท่านอาจารย์จะเลือกข้างแล้ว?
ทันใดนั้น ศิษย์หญิงนางหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ! ท่านอาอวิ๋นมู่กับท่านอาโส่วฉือมาถึงแล้วเจ้าค่ะ! ขนลูกศิษย์มาเพียบเลย!”
เทพธิดาอวิ๋นอวี่ยิ้มมุมปาก
“มาไวจริงนะแม่คุณ... เรียกเด็กๆ ในเรือนมาให้หมด! เราจะไปออกศึก!”
“ไปไหนเจ้าคะ?”
“ไปคิดบัญชีกับ 'ไอ้เฒ่าตัณหากลับอวี้หลง' ไงล่ะ! เรื่องนี้จะจบง่ายๆ ได้ไง... ต้องมีวางมวยกันหน่อย!”
“วางมวย?! ท่านอาจารย์จะไปตบตีกับท่านอาอวี้หลงจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
“อืม... ข้าว่าไอ้อ้วนตายนั่น มันคงนั่งรอพวกเราอยู่แล้วล่ะ!”
...
เรือนเฟิงหลิง
เย่เฟิงกลับมาถึงเรือนก็มืดค่ำพอดี
เสี่ยวหมานกับหลิงเอ๋อทำกับข้าวเสร็จสรรพ ส่วนท่านอาจารย์อ้วนยังคงนอนเอกเขนกบนเก้าอี้โยกตัวโปรด
“เจ้าหนู... จมูกไวปานหมาเลยนะ กับข้าวเสร็จปุ๊บ โผล่หัวมาปั๊บ!”
เจ้าอ้วนอวี้หลงแซวศิษย์รัก
เย่เฟิงหัวเราะแหะๆ “ท่านอาจารย์ คืนนี้มีไรกิน?”
“ไม่รู้สิ แต่ได้กลิ่นตุ๋นน้ำแดงลอยมา... ของโปรดเจ้าไม่ใช่เรอะ?”
“ท่านอาจารย์ก็จมูกไวเหมือนกันนี่หว่า! สงสัยเกิดปีจอเหมือนกัน!”
“ไอ้เด็กเวร! เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยว!”
เจ้าอ้วนอวี้หลงกระเด้งตัวขึ้นมาไล่เตะ เย่เฟิงรีบมุดเข้าครัวไปช่วยยกกับข้าว
อาหารมื้อนี้อุดมสมบูรณ์ผิดปกติ สี่คนหกอย่าง มีทั้งเนื้อทั้งผัก แถมยังมีแกงจืดลูกชิ้นร้อนๆ
นี่มันระดับภัตตาคารเหลาชัดๆ! ผู้อาวุโสทั่วไปยังไม่ได้กินดีขนาดนี้เลย!
มหาปราชญ์อวี้หลงนั่งลงหัวโต๊ะ เย่เฟิงคอยรินเหล้าบริการดุจพนักงานดีเด่น
“เจ้าหนู... วันนี้ทวงหนี้เป็นไงมั่ง?”
“ราบรื่นดุจปอกกล้วยเข้าปาก! ต้องขอบพระคุณแผนชั่ว... เอ้ย แผนอันชาญฉลาดของท่านอาจารย์ขอรับ!”
เจ้าอ้วนอวี้หลงพยักหน้า “ดีมาก”
เขากระดกเหล้าหมดจอก แล้วเริ่มทำนิ้วมือถูไถไปมา... ยิกๆๆ
ถูจนควันแทบขึ้นนิ้ว เย่เฟิงก็ยังทำมึน
“เจ้าหนู! ตาบอดเรอะ?!”
เย่เฟิงเพิ่งสังเกตเห็นสัญลักษณ์สากลโลก (ท่าขอตังค์)
“อ้าว... เป็นไรไปครับอาจารย์? นิ้วล็อก?”
“ล็อกกับผีสิ! กล้าถามนะเอ็ง! เรื่องนี้ข้าเป็นกุนซือวางแผน แถมยังต้องคอยตามเช็ดก้นให้เจ้าอีก คืนนี้อาจต้องมีเสียเลือดเสียเนื้อ... จะไม่แบ่ง 'ค่าน้ำร้อนน้ำชา' ให้ข้าหน่อยเรอะ?!”
เย่เฟิงถึงบางอ้อ
...ที่แท้ไอ้เฒ่าหน้าเลือดนี่จะมาไถตังค์!
แม้ใจจะเจ็บปวดรวดร้าว แต่ก็ต้องจำใจควักห่อเงินออกมา
พอเห็นเงินกองโต เจ้าอ้วนอวี้หลงก็ยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียม
“โอ้โห! วันเดียวฟันกำไรเละ! เจ้ายังเด็ก มีเงินเยอะเดี๋ยวใจแตก เอาไปผลาญเล่นพนันหมด... มามะ อาจารย์จะเก็บรักษาไว้ให้เอง ไว้เป็นสินสอดขอเมียในอนาคตนะจ๊ะ...”
“หือ? ประโยคนี้คุ้นๆ เหมือนพวกแม่ๆ ชอบหลอกเด็กตอนตรุษจีนเลยแฮะ...”
