- หน้าแรก
- ยอดเซียนสายเผ่น ขอเป็นที่หนึ่ง
- ตอนที่ 62 ปฏิบัติการทวงหนี้... สี่อันธพาลยึดร้าน!
ตอนที่ 62 ปฏิบัติการทวงหนี้... สี่อันธพาลยึดร้าน!
ตอนที่ 62 ปฏิบัติการทวงหนี้... สี่อันธพาลยึดร้าน!
ตอนที่ 62 ปฏิบัติการทวงหนี้... สี่อันธพาลยึดร้าน!
ตกกลางวัน เย่เฟิงไม่ได้กลับไปกินข้าวที่เรือนเฟิงหลิง
บ่ายวันนี้เขานัดแนะกับฟางถงและพรรคพวกอีกสามหน่อไว้ว่าจะไปปฏิบัติภารกิจทวงหนี้ จึงทำได้เพียงจับปลาตัวใหญ่ในน้ำขึ้นมาย่างกินแก้ขัดไปส่งๆ
...รสชาติจืดชืดสิ้นดี เอาน่า กินกันตายไปก่อน
จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังหุบเขาเซียนหลิงทันที
หุบเขาเซียนหลิงอยู่ไม่ไกลจากสระน้ำเย็นเยียบ เหินนภาข้ามป่าทึบไป ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็ร่อนลงจอดที่บริเวณรอบนอกของหุบเขาแล้ว
เวลาทำการของหุบเขาเซียนหลิงนั้น อินดี้ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา
เนื่องจากลูกค้าที่นี่ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ยามเช้าต้องฝึกวิชา ศิษย์ฝ่ายนอกก็ต้องทำงานงกๆ เงิ่นๆ ดังนั้นร้านค้าส่วนใหญ่จึงรอกันจนตะวันโด่งถึงปลายยามซื่อ ถึงจะยอมเปิดประตูร้าน
...วิถีสโลว์ไลฟ์สินะ!
เย่เฟิงโซ้ยปลาย่างเสร็จ รีบบึ่งมาถึงที่นี่ก็ปาเข้าไปปลายยามอู่แล้ว
ภายในหุบเขาเซียนหลิงคลาคล่ำไปด้วยเหล่าศิษย์มากมาย
ณ โรงน้ำชาซอมซ่อแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของหุบเขา เย่เฟิงมองเห็นสามหน่อแก๊งอันธพาลนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ลูกพี่! ทางนี้! ทางนี้!”
ฟางถงโบกมือหยอยๆ เรียกเย่เฟิง
เย่เฟิงเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้มการค้า
“พวกเจ้าสามคนมากันเร็วจริงนะ!”
ฟางถงยืดอกตอบ “แน่นอนอยู่แล้วขอรับ! เรื่องหาเงินหากไม่กระตือรือร้น สมองต้องมีปัญหาแน่! พวกเรารีบลงมือกันเถอะ!”
เย่เฟิงโบกมือปราม “ช้าก่อน ไม่ต้องรีบ”
ทุกคนชะงักกึก
จูกัดเปินเหลยเจ้าของฉายาเปินเหลยผอมเอ่ยถาม “ลูกพี่ เมื่อวานพวกเราตกลงกันดิบดีแล้วมิใช่หรือ? หรือว่าท่านจะเปลี่ยนใจ?”
เย่เฟิงส่ายหน้า
“หาใช่เช่นนั้นไม่ เมื่อวานข้าเล่าเรื่องนี้ให้ท่านอาจารย์ฟังแล้ว ท่านอาจารย์พอได้ฟังก็สนับสนุนเต็มสูบ ทั้งยังวางแผนเด็ดพรายให้ข้าอีกด้วย...”
ฉีเหยาตาเป็นประกาย
“ท่านอาอ้วนวางแผนอันใดหรือเจ้าคะ?”
