เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 191 : อำลานิกาย

บทที่ 191 : อำลานิกาย

บทที่ 191 : อำลานิกาย


บทที่ 191 : อำลานิกาย

ณ นิกายเจียหนาน ส่วนใน

เวลาได้ล่วงเลยไปแล้วสามวัน นับตั้งแต่เหตุการณ์ผนึก 'เพลิงวิเศษแก่นพิภพ'

แม้สงครามเมื่อสามวันก่อนจะอุบัติขึ้นกลางเวหา

ทว่าคลื่นพลังยุทธ์ที่พุ่งพล่านและเศษซากพลังทำลายล้างที่กระเด็นกระดอนไปทั่ว ก็ยังส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างภายในนิกายจำนวนมากได้รับความเสียหายยับเยิน

ด้วยเหตุนี้ ทัศนียภาพของนิกายส่วนในขณะนี้ จึงเต็มไปด้วยเหล่าศิษย์และคณาจารย์ที่กำลังเร่งซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่พังทลาย

แม้ภาพเบื้องหน้าจะดูวุ่นวายคึกคัก หากแต่ใบหน้าของแต่ละคนกลับปราศจากรอยยิ้ม คำพูดจาปราศรัยแทบจะไม่มีให้ได้ยิน ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตนอย่างเงียบเชียบ

บนทางเดินทอดยาว...

เงาร่างสองสาย หนึ่งสูงใหญ่ หนึ่งเล็กจ้อย กำลังเดินเคียงกันมา

เมื่อผู้คนสังเกตเห็นชายหนุ่มรูปงามในชุดขาวผู้นั้น เหล่าศิษย์และอาจารย์ที่กำลังยุ่งอยู่สองข้างทางต่างก็หยุดมือ โค้งคำนับเล็กน้อยและเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม

"ท่านปรมาจารย์โจว"

โจวฉางชิงพยักหน้ารับการทักทายของทุกคนอย่างไม่ถือตัวและไม่แสดงความรำคาญใจ

เขาเหลือบมองยัยหนูน้อยที่เดินเหม่อลอยอยู่ข้างกาย พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบา "ยัยหนู หากรู้สึกเบื่อก็ไปเล่นเถอะ ไม่จำเป็นต้องตามข้าหรอก"

เสียงของโจวฉางชิงปลุกจื่อเหยียนให้ตื่นจากภวังค์

ผมเปียคู่ของเธอสะบัดไหวขณะส่ายหน้าปฏิเสธ

"ก็ไม่ได้เบื่อขนาดนั้นหรอกน่า อีกอย่าง...ถ้าข้าไปคนเดียวก็ไม่รู้จะเล่นอะไร คงน่าเบื่อกว่าเดิมอีก"

"เมื่อก่อนในนิกายก็ไม่ค่อยมีใครอยากเล่นกับข้าอยู่แล้ว ตอนนี้พวกเขายิ่งไม่มีเวลาและไม่มีอารมณ์กันใหญ่ ข้าตามเจ้าไปดีกว่า อย่างน้อยก็ยังมีคนคุยด้วย"

"หึๆ งั้นรึ ดูท่าทางเจ้าจะเข้ากับคนในนิกายไม่ค่อยได้สินะ ยัยหนู"

โจวฉางชิงหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า

"ชิ~"

จื่อเหยียนเบ้ปากอย่างไม่ยี่หระ

"ไม่ใช่สักหน่อย ก็แค่พวกนั้นอ่อนแอเกินไปต่างหาก แค่แตะนิดแตะหน่อยก็ไม่ไหวกันแล้ว วันๆ เอาแต่ฝึกวิชา น่าเบื่อจะตายไป"

ได้ยินดังนั้น มุมปากของโจวฉางชิงก็กระตุกยิก

ยัยหนูคนนี้คือนามธรรมของ 'สัตว์ร้ายในร่างมนุษย์' ชัดๆ แถมยังควบคุมพลังตัวเองไม่เป็นอีกต่างหาก

ไอ้ที่นางเรียกว่า 'แตะนิดแตะหน่อย' นั่นน่ะ พลังทำลายแทบไม่ต่างจากการโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์ระดับ 'ราชันย์ยุทธ์' ขั้นต้นเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ บรรดาศิษย์ในนิกายที่มีฝีมือสูงสุดเพียงแค่ 'ครึ่งก้าวสู่ราชันย์' จะมีใครกล้าไปเล่นกับนางไหว?

