- หน้าแรก
- ย้อนเวลาสู่ยุค เจ็ดศูนย์ ฉันถูกยุวปัญญาชนหนุ่มสุดหล่อหมายปอง
- บทที่ 23 มารยาดอกบัวขาว? ฉันก็แสดงเป็นเหมือนกันนะ
บทที่ 23 มารยาดอกบัวขาว? ฉันก็แสดงเป็นเหมือนกันนะ
บทที่ 23 มารยาดอกบัวขาว? ฉันก็แสดงเป็นเหมือนกันนะ
บทที่ 23 มารยาดอกบัวขาว? ฉันก็แสดงเป็นเหมือนกันนะ
หลี่ชิงชิงถอดกลอนประตูออก ก็พบเฉินไช่ฮวายืนอยู่หน้าประตูพร้อมกับโจวหยา ในมือถือตะกร้าใบหนึ่ง
ดวงตาของเธอไหววูบ
“ป้าโจวคะ เคาะประตูแทบพังขนาดนี้ ที่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ? พูดมาได้เลยค่ะ เพื่อนบ้านกันทั้งนั้น มีอะไรพวกเรายินดีช่วย”
หมู่บ้านยามค่ำคืนเงียบสงัด เสียงทุบประตูของเฉินไช่ฮวาปลุกคนไปค่อนซอย ชาวบ้านนึกว่ามีใครตายต่างรีบคว้าเสื้อคลุมวิ่งหน้าตื่นออกมาดู
สีหน้าของเฉินไช่ฮวาดูไม่ได้เลย
“นังหนูชิง ฉันเห็นแกมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย แกมาแช่งบ้านฉันได้ยังไง? บ้านฉันสบายดี!”
“งั้นก็แปลกแล้วล่ะค่ะ”
หลี่ชิงชิงยิ้มบางๆ
“ป้าโจวลองถามเพื่อนบ้านดูสิคะ ดึกดื่นป่านนี้ใครเขามาทุบประตูกันโครมครามแบบนี้ นอกจากจะมาแจ้งข่าวร้าย คนอายุขนาดป้าน่าจะรู้ธรรมเนียมดีนี่นา”
ปู่สามที่อยู่บ้านทางซ้ายมือของหลี่ชิงชิงก็ตื่นเพราะเสียงเอะอะ สมาชิกในครอบครัวต่างพากันออกมาดู
เมื่อเห็นเฉินไช่ฮวายังสบายดี ปู่สามก็โกรธจนหนวดกระดิก
“เมียต้าเกิน แกแก่จนปูนนี้แล้วอยู่มาก็นานเสียเปล่า เคาะประตูบ้านคนอื่นเขาทำกันแบบนี้เรอะ?”
เฉินไช่ฮวารู้ตัวว่าทำเกินเหตุไปหน่อย แต่ตอนนั้นนางโมโหจนลืมตัว ใครมันจะไปทันยั้งคิดเวลาโกรธกันล่ะ?
“ปู่สามคะ...”
โจวหยากระตุกชายเสื้อแม่เบาๆ แล้วเอ่ยเสียงอ่อย
“แม่ไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ แม่แกแค่กลัวว่าชิงชิงจะพาพวกพี่ชายไปหาเรื่องที่บ้านอีก ข้าวปลาก็ยังไม่ตกถึงท้อง เลยรีบมาขอโทษนี่แหละค่ะ”
หลี่อ้ายกั๋วและหลี่อ้ายหมินขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินคำพูดของโจวหยา
“พี่โจวหยา ถ้าฉันอยากจะทวงความยุติธรรมจริงๆ ฉันคงไปหาเรื่องถึงบ้านพี่ตั้งนานแล้ว ไม่รอให้พี่มาหาหรอก”
หลี่ชิงชิงแค่นหัวเราะ
“อีกอย่าง ฉันไม่กล้าหรอกค่ะ คราวก่อนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ฉันต้องอาละวาดใหญ่โต พ่อก็สั่งกักบริเวณให้ฉันสำนึกผิดอยู่แต่ในบ้านมาหลายวันแล้ว ถ้าโจวติงไม่เอาคำด่าหยาบๆ ของแม่พี่มาพูดแถมยังรังแกเจ้าก้อนหิน ฉันก็คงไม่ออกไปไหนหรอก”
หลี่ชิงชิงจ้องมองโจวหยาด้วยสายตาเย็นชา
“พี่โจวหยา เราอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน พี่ก็น่าจะรู้ว่าชื่อเสียงสำคัญกับลูกผู้หญิงแค่ไหน ขนาดฉันอาละวาดไปขนาดนั้น ป้าเฉินก็ยังกล้าใส่ร้ายฉันอีก”
ขอบตาของหลี่ชิงชิงเริ่มแดงระเรื่อ เธอสูดจมูกเบาๆ
“ปู่สามคะ หนูไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว พ่อบอกว่าเป็นหัวหน้ากองผลิตต้องวางตัวเป็นกลาง ให้หนูอดทนไว้ แต่หนูทนไม่ไหวแล้วค่ะ ถ้าปล่อยให้เขาใส่ร้ายหนูเสียๆ หายๆ ต่อไปลูกหลานผู้หญิงบ้านสกุลหลี่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
โจวหยาอ้าปากค้าง ตะลึงงันกับน้ำตาที่สั่งได้ดั่งใจของอีกฝ่าย
“เธอโกหก แม่ฉันไปด่าเธอตอนไหน?”
