- หน้าแรก
- ยอดเซียนสายเผ่น ขอเป็นที่หนึ่ง
- ตอนที่ 63 ธุรกิจนี้... ลงทุนศูนย์บาท กำไรล้านเปอร์เซ็นต์!
ตอนที่ 63 ธุรกิจนี้... ลงทุนศูนย์บาท กำไรล้านเปอร์เซ็นต์!
ตอนที่ 63 ธุรกิจนี้... ลงทุนศูนย์บาท กำไรล้านเปอร์เซ็นต์!
ตอนที่ 63 ธุรกิจนี้... ลงทุนศูนย์บาท กำไรล้านเปอร์เซ็นต์!
เมื่อสวีหยางหลิ่วเห็นลูกค้าในร้านถูกเย่เฟิงและพรรคพวกไล่ตะเพิดจนเกลี้ยงร้าน แถมยังขู่ฟ่อๆ ว่าจะเอาสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลายมาเลหลังขายแบกะดินราคากาดนัด นางก็โกรธจนควันแทบออกหู
นางตะโกนสั่งพนักงานสาวๆ ให้ช่วยกันขับไล่แก๊งอันธพาลไร้อารยธรรมกลุ่มนี้ออกไปจากร้าน
เย่เฟิงเดาทางออกอยู่แล้วว่าผลลัพธ์ต้องออกมาอีหรอบนี้
พวกเขาย่อมไม่โง่พอที่จะลงไม้ลงมือกับสตรี โดยเฉพาะสตรีที่มีแบ็คใหญ่คับฟ้า
หลังจากถูกผลักออกมานอกร้าน ฉีเหยาและพรรคพวกก็เริ่มปฏิบัติการทันที... แปะแถบผนึกโปสเตอร์ประจานตัวเบ้อเริ่มเทิ่มบนผนังร้าน พร้อมแจกใบปลิวขนาดพกพาให้ไทยมุงแถวนั้นอ่านกันเพลินๆ
นี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่พวกเขาตรากตรำหลังขดหลังแข็งทำกันในโรงน้ำชาซอมซ่อเมื่อชั่วโมงก่อน!
และทั้งหมดนี้... คือแผนชั่วร้ายที่อาจารย์อ้วน "อวี้หลง" ผู้เลวโดยสันดานเป็นคนวางแผนให้!
เทพธิดาอวิ๋นอวี่สมัยสาวๆ ได้ชื่อว่าเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งนิกายทะเลเมฆา ชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลไปทั่วหล้า
เจ้าอ้วนอวี้หลงรู้ไส้รู้พุงดีว่า... น้องสาวอวิ๋นอวี่คนนี้ "รักหน้าตา" ยิ่งกว่าชีวิต!
การใช้วิธี "ประจานให้อาย" แบบนี้ ได้ผลชะงัดนักยิ่งกว่าการข่มขู่หรือสาดสีหน้าบ้านเสียอีก!
ตลาดหุบเขาเซียนหลิงเปิดมาเป็นพันปี ไม่เคยมีประวัติศาสตร์การ "ยึดร้าน" อย่างอุกอาจขนาดนี้มาก่อน
ไทยมุงจำนวนมหาศาลจึงหลั่งไหลมามุงดูประหนึ่งมีงานวัด
คนเหล่านี้รู้ดีว่าเย่เฟิงและแก๊งสี่อันธพาลมีภูมิหลังแข็งแกร่งขนาดไหน แถมตอนนี้บนแขนยังสวมปลอกแขนแดง "บังคับใช้กฎหมาย" อีกต่างหาก
ศิษย์ฝ่ายนอกตาดำๆ ย่อมไม่กล้าหือ... ส่วนศิษย์ฝ่ายในแม้จะดูสูงส่ง แต่เทียบกับอาจารย์ระดับบิ๊กของพวกเย่เฟิงแล้ว ก็เหมือนเอาไม้จิ้มฟันไปงัดไม้ซุง
แถมไอ้สี่ตัวนี้... ชื่อเสียงเรื่องความระยำตำบอนก็เลื่องลือไปทั่ว
ฝูงชนทำได้แค่ยืนชี้หน้าด่าทอซุบซิบกันเบาๆ ไม่มีจอมยุทธ์หน้าไหนกล้าเสนอหน้าออกมารับบทพระเอกขี่ม้าขาวช่วยสาวงามเลยสักคน
อีกอย่าง... เมื่ออ่านเนื้อหาในใบปลิวและโปสเตอร์ ทุกคนก็พอจะเดาทางลมได้
งานนี้... ร้านผ้าไหมเทียนอวี่ผิดเต็มประตู!
ร้านค้าในหุบเขาเซียนหลิงส่วนใหญ่ โดยเฉพาะร้านผ้าไหมและเครื่องประทินโฉม ฟันกำไรเละเทะ แต่ดันเหนียวหนี้ไม่ยอมจ่ายค่าเช่ามาเป็นชาติ... มันน่าเกลียดเกินไปหน่อยไหมล่ะ?
