เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 192 : การร่วมทาง

บทที่ 192 : การร่วมทาง

บทที่ 192 : การร่วมทาง


บทที่ 192 : การร่วมทาง

หลังจากอำลานิกายเจียหนานเป็นที่เรียบร้อย

โจวฉางชิงก็มุ่งหน้าตรงไปยัง 'เมืองโลหิต' ที่เขาเคยไปเยือนมาก่อนหน้านี้ทันที

หากเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่เขาไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า เมืองนี้ถือว่าเขาคุ้นเคยอยู่บ้าง อีกทั้งยังมี 'หอหลัวซา' ตั้งอยู่ ทำให้สามารถหาซื้อข่าวสารข้อมูลส่วนใหญ่ในดินแดนทมิฬที่ต้องการได้

เหนือฟากฟ้าสูงลิบ...

มวลอากาศถูกแหวกออกด้วยร่างของชายหนุ่ม ปีกปราณยุทธ์ทิ้งรอยแสงสีทองเจิดจรัสเป็นทางยาว เสียงลมหวีดหวิวอื้ออึงอยู่ข้างหู

ทันใดนั้น โจวฉางชิงก็เหลือบตามองกลับไปด้านหลัง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“ยัยเด็กนี่...ตามมาทำไมกัน? หรือจะแอบหนีออกมาอีกแล้ว?”

หากเป็นเมื่อก่อน เขาอาจไม่ทันสังเกตเห็นนาง เพราะพรสวรรค์ทางสายเลือดของเผ่ามังกรมิตินั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

แต่ตอนนี้มันต่างออกไป กายเนื้อระดับ 'ปรมาจารย์ยุทธ์' ทำให้ความไวต่อมิติของเขาพัฒนาขึ้นหลายระดับ ประกอบกับประสาทสัมผัสอันแหลมคม

พรสวรรค์ทางมิติที่ยังไม่โตเต็มที่ของจื่อเหยียน จึงไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาไปได้

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากของโจวฉางชิงก็ยกยิ้มขึ้น ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะอันตรธานหายไปในพริบตา

บนท้องฟ้า เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยหางแสงสีทองที่ขาดหายไปกลางอากาศ

เพียงอึดใจเดียว...

ลำแสงสีม่วงสายหนึ่งก็พุ่งตามมาจากด้านหลัง

ทว่าลำแสงนั้นไม่ได้พุ่งผ่านไป แต่กลับหยุดกึกตรงจุดที่รอยหางแสงสีทองเลือนหายไปอย่างกะทันหัน

“ทำไมสัมผัสไม่ได้แล้วล่ะ? เป็นไปไม่ได้น่า...กลิ่นของเจ้าคนเลวยังอบอวลอยู่แถวนี้แท้ๆ แต่ทำไมจู่ๆ ถึงหายไป?”

แสงสีม่วงจางหายไป เผยให้เห็นร่างของจื่อเหยียน

จมูกรั้นๆ ย่นเข้าหากันขณะสูดดมกลิ่นอายรอบตัว บนศีรษะเล็กๆ ราวกับมีเครื่องหมายคำถามอันเบ้อเริ่มลอยอยู่

เดิมทีนางสะกดรอยตามโจวฉางชิงโดยอาศัยร่องรอยพลังยุทธ์และกลิ่นอายที่เขาหลงเหลือไว้

แต่พอมาถึงตรงนี้ ทั้งร่องรอยและกลิ่นกลับขาดหายไปดื้อๆ ราวกับเป้าหมายหยุดการเคลื่อนไหวไปเสียเฉยๆ

ปัญหาคือ แม้จะแผ่สัมผัสตรวจสอบรอบบริเวณแล้ว จื่อเหยียนก็ยังไม่พบแม้แต่เงาของโจวฉางชิง

ใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววงุนงงและผิดหวัง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความคับแค้นใจจนกัดฟันกรอด

“เจ้าคนเลว...ต้องรู้ตัวแน่ๆ ว่าข้าตามมา ก็เลยคิดจะสลัดข้าทิ้ง!”

“เจ้าบ้าเอ๊ย อย่าให้จับได้นะ! แม่จะตีก้นให้ลายเลยคอยดู!”

“โอ้...ยัยหนูจะตีก้นใครให้ลายรึ?”

“ก็ต้องเป็นก้นของเจ้าคนเลวโจวฉางชิงน่ะสิ! นอกจากเขาแล้วจะ...”

จื่อเหยียนชะงักกึก

“เดี๋ยว! ใครพูดน่ะ!?”