ภายใต้ความมืดของราตรี ริมฝีปากของหลี่ชิงชิงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“พี่โจวหยา ใครกันแน่ที่โกหก? เสี่ยวหลงก็อยู่ ยุวปัญญาชนลู่กับยุวปัญญาชนซุนก็เห็น เจ้าก้อนหินตัวกระเปี๊ยกเดียว ถ้าโจวติงไม่ด่าฉันไม่ขู่แกจนกลัว แกจะกล้าไปผลักโจวติงเหรอคะ? ดูขนาดตัวก็รู้แล้ว”
เธอสะอื้นเบาๆ
“ป้าโจวคะ ป้ากะจะบีบให้ฉันตายจริงๆ ใช่ไหมคะ?”
เฉินไช่ฮวาหดคอหนี ไม่กล้าปริปากพูดอะไร
โจวหยาขบกรามแน่น
“ชิงชิง อย่าพูดเรื่องเป็นเรื่องตายเลย พวกเราผิดเอง วันนี้ตั้งใจเอาของมาขอโทษ”
นางก้าวไปข้างหน้าพยายามจะยัดเยียดตะกร้าใส่มือหลี่ชิงชิง
หลี่ชิงชิงรีบหลบไปอยู่หลังพี่ชาย
“พี่โจวหยา ฉันไม่กล้ารับของจากบ้านพี่หรอกค่ะ วันนี้รับไว้ พรุ่งนี้อาจจะกลายเป็นว่าพวกฉันไปรีดไถไข่ไก่ยี่สิบฟองจากบ้านพี่ก็ได้”
หัวใจของโจวหยาบีบแน่นด้วยความโกรธ ถ้าไม่มีไทยมุงอยู่ตรงนี้ นางคงตบหลี่ชิงชิงคว่ำไปแล้ว
“ฟังเธอพูดเข้า ถ้าไม่รับของ แสดงว่าไม่ยกโทษให้พวกเราใช่ไหม?”
หลี่ชิงชิงรีบโบกไม้โบกมือ
“พี่โจวหยา อย่าบิดเบือนคำพูดฉันสิคะ ป้าโจวเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จะมาขอโทษเด็กอย่างฉันทำไม ฉันแค่หวังว่าครั้งหน้าป้าจะปรานีฉันบ้างก็พอแล้ว”
โจวหยาสูดหายใจลึก กำลังจะยืนกรานให้รับของไว้ แต่แม่ของนางกลับคว้าตะกร้าคืนไปเสียก่อน
“แม่! ทำอะไรน่ะ?”
โจวหยาถลึงตามองแม่ แต่ความมืดช่วยปกปิดสายตานั้นไว้
“นังหนูมันบอกไม่อยากได้ แกจะไปยัดเยียดให้มันทำไม? ไข่ไก่ตั้งสองฟอง เก็บไว้ต้มให้อาติงกินเถอะ!”