เผลอตัวนิดเดียว อาจจบลงด้วยกระดูกหักเส้นเอ็นฉีกขาดได้ง่ายๆ

ขนาดผู้อาวุโสทั่วไปยังไม่กล้า 'เล่นสนุก' กับจื่อเหยียนตอนเอาจริงเลยด้วยซ้ำ

โจวฉางชิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ สายตาทอดมองไปยังดวงตะวันบนฟากฟ้า ไม่รู้ว่าในใจกำลังครุ่นคิดสิ่งใด

ครู่ต่อมา...

เขาก็เอ่ยขึ้นลอยๆ "ยัยหนู ข้าตั้งใจว่าจะไปจากที่นี่แล้ว"

ข่าวที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ทำเอาจื่อเหยียนชะงักงัน นางรีบเงยหน้ามองเขา น้ำเสียงร้อนรน

"ทำไมล่ะ?..."

ยังพูดไม่ทันจบ จื่อเหยียนก็หยุดชะงักและเงียบเสียงไป

นั่นสินะ...ในเมื่อเซียวหยานตายไปแล้ว เจ้าคนเลวที่เป็นเพื่อนสนิท จะอยากอยู่รั้งรอในสถานที่แห่งความทรงจำอันน่าเศร้านี้ต่อไปทำไม

โจวฉางชิงไม่ได้หันมามองจื่อเหยียน จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด เขาเอ่ยต่อ

"จะทำไมเสียอีกล่ะ ผ่านศึกครั้งนี้ นิกายของพวกเจ้าจำเป็นต้องฟื้นฟู ท่านผู้อาวุโสซูเชียนเองก็ต้องพักรักษาตัว คนนอกอย่างข้าขืนอยู่ต่อไปก็รังแต่จะเกะกะ"

"แล้วเจ้าจะไปที่ไหน?" จื่อเหยียนไม่โต้แย้ง แต่ถามกลับด้วยน้ำเสียงหงอยเหงา

"หึๆ ข้ามาอยู่ 'ดินแดนทมิฬ' ตั้งนาน ยังไม่เคยได้ออกไปท่องเที่ยวให้ทั่วเลย เป้าหมายก็ไม่มี...คงค่ำไหนนอนนั่นกระมัง"

โจวฉางชิงตอบไปอย่างนั้น ขณะที่ในหัวกำลังขบคิดถึงแผนการเดินทางขั้นต่อไป

ด้วยระดับฝีมือของเขาในตอนนี้ เพียงพอที่จะเดินทางไปยัง 'ดินเเดนภาคกลาง' และเอาตัวรอดได้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝันแห่งนั้น

ประกอบกับแผนการที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในใจ การเดินทางสู่ดินเเดนภาคกลางคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เขาเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด มันจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทว่าก่อนหน้านั้น เขาจำเป็นต้องตระเตรียมทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนให้พร้อมเสียก่อน

แม้จะไปหาเอาดาบหน้าในดินเเดนภาคกลางก็ได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่แข็งแกร่งพอ เขาไม่อยากเปิดเผยความสามารถด้าน 'การหลอมสร้างศาสตรา' ของตนเอง

ดินเเดนภาคกลาง ไม่ใช่ดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ

ที่นั่นมียอดฝีมือเกลื่อนกลาด ผู้ที่สามารถบดขยี้เขาให้ตายได้ง่ายๆ แม้จะไม่ถึงกับเดินชนกันทุกหัวระแหง แต่ก็มีไม่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่อย่าง 'หอคอยโอสถ' , 'ตำหนักวิญญาณ'  และ 'แปดเผ่าบรรพกาล'

อาชีพ 'ช่างหลอมศาสตรา' เป็นตัวตนที่อาจสั่นคลอนสถานะอันสูงส่งของ 'นักปรุงยา' ได้

หากเขาไปเปิดเผยความสามารถนี้ในดินเเดนภาคกลางที่รุ่งเรือง ย่อมดึงดูดความสนใจจากขุมอำนาจต่างๆ หรือสร้างความขุ่นเคืองให้กับขั้วอำนาจนักปรุงยาอย่างหอคอยโอสถได้ง่ายๆ

นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

แค่คิดว่าจะมีอาชีพใหม่ที่เทียบเคียงนักปรุงยา หรืออาจมีมูลค่าสูงยิ่งกว่า ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่มีเบื้องหลังรองรับ...

ลองเดาดูสิว่า 'ตำหนักวิญญาณ' ที่ชื่นชอบการสะสมดวงวิญญาณของผู้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะวิญญาณของนักปรุงยา จะเพ่งเล็งมาที่เขาหรือไม่?