เย่เฟิงและเดอะแก๊งตีฆ้องร้องป่าวหน้าสลอน ประกาศก้องว่าร้านผ้าไหมเทียนอวี่เบี้ยวหนี้ แถมยังทำร้ายเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์!
เมื่อเห็นไทยมุงเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ สวีหยางหลิ่วทำได้เพียงสั่งปิดประตูร้านหนีอายชั่วคราว
ปัง!
พอเห็นร้านปิดประตู เย่เฟิงยิ่งได้ใจเข้าไปใหญ่
"ปิดร้านหนีเรอะ? ดี! แปะแม่มให้ทั่วเลยพวกเรา!"
พวกเขาเอาโปสเตอร์และแถบผนึกไปแปะจนเต็มบานประตู แทบไม่เหลือที่ว่างให้หายใจ
แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับบ้านกลับช่อง มือหนึ่งแปะโปสเตอร์ อีกมือป้องปากตะโกนลั่น
“พี่น้องเอ๊ย! ร้านผ้าไหมเทียนอวี่รายได้เป็นกอบเป็นกำดั่งทองคำไหลมาเทมา แต่กลับหน้าด้านเบี้ยวส่วยประจำปี! ละเมิดสัญญา! ไร้คุณธรรม! เสียชื่อจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะสุดๆ!”
“มาดูเร็วเข้า! ร้านนี้อาศัยว่ามีผู้อาวุโสหนุนหลัง เบี้ยวค่าเช่ามาสี่ปีแล้ว! ใครอยากเห็นคนรวยแต่ขี้โกง เชิญทางนี้!”
สวีหยางหลิ่วแอบดูเหตุการณ์จากชั้นสอง เห็นคนมุงเป็นร้อยๆ คน ต่างถือใบปลิวอ่านไป ชี้มือด่าร้านนางไป
นางแทบจะเป็นลม!
เสียงซุบซิบของไทยมุงดังลอดเข้ามา...
“เฮ้ย! ได้ยินว่าร้านนี้หุ้นกันสามคนเลยนะ ท่านอาอวิ๋นอวี่ ท่านอาอวิ๋นมู่ ท่านอาโส่วฉือ... ตัวแม่ทั้งนั้น!”
“มิน่าล่ะ ถึงกล้าเบี้ยวหนี้หอคลังสวรรค์! ที่แท้ก็เส้นใหญ่นี่เอง!”
“โธ่เอ๊ย! ในหุบเขานี้มีร้านไหนจ่ายตรงเวลาบ้าง? มีแค่ร้านของหกหอหลักเท่านั้นแหละ นอกนั้นก็อาศัยเส้นก๋วยจั๊บกันทั้งนั้น!”
“แต่ที่โดนประจานเละเทะขนาดนี้ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ! งานนี้ท่านอาอวิ๋นอวี่หน้าแตกหมอไม่รับเย็บแน่!”
“สี่อันธพาลนี่มันบ้าดีเดือดจริงๆ กล้าตบหน้าท่านอาอวิ๋นอวี่ฉาดใหญ่ขนาดนี้... เบื้องหลังต้องไม่ธรรมดา!”
“ข้าได้ยินมาวงในนะเว้ย... ศิษย์ท่านอาอวิ๋นอวี่สนิทกับศิษย์พี่ฉางคง... แล้วตอนนี้ศิษย์พี่จิงหงคุมหอคลังสวรรค์อยู่... แถมไอ้ฉีเหยาก็อยู่หอถ่ายทอดวิชาซึ่งเป็นถิ่นศิษย์พี่ฉางคง... เอ๊ะ หรือว่า...”
“ชู่ว์! อย่าพูดดังไป! เดี๋ยวงานเข้า!”
เสียงวิเคราะห์การเมืองภายในนิกายดังกระหึ่ม
คนฉลาดทั้งหลายต่างฟันธงว่า นี่ไม่ใช่การทวงหนี้ธรรมดา... แต่มันคือสงครามตัวแทน!
สี่อันธพาล = ทีมฟู่จิงหง
เทพธิดาอวิ๋นอวี่ = ทีมตู๋กูฉางคง
นี่คือบทสรุปที่สมเหตุสมผลที่สุดในสายตาพวกเขา!
...
เมื่อได้ยินเสียงนกเสียงกาพวกนี้ สีหน้าของสวีหยางหลิ่วซีดเผือด
นางเองก็เริ่มระแวงว่าเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง
ปกติสี่อันธพาลจะกร่างแค่ไหน ก็ไม่เคยกล้าแหยมกับร้านค้าระดับนี้
วันนี้มันต้องมีใบสั่ง!