เย่เฟิงกวักมือเรียกทุกคนเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบกระซาบแผนการอันชั่วร้ายอยู่ครู่หนึ่ง
เดนมนุษย์ทั้งสามหลังจากฟังจบ ต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ฉีเหยาถอนหายใจยาว
“ท่านอาอ้วนช่างเป็นคนเลวบริสุทธิ์จริงๆ! นิยามสั้นๆ คือ... เลวโดยสันดาน! แผนการไร้คุณธรรมพรรค์นี้เขาก็ยังคิดออกมาได้! นับถือ! นับถือ!”
ฟางถงอ้วนพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าคิดว่าแผนของท่านอาอ้วนไม่เลวเลย หากใช้กำลังทวงหนี้ พวกเราหยิบมือเดียวคงสู้พวกนั้นไม่ได้แน่ ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องยึดมั่นในวิถีแห่งการ... ประนีประนอม”
จูกัดเปินเหลยผอมตบโต๊ะฉาด
“เช่นนั้นจะรออันใดอีกเล่า! รีบเตรียมการเร็วเข้า ใช้วิธีนี้ของท่านอาอ้วน วันนี้พวกเรากวาดเรียบได้หลายเจ้าแน่นอน!”
เย่เฟิงยกนิ้วขึ้นจุ๊ปาก
“ก่อนจะลงมือ ข้าคิดว่าพวกเราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนลุคกันสักหน่อย ให้ชาวบ้านมองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกเราคือ... เจ้าพนักงานทวงหนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย!”
ฉีเหยาพยักหน้า “ข้าเห็นด้วย แต่จะแต่งอย่างไรดีเล่า...”
สี่อันธพาลนั่งสุมหัวกันอยู่ในโรงน้ำชาซอมซ่ออยู่นานโข ชาก็สั่งมาจิบไม่กี่ถ้วย แต่กลับผลาญกระดาษและหมึกของร้านไปไม่น้อย
เถ้าแก่โรงน้ำชาและศิษย์ที่แวะเวียนมาพัก ต่างมองกลุ่มคนทั้งสี่ด้วยสายตาหวาดระแวง
...พวกนี้มันวางแผนปล้นใครหรือเปล่าวะ?
...
ร้านผ้าไหมเทียนอวี่
ตั้งตระหง่านอยู่กึ่งกลางหุบเขาเซียนหลิง เป็นเรือนไม้สองชั้นขนาดใหญ่ กว้างแปดจั้ง ลึกสี่จั้ง ด้านหลังเชื่อมต่อกับลานเรือนและบ้านพักพนักงาน ทั้งยังมีโกดังเก็บสินค้าขนาดใหญ่ถึงสองห้อง
ร้านผ้าไหมเทียนอวี่เป็นกิจการร่วมทุนของสามสาวพาวเวอร์พัฟเกิร์ลรุ่นเดอะ... เทพธิดาอวิ๋นอวี่, เทพธิดาโส่วฉือ และเทพธิดาอวิ๋นมู่
โดยอวิ๋นอวี่ถือหุ้นใหญ่สุดถึงหกสิบส่วน อีกสองคนถือคนละยี่สิบส่วน
พวกนางล้วนเป็นผู้อาวุโสระดับท็อปของนิกายทะเลเมฆา ย่อมไม่ลดตัวลงมาขายของเอง จึงจ้างศิษย์หญิงฝ่ายนอกนับสิบคนมาดูแลร้าน
เถ้าแก่เนี้ยผู้ดูแลร้านคือศิษย์มีชื่อของเทพธิดาอวิ๋นอวี่ นามว่า สวีหยางหลิ่ว
...เงินของผู้หญิงนั้นหาได้ง่ายที่สุด!