แต่ในดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ ไม่มีข้อกังวลเช่นนั้น

ด้วยฝีมือระดับเขาตอนนี้ การันตีได้เลยว่าติดหนึ่งในสิบยอดฝีมือของภูมิภาค สามารถจัดการกับพวกภูตผีปีศาจทั้งหลายได้โดยไม่ต้องเกรงกลัว

ดังนั้น เขาจึงสามารถปล่อยขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่หลอมสะสมไว้และไม่ได้ใช้ ออกสู่ตลาดในดินแดนทมิฬ เพื่อแลกเป็นทรัพยากรจำนวนมหาศาลไว้เป็นทุนรอนสำหรับการเดินทางสู่ดินเเดนภาคกลาง

"เจ้าคนเลว...เจ้าไม่ไปไม่ได้เหรอ?"

จู่ๆ เสียงของจื่อเหยียนก็ดังขึ้น

โจวฉางชิงได้ยินดังนั้นก็ยื่นมือไปลูบศีรษะนางเบาๆ แล้วส่ายหน้า

"ข้ามีเส้นทางของข้าที่ต้องเดิน เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ที่นี่ตลอดไป และเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่กับเจ้าตลอดไป...ยัยหนู ตัวเจ้าเองก็เช่นกัน"

แม้ถ้อยคำจะดูเรียบง่าย แต่จื่อเหยียนสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวที่ไม่อาจสั่นคลอน

“เชอะ!”

ราวกับไม่อยากให้ใครล่วงรู้ความรู้สึกที่แท้จริง เพราะกลัวจะเสียหน้า จื่อเหยียนจึงแสร้งทำเก่ง สะบัดหน้าหนีแล้วบ่นงุบงิบ

“จะไปก็ไปสิ ใครเขาจะไปสน...ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนสักหน่อย!”

“ไปซะได้ก็ดี ต่อไปจะได้ไม่มีใครมาคอยรังแกข้าอีก...อยู่ในนิกายข้ามีความสุขจะตายไป อยากจะทุบใครก็ทุบ อยากจะกินสมุนไพรวิเศษกี่ต้นก็กินได้ตามใจชอบ”

กล่าวจบ ยัยหนูน้อยก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความดื้อรั้น สะบัดผมเปียคู่แล้ววิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็ลับสายตาไป

เห็นท่าทางเช่นนั้น โจวฉางชิงก็ได้แต่ยิ้มพลางส่ายหน้าอย่างระอาปนเอ็นดู

“ยัยตัวแสบปากไม่ตรงกับใจเอ๊ย...”

……

รุ่งเช้าวันถัดมา

โจวฉางชิงเดินทางไปยังที่พักฟื้นของซูเชียน เพื่ออำลาผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายส่วนในอย่างเป็นทางการ

ซูเชียนพยายามเอ่ยรั้งอยู่หลายครา ด้วยใจอยากจะเลี้ยงรับรองตอบแทนบุญคุณอีกฝ่ายให้สมเกียรติ

เพราะโจวฉางชิงถือเป็นผู้มีพระคุณอย่างสูง หากไม่ได้เขาช่วยไว้เมื่อสามวันก่อน ความสูญเสียของนิกายคงหนักหนาสาหัสกว่านี้ และดีไม่ดีอาจต้องสูญเสียผู้อาวุโสไปอีกสักคนสองคน

แต่น่าเสียดายที่โจวฉางชิงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะจากไป

เมื่อจนปัญญาจะรั้งไว้ ซูเชียนจึงจำต้องปล่อยให้อีกฝ่ายออกเดินทาง

แต่กระนั้นก็ยังมอบของขวัญอำลาชุดใหญ่ให้ ทั้งโอสถ วัตถุดิบสำหรับหลอมสร้างศาสตรา และฉบับคัดลอกของตำราล้ำค่าในหอสมุดอีกมากมาย นับว่าเป็นการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อยิ่งนัก

ยามจากไป โจวฉางชิงเลือกที่จะไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่แจ้งให้ผู้อื่นทราบ เขาไม่อยากสร้างความวุ่นวายหรือต้องมาคอยร่ำลากันให้ยืดเยื้อ

ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ในนิกายจึงไม่ทันสังเกตเห็นลำแสงสีทองอร่ามที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและเลือนหายไปในหมู่เมฆอย่างรวดเร็ว

ทว่า...ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครล่วงรู้เลยเสียทีเดียว

….