พี่สาวคนสวยพนักงานร้านถามเสียงสั่น
“ศิษย์พี่สวี... เอาไงดีเจ้าคะ? ขืนปล่อยให้พวกมันป่วนแบบนี้ ร้านเราเจ๊งแน่!”
“ตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องขายของแล้ว... เกรงว่ามันจะลามไปถึงเรื่องการเมือง!”
สวีหยางหลิ่วเหงื่อตก นางไม่เคยเจอสถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้มาก่อน
ถ้านี่คือศึกชิงเก้าอี้ระหว่างตู๋กูฉางคงกับฟู่จิงหงจริงๆ... นางที่เป็นแค่เบี้ยตัวเล็กๆ อาจจะซวยไปด้วย
แต่เอ๊ะ... นางไม่ยักรู้ว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคนไหนไปเข้าพวกกับตู๋กูฉางคงตอนไหน? หรือว่านางตกข่าว?
ไม่ว่าความจริงคืออะไร ต้องรีบจบเรื่องนี้ให้ไวที่สุด!
“ในตู้เซฟมีเงินสดเท่าไหร่?”
“น่าจะเหลือสักสองสามหมื่นตำลึงเจ้าค่ะ”
“เอาออกมา! เดี๋ยวนี้!”
“ศิษย์พี่... ท่านจะจ่ายให้พวกมันจริงๆ หรือเจ้าคะ? ต้องรายงานท่านอาจารย์ก่อนไหม?”
“ไม่ทันกินแล้ว! ทำตามที่ข้าบอก!”
...
ครู่ต่อมา ประตูร้านที่ปิดตายก็แง้มออก
พนักงานสาวเดินหน้ามุ่ยออกมา เห็นโปสเตอร์ประจานแปะหราอยู่เต็มประตูก็ขมวดคิ้วยุ่ง
“เย่เฟิง... เถ้าแก่เนี้ยเชิญพวกท่านเข้าไปคุยข้างใน”
เย่เฟิงฉีกยิ้มกว้างจนปากแทบฉีกถึงหู
...บิงโก! แผนสำเร็จ!
พอทั้งสี่เข้าไปในร้าน พนักงานสาวๆ อีกกลุ่มก็รีบวิ่งออกมาแกะโปสเตอร์ ล้างเช็ดทำความสะอาดกันจ้าละหวั่น พยายามลบร่องรอยความอัปยศให้เร็วที่สุด
สวีหยางหลิ่ววางปึกตั๋วเงิน พร้อมกองทองคำและแท่งเงินลงบนโต๊ะดังตึง!
“เย่เฟิง... เงินสองหมื่นสามพันตำลึงอยู่ที่นี่ ครบทุกบาททุกสตางค์! นับดูสิ!”
เย่เฟิงยิ้มตาหยี
“เถ้าแก่เนี้ยสวีช่างเป็นคนพูดง่ายจริงๆ! หากท่านควักออกมาตั้งแต่แรก พวกเราก็ไม่ต้องเล่นใหญ่ไฟกะพริบขนาดนี้หรอก... เหยาเหยา นับเงิน!”
ฉีเหยาพยักหน้าหงึกหงัก รีบคว้าตั๋วเงินมานับรัวๆ ส่วนฟางถงและเปินเหลยช่วยกันนับทองคำและเงินแท่ง ตาเป็นประกายวิบวับ
ระหว่างที่กำลังนับเงินเพลินๆ สวีหยางหลิ่วก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เย่เฟิง... ข้าไม่สนหรอกนะว่าใครหนุนหลังเจ้าอยู่ แต่จำใส่กะลาหัวไว้... เรื่องวันนี้ยังไม่จบ!”
เย่เฟิงทำหน้าซื่อตาใส ที่ดูปลอมมาก
“อ้าว... ไฉนยังไม่จบเล่าขอรับ? ท่านจ่ายหนี้ งานเราก็จบ วิน-วินทั้งคู่! แต่แน่นอน... ถ้าวันหน้าท่านเบี้ยวอีก พวกเราก็จะกลับมาเยี่ยมเยียนใหม่นะจ๊ะ”
“เย่เฟิง... ถึงขั้นนี้แล้วยังจะมาตีหน้าเซ่ออีก? ฝากไว้ก่อนเถอะ... พวกเจ้าสี่ตัวได้เจอดีแน่!”
“โธ่ๆๆ... อย่าอาฆาตมาดร้ายกันนักเลยขอรับ พวกเราก็แค่แมสเซนเจอร์รับจ้างทวงหนี้ ถ้าจะแก้แค้น... ไปลงที่ 'เจ้านาย' เบื้องหลังพวกเราโน่น! พวกเรามันแค่เบี้ยตัวเล็กๆ วิ่งขาขวิดแลกเศษเงินเท่านั้นเอง...”