ร้านค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องประทินโฉม ในหุบเขาเซียนหลิง ล้วนขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
ร้านผ้าไหมเทียนอวี่มีกระแสเงินสดหมุนเวียนวันละนับพันตำลึง กำไรเหนาะๆ อย่างต่ำก็ห้าส่วน
ต้องยอมรับว่า เทพธิดาอวิ๋นอวี่มีหัวการค้าไม่เบา หน้าร้านเปิดโล่งกว้างขวาง จัดวางตู้โชว์สินค้าไว้อย่างอลังการงานสร้าง มีทั้งผ้าพับและเสื้อผ้าสำเร็จรูปดีไซน์เก๋ไก๋
ยามบ่ายเช่นนี้ ลูกค้าแน่นขนัด เกินกว่าเจ็ดส่วนเป็นแม่นางน้อยวัยขบเผาะ มีบุรุษหลงมาเพียงประปราย
พนักงานสาวสวยสิบกว่าคนกำลังเจรจาพาที หว่านล้อมลูกค้าอย่างกระตือรือร้น
แน่นอนว่า... การต่อรองราคาคือสีสันของการช้อปปิ้ง สำหรับผู้หญิงแล้ว ความฟินไม่ได้อยู่ที่ของ แต่อยู่ที่การได้กดราคา!
เดิมทีนึกว่าจะเป็นอีกวันที่กอบโกยกำไรได้อย่างงดงาม
ทว่า... แขกไม่ได้รับเชิญสี่หน่อก็โผล่มาจนได้
สี่อันธพาลแห่งทะเลเมฆา... เดบิวต์!
บนแขนของทั้งสี่คน สวมปลอกแขนสีแดงแจ๋ บนนั้นเขียนอักษรตัวเป้งว่า “บังคับใช้กฎหมาย”
...อารมณ์ประมาณสารวัตรนักเรียนมาตรวจระเบียบ!
ชื่อเสีย(ง)ของสี่อันธพาลแห่งทะเลเมฆานั้นโด่งดังคับฟ้า ใครบ้างจะไม่รู้จัก?
พนักงานร้านผ้าไหมเทียนอวี่นึกว่าแก๊งนี้จะมาเหมาของ พี่สาวคนสวยนางหนึ่งรีบปรี่เข้าไปต้อนรับทันที
ถึงชื่อเสียงจะเน่าหนอน แต่เรื่องเปย์เงิน สี่คนนี้ใจปั้มใช่ย่อย
พี่สาวคนสวยยิ้มหวานหยดย้อย
“คุณชายเย่ คุณชายฟาง คุณชายจูกัด เทพธิดาเหยาเหยา ไม่พบกันนานเลยนะเจ้าคะ ที่ร้านเพิ่งจะมีคอลเลกชันใหม่เข้ามาสองสามแบบ จะลองชมดูสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”
เย่เฟิงยกมือห้าม
“แม่นางผู้นี้ พวกเราไม่ได้มาซื้อผ้าไหม... เอ่อ เถ้าแก่เนี้ยสวีของพวกท่านอยู่หรือไม่? พวกเรามีธุระบัญชาสวรรค์มาคุยด้วย”
แม้พี่สาวคนสวยจะงุนงง แต่ก็ยอมพาเดอะแก๊งไปหาสวีหยางหลิ่ว
ในยามนี้ สวีหยางหลิ่วกำลังเสนอขายผ้าไหมเกรดพรีเมียมให้กับศิษย์หญิงฝ่ายในสองคน
พี่สาวคนสวยกระซิบรายงานที่ข้างหู
สวีหยางหลิ่วชะงักเล็กน้อย หันขวับไปมองสี่อันธพาลสวมปลอกแขนแดง
นางทำเมินหน้าหนี หันกลับไปคุยจ้อกับลูกค้าต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
...อ้าว ป้า! เมินกันดื้อๆ เลยเรอะ!
เย่เฟิงและพรรคพวกรอจนรากงอก ในใจเริ่มเดือดปุดๆ
แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันธพาลผู้มีอารยะ พวกเขาจึงอดทนรอจนสวีหยางหลิ่วส่งแขกเสร็จ ถึงได้เดินอาดๆ เข้าไป
เย่เฟิงประสานมือคารวะ
“ท่านคือเถ้าแก่เนี้ยสวีใช่หรือไม่ขอรับ?”
ปีนี้สวีหยางหลิ่วอายุสี่สิบกว่าแล้ว แต่ด้วยพลังบำเพ็ญที่สูงส่ง ทำให้นางดูเหมือนสาวสะพรั่งวัยยี่สิบต้นๆ ใบหน้างดงามดูใจดี... ไม่เหมือนแม่ค้าหน้าเลือดเลยสักนิด
...อย่าตัดสินหนังสือจากปกสินะ
นางยังไม่ใช่ศิษย์สายตรง เป็นเพียงศิษย์มีชื่อที่มีหน้าที่หลักคือ... ปั๊มเงินส่งส่วยให้อาจารย์
สวีหยางหลิ่วมองสี่อันธพาลด้วยสายตาเย็นชา
“พวกเจ้ามาหาข้ามีธุระอันใด? ข้ากำลังยุ่ง... เวลาเป็นเงินเป็นทอง”
เย่เฟิงฉีกยิ้มกว้าง
“กิจการรุ่งเรืองยิ่งนัก เถ้าแก่เนี้ยร่ำรวยๆ! พวกเราย่อมไม่กล้ารบกวนเวลาหาเงินอันมีค่าของท่านหรอกขอรับ”
พูดพลาง เย่เฟิงก็ล้วงสัญญาฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“เชิญท่านทัศนานี่หน่อย...”
สวีหยางหลิ่วรับไปอ่าน คิ้วเรียวงามค่อยๆ ขมวดเป็นปม
“นี่คือสัญญาเช่าที่ดินที่ร้านทำไว้กับหอคลังสวรรค์เมื่อสิบปีก่อน... ไฉนถึงไปอยู่ในมือเด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าได้?”
เย่เฟิงยักไหล่
“ขอเพียงท่านยอมรับว่านี่คือสัญญาจริงก็พอแล้วขอรับ ท่านดูแผ่นนี้ด้วยสิ... ตัวเลขถูกต้องหรือไม่?”
สวีหยางหลิ่วรับกระดาษอีกแผ่นไปดู มันคือรายการหนี้สินที่ร้านผ้าไหมเทียนอวี่ "ดอง" ไว้ตลอดสิบกว่าปี
ยอดรวมสุทธิ... สองหมื่นสามพันตำลึง!
สวีหยางหลิ่วถึงบางอ้อ แสยะยิ้มมุมปาก
“พวกเจ้ามาเก็บค่าเช่ารึ? เมื่อวานเทพธิดาเสี่ยวโหรวเพิ่งจะกลับไปมิใช่หรือ? ไฉนวันนี้ถึงส่งพวกเจ้ามาอีก?”
“ก็เพราะศิษย์พี่เสี่ยวโหรวเก็บไม่ได้ พวกเราถึงต้องออกโรงอย่างไรเล่าขอรับ รบกวนเถ้าแก่เนี้ยสวีช่วยชำระเงินด้วย”
“หือ? เย่เฟิง เจ้าพูดอีกทีซิ!”
“ข้าบอกว่า... รบกวนเถ้าแก่เนี้ยสวีช่วยเคลียร์หนี้สินย้อนหลังสิบปี รวมดอกเบี้ยนิดหน่อย เป็นเงินสองหมื่นสามพันตำลึงด้วยขอรับ! เห็นแก่คนกันเอง ข้าไม่คิดเศษสตางค์แล้วกัน!”
ใบหน้าของเย่เฟิงเปื้อนยิ้ม ดูสุภาพนอบน้อมสุดๆ
...แต่แววตานี่ กวนประสาทขั้นสุด
สวีหยางหลิ่วมองเย่เฟิงหัวจรดเท้า
“พวกเจ้าถูกส่งมาจากหอคลังสวรรค์จริงๆ รึ?”
“ก็ประมาณนั้นขอรับ เถ้าแก่เนี้ยสวี ท่านจะจ่ายเป็นเงินสด หรือตั๋วเงินดี? หรือจะจ่ายเป็นผลึกวิญญาณก็ได้นะ เรารับทุกสกุลเงิน!”
“เย่เฟิง... เจ้ารู้หรือไม่ว่าร้านนี้เป็นของผู้ใด?”
...มาแล้ว! บทพูดสูตรสำเร็จตัวร้ายเกรดบี!
เย่เฟิงส่ายหน้าดิก
“ร้านของผู้ใดก็ไม่เกี่ยวกับข้า ข้ามีหน้าที่แค่มาเก็บค่าเช่าเท่านั้น”
“เก็บค่าเช่า? เหอะ! ไม่มี!”
“เอ๋... ไม่ถูกต้องนะขอรับ ร้านท่านขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ข้าสืบมาหมดแล้ว กระแสเงินสดต่อวันต่ำๆ ก็พันห้าร้อยตำลึง นี่ข้าประเมินแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดินแล้วนะ! จะบอกว่าไม่มีเงินได้เยี่ยงไร?”
เย่เฟิงทำหน้าเศร้าสร้อย
“พวกเราล้วนเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนเหมือนกัน ไฉนต้องมาสร้างความลำบากใจให้กันด้วยเล่า...”
“ข้าบอกว่าไม่มี ก็คือไม่มี! หากอยากได้ค่าเช่า... ก็ไปทวงกับท่านปราชญ์อวิ๋นอวี่ อาจารย์ของข้าสิ!”
เย่เฟิงทำตาโต แสร้งทำเป็นตกใจสุดขีด
“อา! ที่แท้ก็คือร้านของท่านอาอวิ๋นอวี่นี่เอง! โธ่เอ๊ย ท่านไม่รีบบอก... ล่วงเกินแล้วๆ!”
เมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวหัวหดของเย่เฟิง สวีหยางหลิ่วก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“รู้ก็ดีแล้ว! พวกเจ้ารีบไสหัวไปซะ อย่ามาเกะกะขวางทางทำมาหากิน!”
เย่เฟิงหันหลังกลับไปมองพรรคพวก แล้วพูดเสียงดังฟังชัด
“ในเมื่อเป็นร้านของท่านอาอวิ๋นอวี่ พวกเราจะให้เกียรติท่านผู้เฒ่าสักหน่อย... พวกเราจะให้เวลาเถ้าแก่เนี้ยสวี 'หนึ่งก้านธูป' เพื่อไปรวบรวมเงิน ดีหรือไม่?”
ฟางถงรับลูกทันที “อืม! ท่านอาอวิ๋นอวี่ไม่ธรรมดา ให้เวลาหนึ่งก้านธูปก็สมเหตุสมผล!”
เปินเหลยและฉีเหยาก็พยักหน้าเห็นพ้อง
สวีหยางหลิ่วอ้าปากค้าง
เปิดร้านมาสิบชาติ เพิ่งเคยเจอคนบ้าแบบนี้!
นางตวาดแว้ด “เย่เฟิง! ฉีเหยา! พวกเจ้าจะทำบ้าอันใด?!”
ฉีเหยาหัวเราะคิกคัก
“ก็เก็บหนี้ไงเจ้าคะ! เถ้าแก่เนี้ยสวี คนกันเองทั้งนั้น ข้าไม่อยากให้ท่านลำบากใจ... แต่หากท่านอาอวิ๋นอวี่รู้ว่าท่านบริหารร้านจน 'ขาดทุน' ทุกปี แถมยังติดหนี้หอคลังสวรรค์อีกสองหมื่นกว่าตำลึง... ไม่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าจะรู้สึกเช่นไรน้า?”
