- หน้าแรก
- แต่งนิยายอยู่ดีๆ ไหงจอมยุทธ์ทั่วหล้าถึงคลั่งกันขนาดนี้
- บทที่ 18 - มีชายคนหนึ่งชื่อเสี่ยวซว่าย...
บทที่ 18 - มีชายคนหนึ่งชื่อเสี่ยวซว่าย...
บทที่ 18 - มีชายคนหนึ่งชื่อเสี่ยวซว่าย...
บทที่ 18 - มีชายคนหนึ่งชื่อเสี่ยวซว่าย...
ภาพลักษณ์ของคนทั้งสองสะท้อนอยู่ในสายตาของเซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญและเยี่ยนหลิงจี บรรยากาศที่อิสระและผ่อนคลายนั้นราวกับแพร่เชื้อมาถึงพวกนาง ทำให้พวกนางผ่อนคลายตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
เยี่ยนหลิงจีเลียนแบบคนทั้งสอง นางเอนหลังพิงเก้าอี้ พร้อมกับใช้มือลูบท้องเบา ๆ เอ๊ะ? ดวงตาของเยี่ยนหลิงจีเป็นประกาย นางรู้สึกสบายและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกจริง ๆ ด้วย
หากมองมาจากที่ไกล ผู้ที่ไม่รู้ความจริงอาจจะคิดว่าสตรีทั้งสามกำลังตั้งครรภ์พร้อมกัน
"ไอ้คนชั่ว เล่านิทานให้ฟังหน่อยสิ"
เฉินผิงอันปรือตาอย่างง่วงงุนมองดูสายตาสามคู่ที่กำลังจ้องมองมา เขาไม่อาจปฏิเสธคำขอนี้ได้
"มีชายคนหนึ่งชื่อเสี่ยวซว่าย เขาบังเอิญได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อเสี่ยวเม่ย แล้วพวกเขาก็บังเอิญได้ไปเจอกับหน่วยงานลับ..."
ในชาติก่อน เวลาที่เขาเลื่อนดูคลิปสั้น มักจะถูกคลิปสปอยหนังพวกนี้สะกดจิตไปครั้งละครึ่งค่อนชั่วโมงพอดี ตอนนี้จึงเอามาใช้เล่าได้ทันที
ถึงแม้สาว ๆ ทั้งสามจะไม่เข้าใจศัพท์บางคำที่เขาใช้ แต่ก็รู้สึกว่าเรื่องที่เขาเล่าน่าสนใจมาก
เมื่อเล่านิทานจบ อาหารในท้องก็ย่อยไปพอสมควรแล้ว
เฉินผิงอันมองเศษซากของอาหารที่เกลื่อนอยู่บนโต๊ะ แล้วมองไปยังสาว ๆ ทั้งสาม
สุดท้าย เขาก็จำใจลุกขึ้นยืน ดูท่าทางเขาคงจะต้องล้างจานเองสินะ จะหนีไม่พ้นชะตากรรมนี้จริง ๆ หรือ?
เขาอยากให้คนอื่นเป็นคนล้าง แต่สถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนจะมีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถทำได้
หลี่เถาฮวา รับหน้าที่จ่ายตลาดและทำกับข้าวไปแล้ว จะให้กินเสร็จแล้วต้องมาล้างจานอีกอย่างนั้นหรือ?
เขาเป็นคนขี้เกียจก็จริง แต่ก็ไม่ใช่คนไร้น้ำใจ เขาสงสารแม่ครัวตัวน้อยของเขาเหมือนกัน ไม่อยากให้นางต้องเหนื่อยเกินไป
ถ้าเกิดนางหนีไปจะทำอย่างไร เขาคงจะไม่ได้กินของอร่อย ๆ แบบนี้อีกแน่ ๆ
ส่วนยอดฝีมืออย่างเซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญ...
เคร้ง!
"จะให้ข้าล้างจานน่ะ ต้องถามกระบี่ของข้าก่อน!"
แค่คิดก็สยองขวัญแล้ว
ส่วนเยี่ยนหลิงจี ยัยหนูนี่ยังบาดเจ็บหนักอยู่ เขาคงไม่ใจร้ายถึงขนาดใช้งานคนเจ็บหรอก
เมื่อพิจารณาโดยรอบแล้ว ผู้ที่ต้องรับผิดชอบล้างภาชนะก็เหลือเพียงเขาคนเดียว
เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญและเยี่ยนหลิงจีมองดูเขาเก็บจานชามและเดินออกไป ในแววตาของพวกนางเปี่ยมไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
เมื่อเฉินผิงอันจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นและเดินออกมา ก็เห็นเซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยก
"แล้วสตรีทั้งสองคนเล่า?"
เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญรับรู้ถึงจังหวะการโยกของเก้าอี้ พลางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "พวกนางอยู่ในห้องของพวกนาง"
เฉินผิงอันพึมพำ "นึกไม่ถึงเลยว่าสตรีทั้งสองจะเข้ากันได้ดีถึงเพียงนี้"
"ว่าแต่ เจ้าไปรู้จักกับแม่นางเยี่ยนได้อย่างไรกัน? ฟังจากที่นางพูดเมื่อครู่ ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นคนช่วยชีวิตนางไว้?"
เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญไม่ได้ปิดบังสิ่งใด เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เขาฟังทั้งหมด
หลังจากเฉินผิงอันฟังจบก็แสดงสีหน้าสงสัย ตามที่หลี่เถาฮวาเคยกล่าวไว้ คนผู้นั้นน่าจะเป็นขุนพลเลือด
ตามเนื้อเรื่องดั้งเดิม กลุ่มราตรีควรจะถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว ทว่าที่นี่คือโลกยุทธภพรวมมิตร ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นได้
แต่พิษพันแมงมุมกลืนฝันนั้น เป็นยาพิษเฉพาะของกลุ่มตาข่ายฟ้า หรือว่าทั้งสองกลุ่มนี้จะร่วมมือกัน?
ส่วนเรื่องสมบัติของชนเผ่าร้อยเวียดนั้น ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับความลับเจ็ดมังกรเขียว
เฉินผิงอันรู้สึกปวดหัว เขารู้สึกว่าตนเองไม่สามารถเข้ากับบรรดาผู้มีแผนการซับซ้อนเหล่านี้ได้เลยแม้แต่น้อย
"เลิกคิดถึงมันดีกว่า ไปทำเรื่องสำคัญต่อไปเถอะ"
เฉินผิงอันหยิบยางไม้ขึ้นมาและเริ่มนำมันไปต้มให้ละลาย
สำหรับเขา การดูแลตนเองและแสวงหาความสุขให้แก่ตนเองถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญหันไปมองแผ่นหลังของเฉินผิงอัน ในใจนางรู้สึกสงสัยในตัวชายผู้นี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นางรับรู้ว่าเขาแตกต่างจากคนอื่น และที่สำคัญที่สุด ใบหน้าของเขาก็หล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉินผิงอันก็ยกหม้อขนาดใหญ่ที่ต้มยางไม้เสร็จแล้วออกมา
"เจ้านำสิ่งใดออกมา?"
"อ้อ นี่คือยางไม้ ของพวกนี้สัมผัสบาดมือ หากเคลือบยางไม้ไว้สักชั้น สัมผัสของมันจะดีขึ้นมาก"
เมื่อกล่าวจบ เขาก็หยิบไพ่นกกระจอกจุ่มลงไปในยางไม้ทีละตัว
เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญมิอาจทนเก็บความสงสัยไว้ได้ จึงเอ่ยถาม "เหตุใดเจ้าจึงหมกมุ่นกับของเล่นเหล่านี้? ทำไมไม่ทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกยุทธ์เสียเล่า?"
เฉินผิงอันทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นหญ้าอย่างผ่อนคลาย มือทั้งสองข้างยังคงประดิษฐ์งานของตนอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
"อาจเป็นเพราะข้าแตกต่างจากผู้อื่นกระมัง ข้ามิได้ใส่ใจเรื่องการฝึกยุทธ์มากนัก"
"ท่านคิดว่าข้าหมกมุ่นอยู่กับของเล่น จนกลายเป็นคนไร้สาระใช่หรือไม่?"
เขาไม่รอให้เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญกล่าวตอบ แต่พูดต่อไปว่า "ผู้คนดำรงอยู่ก็เพื่อไขว่คว้าลาภยศสรรเสริญ แต่น่าเสียดายที่ข้ามิได้สนใจในสิ่งเหล่านั้นเลย"
"แม้แต่สามัญชนทั่วไป สิ่งที่พวกเขาไขว่คว้าทุกวันก็หนีไม่พ้นการหาอาหารประทังชีวิต และปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ"
"ความปรารถนาแรกนั้นทำไปเพื่อสนองความทะเยอทะยานและกิเลส ส่วนความปรารถนาหลังทำเพื่อให้ท้องอิ่มและมีชีวิตรอด แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้คือแรงผลักดันให้ผู้คนก้าวเดินต่อไป"
"ทว่าจิตใจของมนุษย์เราไม่เคยรู้จักพอ เมื่อสามัญชนอิ่มท้องแล้ว พวกเขาก็จะเริ่มไขว่คว้าลาภยศ จนบางครั้งต้องบาดเจ็บล้มตายเพราะสิ่งเหล่านี้"
เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญใช้วิชาตัวเบา เพียงพริบตาเดียวก็ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของเฉินผิงอัน
"แต่คนเรามีชีวิต หากไม่ไขว่คว้าสิ่งใดเลยสักอย่าง ชีวิตจะไม่น่าเบื่อเกินไปหน่อยหรือ?"
เฉินผิงอันยิ้มตอบ "ข้ามิใช่ผู้วิเศษ ย่อมมีความต้องการของตนเอง เพียงแต่สิ่งที่ข้าต้องการนั้นแตกต่างจากพวกเขา"
"พวกเขาชอบโลกยุทธภพ ชอบการเมืองในราชสำนัก แต่ข้าเพียงแค่ชอบเฝ้าดูที่ดินผืนน้อยของตนเอง อาบแสงแดดอุ่น ๆ และกินอาหารโอชะ ไม่มีใครผิดหรือถูก มีเพียงเป้าหมายที่แตกต่างกันเท่านั้น"
เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญมองไปยังแผ่นหลังของเขา แล้วกล่าวว่า "ข้าสัมผัสได้ว่าพรสวรรค์ของเจ้าสูงส่งยิ่งนัก วิชาที่ฝึกฝนก็มิใช่ธรรมดา หากเจ้าตั้งใจฝึกฝน อนาคตอาจก้าวถึงระดับเทียนเหรินได้โดยง่าย"
"แล้วอย่างไรเล่า?"
เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญชะงักงันไป "เจ้าว่าอย่างไรนะ?"
"ข้าถามว่า เมื่อก้าวถึงระดับเทียนเหรินแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อไป?"
"การฝึกยุทธ์ไม่มีที่สิ้นสุด เหนือระดับเทียนเหรินนั้นยังมี เซียนเดินดิน ใครจะรู้ว่าเหนือเซียนเดินดินไปแล้ว ยังมีระดับอื่น ๆ อีกหรือไม่"
"ข้าชินกับการเป็นคนขี้เกียจ ชอบเสพสุขอยู่กับปัจจุบัน ส่วนเรื่องการฝึกยุทธ์นั้น ก็แล้วแต่วาสนาจะพาไปก็แล้วกัน"
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ปรารถนาที่จะฝึกฝน แต่เป็นเพราะความเกียจคร้านเข้าครอบงำ ประกอบกับเคล็ดวิชาเซิ่งซินและสายเลือดหงส์ที่เกื้อหนุนกัน ทำให้พลังเพิ่มพูนขึ้นเองอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องลงแรงฝึกฝน
หากโชคชะตาจะนำพาให้เขาก้าวสู่ระดับเทียนเหรินอย่างรวดเร็ว เขาก็ยินดีรับเอาไว้ แต่การเฝ้าฝันกลางวันมากไปอาจทำให้จิตใจฟุ้งซ่านโดยเปล่าประโยชน์
"ที่จริงแล้ว การใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนนั้นไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่จนถึงขั้นที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ เซียนเดินดินเพียงคนเดียวอาจต้านทานกองทัพนับล้านได้ แต่ภายใต้ผืนฟ้าอันกว้างใหญ่นี้ เซียนเดินดินก็เป็นเพียงแค่ละอองฝุ่นในมหาสมุทรเท่านั้น"
"แท้จริงแล้ว บางทีการเป็นคนธรรมดาก็หาใช่เรื่องที่เลวร้ายไม่ เพราะคนที่สามารถใช้ชีวิตธรรมดาได้อย่างแท้จริงต่างหากเล่า คือคนที่ไม่ธรรมดา"
"แล้วหากศัตรูบุกมาถึงตัวท่านเล่า? หากถึงตอนนั้นท่านไม่สามารถต่อสู้ได้ จะทำเช่นไร?"
"บนโลกใบนี้... มีวิถีใดที่สมบูรณ์แบบโดยแท้จริงอยู่ด้วยหรือ..."
เซียนกระบี่หิมะเดือนเพ็ญจ้องมองแผ่นหลังของเขาอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะกลับไปเอนกายจิบชาบนเก้าอี้โยกตามเดิม
คำพูดเมื่อครู่สร้างแรงกระเพื่อมในใจของนางอยู่ไม่น้อย
คนที่สามารถใช้ชีวิตธรรมดาได้ต่างหากเล่า คือคนที่ไม่ธรรมดา...
นางถูกมารดาพาตัวไปอยู่ด้วยตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อมารดาจากไปก็ได้อยู่กับอาจารย์
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา นางได้ประจักษ์ถึงการฆ่าฟันในยุทธภพ และเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายมามากเกินพอแล้ว
นางเรียนรู้มามาก ทว่าก็สูญเสียไปมากเช่นกัน
นับตั้งแต่การเป็นเจ้าเมืองรองแห่งเสวี่ยเยว่ จนถึงวันที่ต้องฝากน้องชายไว้ที่ป้อมตระกูลเหลย
โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบโดยแท้จริง เมื่อได้สิ่งหนึ่งมา ก็ต้องสูญเสียอีกสิ่งหนึ่งไป
ไม่ทราบด้วยเหตุผลใด ขณะนี้นางกลับรู้สึกปรารถนาที่จะอยู่ที่นี่ตลอดไป
(จบแล้ว)