เย่เฟิงบ่นอุบอิบ
จังหวะนั้น หวงหลิงเอ๋อกับเสี่ยวหมานเดินเข้ามาพอดี
“ว้าว! ท่านพ่อ! เงินเยอะแยะมาจากไหนเจ้าคะ?”
“ฮ่าๆๆ ศิษย์พี่เจ้าไปขุดทองมา! วันนี้ป๋าอารมณ์ดี... มาๆ กินข้าวกัน!”
เจ้าอ้วนทำท่าจะกวาดเงินทั้งหมดลงกระเป๋า
เย่เฟิงร้องเสียงหลง “เฮ้ย! อาจารย์! เหลือไว้ให้ผมบ้าง! อย่าเอาไปหมดดิ!”
เจ้าอ้วนอวี้หลงชะงัก หยิบเงินออกมาสามก้อน (ก้อนละ 20 ตำลึง)
แล้วลังเลนิดนึง... หยิบกลับคืนไปก้อนนึง
“อ่ะ... เอาไปใช้อย่างประหยัดนะ อย่าเอาไปลงขวดเหล้าหรือเข้าหอนางโลมหมดล่ะ!”
เย่เฟิงรับเงินมาด้วยมือสั่นเทา
“อาจารย์... นี่มันสี่สิบตำลึงเองนะ! ข้ากะจะเอาไปซื้อผลึกวิญญาณมาอัปเลเวลซะหน่อย...”
“ช่วงนี้ฝึกเหินกระบี่ไปก่อน! จะเอาผลึกวิญญาณไปทำเกลืออะไร! สันดานอย่างเจ้า มีเงินก็มือเติบ! ข้าเก็บไว้ให้แหละปลอดภัยสุด... อ่ะ หลิงเอ๋อ เสี่ยวหมาน เอาค่าขนมไปซื้อหนมกิน...”
เจ้าอ้วนแจกเงินให้สองสาวคนละก้อน
เย่เฟิงมองตาปริบๆ... ตอนแรกก็น้อยใจ แต่พอเห็นหลิงเอ๋อได้แค่ยี่สิบตำลึง ตัวเองได้ตั้งสี่สิบ... อืม ค่อยรู้สึกยุติธรรมขึ้นมาหน่อย
“ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ!”
“ขอบคุณท่านอาจารย์อาอวี้หลงเจ้าค่ะ!”
สองสาวดีใจยิ้มแก้มปริ
เย่เฟิงกระแอม “อะแฮ่ม! ไม่ขอบคุณข้าบ้างรึ? รู้ไหมว่ากว่าจะได้เงินก้อนนี้มา ข้าต้องแลกด้วยอะไร? เจ็บก้นจะตายชัก!”
“หืม? เจ็บก้น?”
ทั้งสามคนหันขวับมามองเย่เฟิงเป็นตาเดียว
เสี่ยวหมานตาโต ยกมือทาบอก
“ศิษย์พี่เย่... ท่าน... ท่านไปขายตัวมาหรือเจ้าคะ?!”
“บ้า! ยัยเด็กแก่แดด! คิดลามกอะไรของเจ้าเนี่ย! ข้าไม่ได้ไปขายตูด! โดนไอ้บ้าฟู่จิงหงมันเตะก้นมาต่างหากโว้ย!”
หลิงเอ๋อถามตาแป๋ว “แล้วศิษย์พี่ฟู่จะมาเตะก้นท่านทำไมเจ้าคะ?”
“ก็ข้าดันไปอ้างชื่อพี่แกทวงหนี้... เลยโดนบาทาไร้เงาประทับตราน่ะสิ!”
“ทวงหนี้?”
สองสาวงงเป็นไก่ตาแตก
เจ้าอ้วนอวี้หลงที่เก็บเงินเข้ากระเป๋าเรียบร้อยหัวเราะร่า
“ทวงหนี้ก็คือไปเอาตังค์คืนไง! เลิกสงสัยแล้วกินข้าวซะ! ขืนช้า... ข้าฟาดเรียบไม่เหลือนะ!”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ
ทันใดนั้น...
ปัง!!!
ประตูเรือนถูกถีบจนปลิวหลุดจากบานพับ! ฝุ่นตลบอบอวล!
ทุกคนสะดุ้งโหยง ข้าวแทบพุ่งออกจากปาก
เสียงสตรีแผดร้องดั่งนางสิงห์คำราม
“หวงโหย่วเต้า!!! ไอ้หมูตอนบัดซบ! ไอ้เฒ่าตัณหากลับ! ไสหัวออกมาให้แม่เดี๋ยวนี้!!!”
เย่เฟิงหน้าถอดสี
...ชิบหายแล้ว! ตัวแม่บุก! เทพธิดาอวิ๋นอวี่มาตามนัด!
เขารีบหันไปมองท่านอาจารย์
แต่ปรากฏว่า... เจ้าอ้วนอวี้หลงยังคงนั่งนิ่งดั่งขุนเขา คีบหมูสามชั้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างสบายอารมณ์
ราวกับว่า... ซีนนี้เฮียแกเขียนบทไว้เองเป๊ะๆ!