ขณะที่นางกำลังบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย

เสียงแหบชราเจือแววขบขันก็ดังขึ้นข้างหูอย่างกะทันหัน

จื่อเหยียนเผลอตอบกลับไปโดยสัญชาตญาณ กว่าจะตั้งสติได้ ใบหน้าเล็กๆ ก็แข็งค้าง ก่อนจะดีดตัวถอยกรูดไปไกลกว่าร้อยเมตร แล้วรีบหันขวับมองไปรอบทิศ

ทว่าไม่ว่าจะกวาดสายตาหาหรือใช้พลังวิญญาณตรวจจับเพียงใด ก็ไม่อาจพบตัวเจ้าของเสียง

ยิ่งหาไม่เจอ จื่อเหยียนยิ่งเคร่งเครียด สีหน้าขึงขังราวกับกำลังเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ ร่างกายเล็กจ้อยเกร็งเขม็ง ระแวดระวังทุกความเคลื่อนไหวรอบกาย

คนที่สามารถส่งเสียงมาถึงข้างหูโดยที่นางไม่รู้ตัว ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว

ในบรรดาคนที่นางเคยพบ มีเพียงตาแก่ซูเชียน…ที่เป็นถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้นที่พอจะทำได้!

พูดอีกอย่างคือ ผู้ที่ซ่อนตัวอยู่นี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ หรืออาจจะเหนือกว่าตาแก่ซูเชียนเสียอีก!

ต้องมาเจอยอดฝีมือลึกลับเช่นนี้ จื่อเหยียนจะไม่ระวังตัวได้อย่างไร?

ชั่วอึดใจต่อมา...

เมื่อความระแวงพุ่งถึงขีดสุด จื่อเหยียนตัดสินใจจะหันหลังกลับเพื่อหนีเอาตัวรอด

แต่มือปริศนาข้างหนึ่งกลับวางแปะลงบนไหล่ของนางเบาๆ!

“ควับ!”

จื่อเหยียนสะดุ้งสุดตัว ปฏิกิริยาตอบโต้รวดเร็วปานสายฟ้า นางบิดเอวส่งหมัดน้อยๆ ต่อยสวนกลับไปด้านหลังทันที!

กำปั้นเล็กจ้อยที่อัดแน่นด้วยพลังปราณสีม่วงและพละกำลังมหาศาล แหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว ปะทะเข้ากับวัตถุบางอย่างเต็มแรง!

“ปัง!”

เสียงทึบหนักหน่วงดังสนั่น พลังปราณระเบิดกระจาย แรงกระแทกอันรุนแรงทำให้อากาศรอบข้างบิดเบี้ยว ก่อเกิดลมกรรโชกแรงจนต้นไม้ใหญ่แทบหักโค่น!

ทว่า...ภายใต้การโจมตีอันทรงพลังนี้ สีหน้าของจื่อเหยียนกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

นางรู้สึกราวกับว่าหมัดของตนได้ต่อยเข้าใส่แผ่นเหล็กทมิฬที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า

ไม่เพียงแต่จะไร้รอยขีดข่วนบนร่างของอีกฝ่าย แรงสะท้อนกลับอันน่าสะพรึงกลัวยังส่งผลให้กำปั้นน้อยๆ ของนางเริ่มเจ็บแปลบขึ้นมาตุบๆ!

ยังไม่ทันที่นางจะได้ดีดตัวถอยหนีหรือเตรียมการโจมตีระลอกถัดไป

สุ้มเสียงที่คุ้นเคยอย่างที่สุดก็ดังขึ้นข้างหูเสียก่อน

"ยัยหนูน้อย ลงมือหนักใช่เล่นนะ กะจะเอาให้ตายเลยหรือไง?"

ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ ใบหน้าที่มืดมนด้วยความหวาดระแวงของจื่อเหยียนก็สว่างไสวขึ้นทันตา นางเงยหน้าขึ้นมอง ความปิติยินดีฉายชัดออกมาจากดวงตากลมโตสีม่วงคู่นั้น!

เบื้องหน้าของนาง คือชายหนุ่มรูปงามในชุดขาวสะอาดสะอ้าน มุมปากของเขายกยิ้มเจ้าเล่ห์จางๆ

และกำปั้นน้อยๆ ของนาง ก็ยังคงแปะอยู่ที่หน้าท้องของเขา

คนผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...โจวฉางชิง

“เจ้าคนเลว! เป็นเจ้าเองหรอกหรือ?”

“ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้า แอบตามข้ามาลับๆ ล่อๆ แบบนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่?”

พูดพลางยื่นมือไปขยี้ศีรษะของจื่อเหยียนเล่นจนผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด โจวฉางชิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

จื่อเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตอบดี...

จะให้บอกไปตรงๆ ได้อย่างไรว่านางทำใจไม่ได้ที่จะต้องแยกจากเจ้าคนเลวคนนี้ ก็เลยแอบตามออกมา?

ไม่ใช่สิ...ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องนี้นี่นา

“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ! เจ้าคนเลว พวกเรารีบหนีไปจากที่นี่กันดีกว่า แถวนี้มีตัวอันตรายซ่อนอยู่ เก่งกาจมากด้วย พวกเรา...”

“ตัวอันตรายรึ...ยัยหนู หรือเจ้ากำลังหมายถึงข้า?”

ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ สุ้มเสียงแก่ชราที่เจือแววขบขันนั้นก็ดังขัดขึ้นอีกครั้ง

มิหนำซ้ำยังดังอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก!

จื่อเหยียนชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองริมฝีปากที่ขยับขึ้นลงของโจวฉางชิง

วินาทีต่อมา ใบหน้าจิ้มลิ้มก็แดงระเรื่อ

“ที่แท้ก็เป็นแท้ก็เป็นเจ้า! เจ้าคนบ้า กล้าดียังไงมาปั่นหัวข้าเล่น!”

มาถึงขั้นนี้แล้ว นางย่อมรู้ทันทีว่าไอ้เสียงแก่หงำเหงือกเมื่อครู่นี้ เป็นการดัดเสียงของโจวฉางชิงที่จงใจแกล้งนาง

“อะไรกันยัยหนู ทีเจ้ายังแอบสะกดรอยตามข้าได้ แล้วทำไมข้าจะแกล้งให้เจ้าตกใจเล่นเจ้าตกใจเล่นบ้างไม่ได้ล่ะ?”

“เจ้าคนเลว! คนนิสัยไม่ดี”

จื่อเหยียนระดมทุบกล้ามท้องของโจวฉางชิงไม่ยั้ง ระบายความอับอายและความคับแค้นใจที่ถูกจับได้ไล่ทัน

โจวฉางชิงเองก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด

จะว่าไปแล้วหมัดของยัยหนูนี่หนักไม่ใช่เล่น แต่สำหรับเขาในตอนนี้มันกลับรู้สึกสบายตัวดีพิลึก เหมือนมีคนมานวดให้

หลังจากหยอกล้อกันจนพอใจ โจวฉางชิงก็ยืนเอียงจึงมองดูเด็กน้อย ก่อนจะเอเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ

“เอาล่ะ บอกมาสิว่าตามข้ามาทำไม?”

“ใครตามเจ้ากัน! ข้าก็แค่...บังเอิญจะไปทางนี้พอดีต่างหาก”

“งั้นรึ? ในเมื่อเจ้าไม่ได้ตามข้า งั้นข้าเปลี่ยนไปทางอื่นก็แล้วกัน…ยังไงเจ้าก็ตามนั้นเจ้าคงตามข้าไม่ทันแน่ๆ”

“......”

“งั้นข้าไปล่ะนะ?”

“อ๊ากกกก! เจ้าคนเลว! วันๆ จ้องแต่จะรังแกข้า! นิสัยเสียที่สุด!

“ข้ายอมรับก็ได้ ข้าแอบสะกดรอยตามเจ้ามา! พอใจหรือยัง! ยังไงเจ้าก็ห้ามทิ้งข้าไว้นะ! ไม่งั้นชาตินี้ข้าจะไม่คุยกับเจ้าอีกเลย!”

“ยัยเด็กแก่แดด...ยังจะมาทำเป็นปากแข็งใส่ข้าอยู่อีก สุดท้ายก็เสร็จข้าจนได้”

“เชอะ! อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ที่ข้าตามมาเพราะกลัวว่าถ้าเจ้าไปแล้ว จะไม่มีใครคอยป้อนปราณอัสนีกับยาเม็ดอร่อยๆ ให้ข้ากินต่างหากเล่า!”

“เหรอ...”

“ไม่ต้องมาทำเสียง ‘เหรอ’ ใส่ข้าเลยนะ เจ้าผีทะเล!”

“งั้นก็รีบตามมา ถ้าหลงทางขึ้นมา ข้าไม่รับผิดชอบนะ”

หลังจากต่อปากต่อคำกันพอหอมปากหอมคอ

โจวฉางชิงก็เลิกแกล้งยัยหนูน้อยและออกเดินทางต่อ โดยยอมรับกลายๆ ว่าจะให้จื่อเหยียนร่วมทางไปด้วย

เขารู้นิสัยยัยตัวแสบนี่ดี ต่อให้เขาเอ่ยปากไล่ นางก็ต้องแอบสะกดรอยตามมาอยู่ดี หรือต่อให้ตามไม่ทัน นางก็คงดั้นด้นพลิกแผ่นดินหาเขาจนเจอ

เช่นนั้นสู้ให้ยัยหนูติดตามไปด้วยเสียเลยจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลังว่านางจะวิ่งเพ่นพ่านไปเจออันตรายที่ไหน มิเช่นนั้นหากต้องตามไปช่วยทีหลัง คงยุ่งยากวุ่นวายพิลึก

อีกอย่าง...การมีเพื่อนร่วมทางคอยแก้เหงา ก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกัน จะได้ไม่น่าเบื่อจนเกินไป

จื่อเหยียนเห็นดังนั้น แม้ปากจะส่งเสียงฮึดฮัดทำท่าทีปั้นปึ่ง แต่ลึกลงไปในแววตากลับฉายแววลิงโลดและความปิติยินดีที่ปิดไม่มิด

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 192 : การร่วมทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว