- หน้าแรก
- ย้อนเวลาสู่ยุค เจ็ดศูนย์ ฉันถูกยุวปัญญาชนหนุ่มสุดหล่อหมายปอง
- บทที่ 4 แค่น้ำมันนิดหน่อยก็ต้องเปลืองสมองถึงเพียงนี้
บทที่ 4 แค่น้ำมันนิดหน่อยก็ต้องเปลืองสมองถึงเพียงนี้
บทที่ 4 แค่น้ำมันนิดหน่อยก็ต้องเปลืองสมองถึงเพียงนี้
บทที่ 4 แค่น้ำมันนิดหน่อยก็ต้องเปลืองสมองถึงเพียงนี้
"หลานจือ พาน้องกลับเข้าห้องไปพักผ่อนเถอะ"
รอจนความวุ่นวายสงบลง หลิวผิงจึงรีบกำชับให้จางหลานพาชิงชิงกลับเข้าห้อง
หลี่ชิงชิงล้มตัวลงนอนทันที เธอไม่อยากขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
ระหว่างทางกลับบ้านพักยุวปัญญาชน ซุนเม่ายังคงมีสีหน้าตื่นตระหนกไม่หาย
"เฉิงหลี่ เมื่อกี้ฉันกลัวแทบตาย กลัวว่านายจะถูกบังคับให้แต่งงานกับหลี่ชิงชิงเสียแล้ว ถ้าต้องแต่งเมียเพียงเพราะช่วยคน นายคงคับแค้นใจตายแน่"
ลู่เฉิงหลี่ทนไม่ไหว ตบหลังซุนเม่าไปฉาดใหญ่
"จะโทษใครได้ล่ะ? ก็เพราะปากนายพล่อยๆ ประโยคเดียวนั่นแหละทำเอาพวกเราพูดไม่ออก โชคดีที่สหายหลี่เป็นคนมีเหตุผล ทั้งที่ร่างกายอ่อนแอขนาดนั้นยังอุตส่าห์ช่วยพูดแก้ต่างให้ ถ้าฉันโดนจับแต่งงานจริงๆ นายต้องรับผิดชอบเกินครึ่งเลยนะ"
ซุนเม่าหดคอด้วยความรู้สึกผิด
"ก็ตอนนั้นฉันตกใจเลยปากพล่อยไปหน่อย แต่น้องสาวคนนั้นก็ยอดเยี่ยมจริงๆ นะ ฉลาด มีเหตุผล แถมยังหน้าตาดีอีกต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะพื้นเพทางบ้านต่ำต้อยไปหน่อย พวกนายสองคนก็ดูเหมาะสมกันดี"
"พอได้แล้ว ระวังปากหน่อย นี่มันยุคสมัยใหม่แล้ว ไม่มีใครต่ำต้อยกว่าใครหรอก"
พอคิดถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนของตระกูลลู่ ซุนเม่าก็หุบปากฉับอย่างรู้ความ ลู่เฉิงหลี่เองก็นึกถึงญาติพี่น้องที่อยู่ไกลถึงเมืองหลวง ความรู้สึกที่เพิ่งจะดีขึ้นก็กลับมาหม่นหมองลงอีกครั้ง
หลังเหตุการณ์วันนี้ แม้การใช้ชีวิตในหมู่บ้านตระกูลหลี่จะมีสหายหลี่และคนอื่นๆ คอยช่วยเหลือคงไม่ลำบากนัก แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้พ่อแม่และปู่ที่เมืองหลวงจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า"
ซุนเม่ากวาดตามองรอบตัวเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะลดเสียงลงเพื่อปลอบใจเพื่อน
"คุณปู่ลู่เป็นวีรบุรุษตัวจริงเสียงจริง ผ่านสมรภูมิต่อต้านญี่ปุ่นและกู้ชาติมาโชกโชน สหายร่วมรบเก่าๆ ก็ยังมีอยู่เพียบ ใครจะมายัดข้อหาให้ท่านง่ายๆ"
"ฉันรู้"
ลู่เฉิงหลี่ตอบเสียงเบา
"ที่เป็นห่วงคือพ่อกับแม่ต่างหาก"
พอวกเข้าเรื่องลุงลู่กับน้าโอวหยาง ซุนเม่าก็ไม่รู้จะหาคำใดมาปลอบใจ ทั้งคู่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่ายืนอยู่ในใจกลางพายุ แม้จะเป็นลูกชายและลูกสะใภ้ของวีรบุรุษเก่าและได้รับการปกป้องมาตลอด แต่ก็ไม่มีใครเดาได้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
"นี่มันโลกบ้าบออะไรกันวะ"
ซุนเม่าอดสบถออกมาไม่ได้
"ไม่เป็นไรหรอก"
ลู่เฉิงหลี่กลับเป็นฝ่ายปลอบใจเพื่อน
"มันก็แค่ชั่วคราว ประเทศเราผ่านวิกฤตมาตั้งเยอะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป"
ใต้แสงแดดจ้า เงาทะมึนดูเหมือนจะเลือนหายไป ลู่เฉิงหลี่พึมพำเบาๆ
"มันต้องผ่านไป"
โชคดีที่เหตุการณ์จมน้ำเกิดขึ้นในฤดูร้อน หลี่ชิงชิงสำลักน้ำไปเพียงเล็กน้อยและไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง วันรุ่งขึ้นเธอก็ลุกจากเตียงได้แล้ว แต่คนในครอบครัวที่เป็นห่วงจนเกินเหตุไม่ยอมให้เธอหยิบจับอะไรเลย อย่าว่าแต่ลงไปทำงานในนาเลย
เมื่อนอนเบื่ออยู่บนเตียงจนแทบรากงอก หลี่ชิงชิงเงี่ยหูฟังจนแน่ใจว่าข้างนอกไม่มีเสียงคน ทุกคนออกไปทำนากันหมดแล้ว เธอจึงกล้าส่งจิตเข้าไปสำรวจทรัพย์สมบัติในมิติ
ในโซนหนึ่งของมิติอันกว้างใหญ่ไพศาล กองแป้งสาลี ข้าวสาร และน้ำมันปรุงอาหารตั้งตระหง่าน แม้แต่เนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อแพะที่แล่เป็นชิ้นละสองจินก็ถูกวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
อีกด้านหนึ่งราวกับร้านขายของชำ มีกระทะเหล็กใบใหญ่ยี่สิบใบ ชามลวดลายโบราณ และกองภูเขาเครื่องปรุงรส ทั้งน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว กองพะเนินเทินทึก
หลี่ชิงชิงยังตุนผ้าอนามัยไว้อีกหลายร้อยกล่อง นี่เป็นสิ่งแรกๆ ที่เธอรีบซื้อหลังจากรู้ว่าจะต้องข้ามเวลา เรื่องสุขอนามัยส่วนตัวเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาด
ยังไม่รวมม้วนผ้าฝ้ายสีดำ สีน้ำเงิน และสีเรียบๆ อีกหลายพับ กว่าจะหาผ้าที่ดูเข้ากับยุคสมัยนี้ได้ เธอต้องลำบากเลือดตาแทบกระเด็น
เธอเดินไปยังมุมที่ลับตาที่สุด
ตรงนั้นมีเพียงกล่องกระดาษเล็กๆ วางอยู่
ข้างในบรรจุทองคำแท่งขนาดห้าสิบกรัมจำนวนหนึ่งร้อยแท่ง ที่เธอไหว้วานเพื่อนร้านทองหามาให้
กล่องเล็กๆ นี้มีมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของราคาคอนโดเธอเชียวนะ
จะซื้อบ้านในยุค 70 หรือ 80 ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าพวกนี้แหละ
หลี่ชิงชิงลูบทองคำแท่งแวววาวจนน้ำลายแทบหก
เมื่อมองดูเสบียงที่อัดแน่นจนล้น เธอมั่นใจว่าจะขุนให้ครอบครัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ได้แม้ในยุคข้าวยากหมากแพงปี 70