เย่เฟิงตีบทแตก ทำตัวลีบเล็กน่าสงสาร
“ใครคือคนบงการพวกเจ้า?”
เย่เฟิงยิ้มมุมปาก
“เถ้าแก่เนี้ยสวี... เราคนกันเอง ฉลาดๆ กันทั้งนั้น เรื่องบางเรื่อง... พูดตรงๆ มันไม่งาม ท่านน่าจะ 'รู้ๆ กันอยู่' นะขอรับ!”
...โยนขี้ไปให้ฟู่จิงหงหน้าตาเฉย!
ก่อนหน้านี้ได้ยินข่าวลือเรื่องศึกสายเลือดตู๋กูฉางคง vs ฟู่จิงหง เย่เฟิงเลยสวมรอยซะเลย!
สวีหยางหลิ่วแค่นเสียงในลำคอ “หึ!” ไม่ซักไซ้ต่อ
นางมั่นใจไปแล้วว่า "ฟู่จิงหง" คือผู้อยู่เบื้องหลัง! และด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่รู้หมู่หรือจ่า ใครจะชนะศึกชิงบัลลังก์ นางจึงเลือกที่จะเงียบไว้ก่อน
ปลอดภัยไว้ก่อน คือคติประจำใจคนฉลาด!
“ลูกพี่! ครบถ้วน! สองหมื่นสามพันตำลึงเป๊ะ!” ฟางถงรายงานเสียงใส
เย่เฟิงพยักหน้า จรดพู่กันเขียนใบเสร็จรับเงินสองฉบับอย่างรวดเร็ว
“อะ... นี่ใบเสร็จรับเงิน อีกใบเป็นใบแจ้งหนี้ เก็บไว้ให้ดีนะขอรับ! หมดธุระแล้ว... ลาก่อน!”
ท่ามกลางสายตาอาฆาตแค้นระดับสิบริกเตอร์ของเหล่าสาวงาม สี่อันธพาลช่วยกันหอบหีบเงิน เดินฮัมเพลงผิวปากออกจากร้านไปอย่างสบายใจเฉิบ
...
พอก้าวพ้นร้าน ไทยมุงที่ยังไม่ยอมกลับบ้านต่างฮือฮากันใหญ่
“เฮ้ย! มันเก็บได้จริงๆ ว่ะ!”
“สุดยอด! สี่อันธพาลทำสำเร็จ!”
ฉีเหยาเดินหน้าบานเป็นกระด้ง
“ลูกพี่! งานนี้มันหมูตู้ชัดๆ! แค่แหกปากแป๊บเดียว เงินก็ลอยเข้ากระเป๋า... เยอะชิบหาย!”
เย่เฟิงคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว
“หักส่วนแบ่งเข้าหลวง และค่านายหน้าเจ๊โหรวแล้ว... พวกเราสี่คนหารกัน จะได้คนละ... ห้าพันเจ็ดร้อยห้าสิบตำลึง!”
“กริ๊ดดด! รวยแล้วจ้าแม่!”
“รู้งี้มาเป็นแก๊งทวงหนี้ตั้งนานแล้ว! ไม่ต้องลงทุนสักแดง กำไรเน้นๆ!”
“ใช่ๆ! แค่ลงทุนค่ากระดาษกับน้ำหมึกไม่กี่อีแปะ... นี่มันธุรกิจสตาร์ทอัพยูนิคอร์นชัดๆ! ลงทุนศูนย์ กำไรล้านเปอร์เซ็นต์!”
ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังดี๊ด๊า เย่เฟิงกลับเริ่มเหงื่อตกในใจ
...กำไรเยอะก็จริง แต่ความเสี่ยงระดับ High Risk High Return นะเว้ย!
เตรียมตัวรอรับแรงกระแทกได้เลย... คืนนี้ หรือไม่ก็เช้าพรุ่งนี้ เทพธิดาอวิ๋นอวี่องค์ลงแน่!
งานนี้ต้องลุ้นว่า อาจารย์อ้วนจะ "แทงค์" ไหวหรือเปล่า!
ฉีเหยาตาเป็นประกาย
“ลูกพี่! เครื่องกำลังร้อน ไปต่อร้านอื่นกันเถอะ! วันนี้กวาดสักสิบเจ้าเลยไหม?”
จูกัดเปินเหลยเสริม “ใช่ๆ น้ำขึ้นต้องรีบตัก!”
เย่เฟิงส่ายหน้าดิก
“พอ! วันนี้แยกย้าย! ไปหาที่แบ่งสมบัติกันก่อน... ข้าเชื่อว่าป่านนี้ข่าวร้านผ้าไหมเทียนอวี่คงกระจายไปทั่วหุบเขาแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่!”
...ขืนโลภมาก เดี๋ยวลาภจะหายกลายเป็นตีน! กลับฐานไปตั้งหลักก่อนดีกว่า!