หลี่ชิงชิงแทบจะหลุดหัวเราะออกมา
“คุณป้าคะ ตะกร้าใบเบ้อเริ่มใส่ไข่มาแค่สองฟอง ทำไมไม่ถือมาเฉยๆ ล่ะคะ หิ้วตะกร้ามาให้หนักแขนทำไม”
เพื่อนบ้านและคนที่เพิ่งมาถึงต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะ
“ชิงชิง เอ็งไม่รู้อะไร วันนี้รับไข่มาสองใบ พรุ่งนี้นางอาจจะโพทะนาว่าเอ็งขโมยไปยี่สิบใบก็ได้”
หลี่ชิงชิงเอามือปิดปากทำท่าตกใจเกินจริง
“ย่ารองจวงคะ ไข่สองฟองจะกลายเป็นยี่สิบฟองข้ามคืนได้ยังไง?”
ย่ารองจวงแค่นเสียงในลำคอ
“ง่ายนิดเดียว... ก็แค่ปากนางขยับ ตัวเลขมันก็เพิ่มแล้ว”
หญิงชรากระแทกไม้เท้าลงกับพื้น
“เมียต้าเกิน หยุดทำเรื่องขายขี้หน้าได้แล้ว หิ้วไข่สองฟองของแกกลับไปซะ แค่หุบปากให้สนิทก็ถือว่าช่วยพวกเราได้มากแล้ว”
เสียงหัวเราะของชาวบ้านดังครืน
ปู่สามเสริมขึ้นว่า
“เมียต้าเกิน คราวก่อนแกใส่ร้ายนังหนูชิงจนเด็กๆ ไปพังรั้วบ้านแก พวกเราก็ตกลงกันแล้วว่าเรื่องมันจบ นังหนูชิงมันก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน แกยังจะลืมตัวพ่นน้ำลายเน่าๆ ออกมาอีกทำไม?”
ชายชราโกรธจริงจัง โคลนที่สาดใส่หลี่ชิงชิง ย่อมเปรอะเปื้อนถึงลูกหลานผู้หญิงบ้านสกุลหลี่ทุกคน
“ชิงชิง ถ้าพ่อเอ็งปกป้องเอ็งไม่ได้ พวกข้าคนแก่คนเฒ่าจะปกป้องเอ็งเอง ดูซิว่าใครจะกล้ามาป้ายสีเอ็งอีก”
“ลุงสามพูดถูก”
หลายเสียงสนับสนุนดังเซ็งแซ่
ใบหน้าของโจวหยาเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ทั้งเจ็บใจในความเจ้าเล่ห์ของหลี่ชิงชิง และโมโหแม่ตัวเองที่ทำให้เสียเรื่อง แทนที่จะได้ขอโทษ กลับต้องแบกหน้าอายหนีกลับไป
ริมฝีปากของหลี่ชิงชิงยกยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อนึกถึงเป้าหมายอีกอย่าง
“หนูเชื่อฟังปู่สามค่ะ แต่หนูคงต้องขออยู่ห่างๆ บ้านป้าโจวไว้หน่อย ส่วนเรื่องที่ว่าจะพาพี่ๆ ไปซ่อมรั้วบ้านให้ป้าโจวอีกสองสามวัน... บางทีหนูควรจะรีบไปทำให้เสร็จคืนนี้เลยดีไหมคะ?”
เธอแสร้งทำหน้าตาน่าสงสาร
“หนูไม่ได้ลืมนะคะ พ่อสั่งให้หนูสำนึกผิด หนูจะเรียกพี่ๆ ไปซ่อมรั้วให้เดี๋ยวนี้เลยดีไหมคะ? ไม่งั้นเดี๋ยวป้าโจวจะเอาไปพูดลับหลังว่าหนูผิดคำพูดอีก”
เฉินไช่ฮวาตาเป็นประกาย กำลังจะเออออรับคำ แต่ปู่สามก็ขัดขึ้นเสียงดัง
“ไม่ต้องซ่อม! ตอนแรกเห็นว่าพวกเขารู้จักสำนึก การไปช่วยก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ดูตอนนี้สิ ทำตัวไม่น่าเคารพเลยสักนิด ไม่ต้องไป ถ้าโจวต้าเกินมีปัญหา ให้มาคุยกับข้า เมียคนเดียวคุมไม่ได้ ปล่อยให้ออกมาวางแผนชั่วๆ อยู่ได้”
ที่ด้านหลังสุดของฝูงชน ใบหน้าของโจวต้าเกินดำคล้ำด้วยความอับอาย
เขาแอบย่องหนีหายไปเงียบๆ