ปัญหาก็คือจะเอาของพวกนี้ออกมาอย่างไรโดยไม่ให้ใครสงสัย
เธอลูบคาง ใช้ความคิดอย่างหนัก
มีภูเขาทองอยู่ตรงหน้าแต่ใช้ไม่ได้ มันช่างสูญเปล่าจริงๆ ต้องหาวิธีสักอย่าง
พอได้ยินความเคลื่อนไหวจากภายนอก หลี่ชิงชิงก็รีบดึงจิตกลับมาแล้วล้มตัวลงนอนตามเดิม
จางหลานย่องเข้ามาเงียบๆ เห็นน้องเล็กกำลังนอนลืมตาแป๋ว
"ตื่นแล้วเหรอ? พี่นึกว่าเธอยังหลับอยู่"
จางหลานเดินมานั่งลงที่ขอบเตียง พลางลูบผมเธอเบาๆ
"ฉันไม่เป็นไรแล้วจ้ะพี่สะใภ้ ถ้าพวกพี่ไม่ห้ามไว้ ป่านนี้ฉันคงลุกไปทำกับข้าวให้กินแล้ว"
"ไม่ต้องคิดเลยนะ"
จางหลานแทบหลุดขำทันทีที่น้องสาวพูดเรื่องทำอาหาร
"ขืนปล่อยให้เธอจับตะหลิว น้ำมันที่ต้องใช้ทั้งเดือนคงหมดเกลี้ยงในมื้อเดียว"
หลี่ชิงชิงรู้ดีว่านิสัยของเจ้าของร่างเดิมคล้ายคลึงกับเธอมาก จึงไม่กังวลว่าครอบครัวจะสงสัย
"ก็กับข้าวไม่ใส่น้ำมันมันไม่อร่อยนี่นา น้ำมันเยอะๆ ไม่เคยทำให้รสชาติเสียหรอกนะ"
"ไม่ใช่แบบที่เธอใช้ย่ะ"
จางหลานใช้นิ้วจิ้มจมูกน้องสาว
"ตอนนี้กินดีอยู่ดีก็มีความสุขหรอก แล้ววันข้างหน้าล่ะ? เราต้องมองการณ์ไกลนะ"
หลี่ชิงชิงกลอกตาไปมา
"พี่สะใภ้ เจ้าก้อนหินน้อยไปอยู่บ้านป้าใหญ่หลายวันแล้วใช่ไหม? ฉันหายดีแล้ว พรุ่งนี้ไปรับหลานกลับมาดีกว่า"
จางหลานมองน้องสาวอย่างพินิจพิเคราะห์
"นี่วางแผนอะไรแผลงๆ ไว้อีกแล้วใช่ไหม?"
หลี่ชิงชิงขยับเข้าไปกระซิบข้างหูพี่สะใภ้
"ฉันมีวิธีหาน้ำมัน"
หัวใจของจางหลานกระตุกวูบ เธอมองไปทางหน้าต่างโดยสัญชาตญาณ
"ห้ามคิดเรื่องตลาดมืดเด็ดขาดนะ คราวก่อนน้องเล็กพาเธอไป พ่อเกือบจะตีขาอ้ายหมินหัก ขืนมีอีกรอบ คราวนี้พ่อตีเธอแน่ เป็นสาวเป็นนางทำไมถึงได้บ้าระห่ำนัก"
เพราะรู้อยู่แล้วว่าเจ้าของร่างเดิมเคยกล้าไปตลาดมืด หลี่ชิงชิงถึงได้กล้าพูดกับพี่สะใภ้แบบนี้
"ไม่ใช่ตลาดมืดจ้ะ เพื่อนเก่าสมัยเรียนของฉันเขามีเส้นสายที่โรงงานน้ำมัน ซื้อได้โดยไม่ต้องใช้คูปอง แค่ราคาแพงกว่านิดหน่อย"
พอได้ยินว่าซื้อน้ำมันได้ จางหลานก็เริ่มลังเล แต่ใจหนึ่งก็ไม่อยากให้น้องสาวไปเสี่ยง
"พี่สะใภ้..."
หลี่ชิงชิงเริ่มหว่านล้อม
"ดูสิ นี่มันฤดูเร่งเก็บเกี่ยว ถ้าอาหารการกินไม่ถึง พ่อ แม่ แล้วก็พี่ใหญ่จะหมดแรงเอานะ ข้าวในนายังเก็บไม่เสร็จ คนจะล้มพับไปซะก่อน"
"แล้วเพื่อนเธอว่าไง ขายจินละเท่าไหร่?"
หลี่ชิงชิงกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ พี่สะใภ้ติดกับแล้ว
"ใช้คูปองเจ็ดเหมาห้า ถ้าไม่ใช้คูปองก็เพิ่มอีกหนึ่งเหมา"
"แพงขนาดนั้นเชียว?"