“หัวหน้าเย่บอกแล้วว่า ให้เวลาหนึ่งก้านธูป... มิฉะนั้น...”
“มิฉะนั้นจะทำไม?!”
สวีหยางหลิ่วเชิดหน้าท้าทาย นางมั่นใจว่าตัวเองมีแบ็คดี
เงินรายได้นางส่งเข้ากระเป๋าอาจารย์หมด ส่วนเรื่องเบี้ยวค่าเช่า ก็เป็นนโยบายของเบื้องบน นางแค่ทำตามคำสั่ง!
ฉีเหยาชี้ไปที่ปลอกแขนแดง
“เห็นสองคำนี้ไหม? 'บังคับใช้กฎหมาย'! หากครบเวลาแล้วท่านยังไม่จ่าย... วันนี้พวกเราจะบังคับใช้กฎสำนัก! ยึดร้าน! ยึดสินค้า! นำมาเปิดประมูลขายทอดตลาดเลหลัง จนกว่าจะได้หนี้คืนครบทุกบาททุกสตางค์!”
“พวกเจ้ากล้า!!!”
สี่อันธพาลยักไหล่พร้อมกัน
...หน้าด้านกว่านี้พี่ก็ทำมาแล้ว แค่นี้จิ๊บๆ!
สีหน้าของสวีหยางหลิ่วดูไม่ได้อย่างยิ่ง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไทยมุงเริ่มมา... ลูกค้าและพนักงานร้านต่างรุมชี้หน้าด่าทอทั้งสี่คน
แต่สี่อันธพาลทำหูทวนลม ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น หมูตายไม่กลัวน้ำร้อนลวกฉันใด พวกเขาก็ไม่กลัวคำด่าฉันนั้น!
...ก็คนมันจนอะครับ ความจนน่ากลัวกว่าคำด่าเยอะ!
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป
ธูปมอดไหม้ลงเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงด่าทอที่ไร้ผล
ครู่ใหญ่ต่อมา...
จูกัดเปินเหลยกล่าวเสียงเรียบ “ลูกพี่... ธูปหมดดอกแล้วขอรับ”
เย่เฟิงหันขวับไปจ้องสวีหยางหลิ่ว
“เถ้าแก่เนี้ยสวี... เงินพร้อมหรือยัง?”
สวีหยางหลิ่วกัดฟันกรอด “ไม่มี! ไม่มี! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเจ้าจะกล้าทำระยำตำบอนที่นี่!”
เย่เฟิงถอนหายใจยาวเหยียด แสร้งทำหน้าเสียดาย
“เฮ้อ... ข้าให้โอกาสท่านแล้วนะ ในเมื่อท่านไม่รับไมตรี ก็อย่าหาว่าพวกเราไร้น้ำใจ!”
เย่เฟิงสะบัดมือ ตะโกนลั่นร้าน
“ยึดร้าน!!!”
ฉีเหยาคว้าแถบผนึก ออกมาจากถุงเก็บของทันที
ฟางถงและจูกัดเปินเหลยตะโกนประสานเสียงราวกับโฆษกรถแห่
“ปิดร้านแล้วจ้า! ร้านนี้หยุดให้บริการชั่วคราว! เชิญออกไปให้หมด... ที่นี่กำลังจะถูกยึดทรัพย์!”
“เนื่องจากร้านผ้าไหมเทียนอวี่เบี้ยวค่าเช่ามาสิบปี! พวกเราจึงต้องยึดร้านตามกฎหมาย!”
“พี่น้องทุกท่าน! โปรดรอสักครู่! เดี๋ยวพวกเราจะทำการเคลียร์สต็อก! ผ้าไหมชั้นดี เสื้อผ้าแบรนด์เนม... ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล! ลดทันทีสามส่วน! จากร้อยเหลือสามสิบ! มาก่อนได้ก่อน! ช้าหมดอดนะจ๊ะ!”