ณ ป่าแห่งหนึ่งภายในเขตนิกาย

บนต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านสาขาแผ่ขยายหนาทึบ

ทันทีที่ลำแสงสีทองพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ศีรษะเล็กๆ ที่มัดผมเปียคู่ก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากพุ่มใบ สายตาจับจ้องเขม็งไปยังร่างสีทองที่กำลังพุ่งห่างออกไปไกลลิบ

“ข้าไม่ได้จะตามเขาไปนะ...ข้าก็แค่จะออกไปเที่ยวเล่นเหมือนกัน บังเอิญทางเดียวกันเฉยๆ...ใช่แล้ว มันก็แค่นั้นแหละ”

พึมพำปลอบใจตัวเองจบ จื่อเหยียนก็ไม่กล้าชักช้า ด้วยกลัวว่าจะตามไม่ทัน นางรีบกางปีกปราณยุทธ์สีม่วงสยายออก แล้วพุ่งทะยานไล่ตามออกไปนอกเขตนิกายทันที

หลังจากร่างของนางกลายเป็นจุดเล็กๆ ลับสายตาไปตรงขอบฟ้า...

ร่างในชุดคลุมสีดำก็ปรากฏขึ้นใต้ต้นไม้ต้นนั้นอย่างเงียบงัน

ผู้มาเยือนคือชายชราผมขาวเคราขาว ใบหน้ายังคงซีดเซียวเล็กน้อยจากการบาดเจ็บ...เขาคือซูเชียนนั่นเอง

ดวงตาฝ้าฟางทอดมองไปยังจุดเล็กๆ บนขอบฟ้า ซูเชียนพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา

“ยัยหนูเอ๋ย...สหายตัวน้อยแซ่โจวผู้นี้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ อนาคตไกลไร้ขอบเขต…

“บางทีการติดตามเขาไป อาจช่วยให้เจ้าค้นพบชาติกำเนิดของตัวเอง และมีอนาคตที่ดีกว่าอยู่ที่นี่...”

ในฐานะที่เป็นบิดาบุญธรรม ซูเชียนย่อมตระหนักรู้ถึงนิสัยใจคอของจื่อเหยียนดียิ่งกว่าใคร

เพียงสังเกตท่าทีที่นางมีต่อโจวฉางชิงในยามปกติ เขาก็พอจะมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ความสนิทสนมที่ยัยหนูน้อยมีให้แก่โจวฉางชิงนั้น ช่างแนบแน่นลึกซึ้งแทบจะเป็นรองก็เพียงแค่ตัวเขาผู้เป็นบิดาบุญธรรมเท่านั้น

ทว่ารูปแบบความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับแตกต่างกัน...

กับซูเชียนคือความเคารพรักที่มีต่อผู้อาวุโส แต่สำหรับโจวฉางชิงนั้น เปรียบเสมือนความผูกพันที่มีต่อพี่ชายที่แสนดี

แม้เขาจะมีศักดิ์เป็นผู้ปกครอง แต่ก็ไม่อาจเข้าไปเติมเต็มชีวิตของจื่อเหยียนได้ทุกเรื่อง อีกทั้งยังไร้กำลังที่จะช่วยให้นางเติบโตแข็งแกร่งหรือตามหาชาติกำเนิดได้...ด้วยสังขารที่แก่ชราลงทุกวัน

ผิดกับโจวฉางชิง...เขายังหนุ่มแน่น เต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ไม่เพียงแต่จะสามารถอยู่เคียงข้าง เล่นสนุก และเติบโตไปพร้อมกับนางได้

อีกทั้งชายหนุ่มผู้นี้ยังเป็นอัจฉริยะปีศาจระดับที่ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยพบพานหรือได้ยินชื่อเสียงมาก่อน ความสำเร็จในภายภาคหน้าย่อมยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ

ในอนาคต เขาผู้นี้แหละที่จะกลายเป็นเกราะป้องกันและขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับจื่อเหยียน

ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง ซูเชียนจึงวางใจที่จะปล่อยให้นกน้อยอย่างจื่อเหยียนกางปีกบินตามโจวฉางชิงจากไป

หลังจากยืนทอดสายตามองส่งจนแน่ใจแล้ว...

ซูเชียนก็หมุนกายกลับอย่างเงียบงัน มุ่งหน้ากลับสู่ที่พักเพื่อรักษาตัวต่อไป

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 191 : อำลานิกาย

คัดลอกลิงก์แล้ว