จางหลานเริ่มถอดใจ
"แต่เราไม่มีคูปอง มันก็ต้องแพงกว่าเป็นธรรมดา... งั้นพรุ่งนี้ฉันลองถามดูเผื่อจะได้ราคาดีกว่านี้ แต่ถ้าซื้อน้อยไป เขาอาจจะไม่ขายก็ได้"
จางหลานตัดสินใจไม่ถูก
"เอาไว้รอพ่อกลับมาแล้วค่อยถามพ่อดีกว่า พี่ไม่ได้ถือเงินบ้าน"
ครอบครัวหลี่ยังไม่ได้แยกบ้าน อำนาจการเงินยังอยู่ที่พ่อหลี่
หลี่ชิงชิงรู้เรื่องนี้ดี การบอกจางหลานก่อนก็เพื่อหาพวก
แม่แท้ๆ ของเจ้าของร่างเป็นคนใจอ่อนและโลเล พ่อหลี่จึงยกหน้าที่ดูแลบ้านให้ลูกสะใภ้คนโตซึ่งเป็นคนที่เขาวางใจมาก
"ฉันรู้จ้ะ เดี๋ยวตอนกินข้าวเย็น อาเจ็กกับอาสามก็มา ถามดูสิว่าพวกเขาจะเอาด้วยไหม"
"จะบอกอาสามด้วยเหรอ? ถามพ่อก่อนดีกว่าไหม?"
จางหลานลังเล เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องถูกกฎหมายนัก รู้กันน้อยคนยิ่งดี
"ยังไงก็กินข้าวหม้อเดียวกัน ถ้าเราซื้อน้ำมันมา อาเจ็กกับอาสามอาจไม่สังเกต แต่อาสะใภ้เล็กต้องรู้แน่ๆ ปิดไม่มิดหรอก"
อีกอย่าง ในบรรดาสะใภ้สามบ้าน คนที่พึ่งพาได้ที่สุดก็คืออาสะใภ้เล็กนี่แหละ ถ้าอาสะใภ้เล็กเห็นดีด้วย พ่อก็มักจะเออออตาม
"ก็ได้ แต่ต้องปิดไม่ให้แม่กับอาสะใภ้รองรู้นะ"
"แน่นอนจ้ะ แม่ใจอ่อน ส่วนอาสะใภ้รองก็ปากโป้ง เก็บความลับไม่อยู่ทั้งคู่ เราแค่บอกว่ามีลู่ทาง ส่วนจะเอายังไงให้พ่อกับพวกลุงๆ ตัดสินใจ"
พอได้ยินน้องสาวบอกว่าจะให้พ่อตัดสินใจ จางหลานก็เบาใจ
"ตกลงตามนี้ พักผ่อนเถอะ พี่ไปทำกับข้าวก่อน ฟ้ามืดแล้ว เดี๋ยวพวกเขาก็คงเลิกงาน"
หลี่ชิงชิงคำนวณดูแล้วว่ามีโอกาสแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะกล่อมพ่อกับอาสะใภ้เล็กได้สำเร็จ
พ่อของเธอแม้จะเป็นชาวนาแก่ๆ แต่ก็เคยเข้าเรียนอ่านออกเขียนได้ อ่านหนังสือพิมพ์เป็น แถมยังเขียนหนังสือได้โดยให้ลูกๆ ช่วยสอน ความกล้าแบบนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมี
คราวก่อนที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็เพราะน้องชายทำอะไรบุ่มบ่ามอาจจะก่อเรื่องเดือดร้อน ช่วงนี้ถ้าโดนจับข้อหาเก็งกำไรขึ้นมาล่ะก็จบเห่แน่
แต่ถ้าเธอนำเสนอลู่ทางที่ปลอดภัยไว้ล่วงหน้า แถมที่บ้านก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน พ่อก็น่าจะตกลง
ยิ่งช่วงนี้เป็นหน้างานเร่งด่วน สามครอบครัวกินข้าวหม้อเดียวกัน ถ้าอาหารขาดไขมัน คงลำบากแย่
หลี่ชิงชิงลูบคาง วางแผนอย่างรอบคอบว่าจะโน้มน้าวพ่อกับพวกคุณอาอย่างไรดี