- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 189: เซียวเหยียนถูกกลืนกิน, ผนึกไปพร้อมกัน!
บทที่ 189: เซียวเหยียนถูกกลืนกิน, ผนึกไปพร้อมกัน!
บทที่ 189: เซียวเหยียนถูกกลืนกิน, ผนึกไปพร้อมกัน!
บทที่ 189: เซียวเหยียนถูกกลืนกิน, ผนึกไปพร้อมกัน!
เซียวเหยียนเองก็ปรารถนาจะหนีไปให้พ้นจากตรงนั้นใจแทบขาด
แต่อนิจจา...มันสายเกินไปเสียแล้ว
กลุ่มก้อนเพลิงเมฆาอัคคีที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร บิดเบี้ยวไปมาอย่างประหลาด ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังก้อง!
ทันใดนั้น ดวงตาคู่หนึ่งที่ทอประกายแสงสีน้ำเงินเข้ม ก็ผุดขึ้นมาท่ามกลางเปลวเพลิงโปร่งใสดุจแก้ว!
เสียงกรีดร้องยังไม่ทันจางหาย
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน เพลิงเมฆาอัคคีพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง เป้าหมายล็อกไปที่เซียวเหยียนเพียงผู้เดียว!
สีหน้าเซียวเหยียนเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก เขารีบรีดเร้นพลังวิญญาณที่ยืมมา เร่งความเร็วหนีตายอย่างสุดชีวิต
ทว่า...ความเร็วเพียงเท่านี้ เมื่อเทียบกับเพลิงวิเศษที่มีพลังระดับปรมาจารย์ยุทธ์กลับกลายเป็นเพียงเต่าคลาน
ซูเชียนและเหล่าผู้อาวุโสต่างไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยได้ พวกเขากำลังทุ่มสมาธิสร้างค่ายกลผนึก หากวอกแวกแม้แต่นิดเดียว ค่ายกลจะพังทลายลงทันที
และหากค่ายกลล่มสลาย การจะรวบรวมพลังเพื่อผนึกเพลิงเมฆาอัคคีอีกครั้ง ก็คงเป็นได้เพียงความฝันลมๆแล้งๆ!
ดังนั้น พวกเขาทำได้เพียงภาวนาให้เซียวเหยียนสลัดหลุดจากการไล่ล่าของเพลิงนรกนั่นให้ได้
แต่สวรรค์ช่างไร้เมตตา...
ขณะที่เซียวเหยียนอยู่ห่างจากม่านพลังงานของค่ายกลเพียงสิบเมตร อุณหภูมิเบื้องหลังเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน!
“เวรเอ๊ย! งานเข้าแล้ว!”
เซียวเหยียนหันขวับกลับไปมองด้วยความหวาดผวา ดวงตาเพลิงสีเขียวครามสะท้อนภาพเพลิงเมฆาอัคคีที่โถมเข้าใส่ ปลดปล่อยเปลวเพลิงโปร่งใสจำนวนมหาศาล กลายเป็นทะเลเพลิงกลืนกินร่างของเขาเข้าไปจนมิด!
วินาทีนั้น...ฟ้าดินพลันเงียบสงัด ราวกับกาลเวลาได้หยุดหมุน!
ภาพเซียวเหยียนถูกเพลิงวิเศษกลืนกินสะท้อนอยู่ในดวงตาของศิษย์นับพันบนพื้นดิน และผู้อาวุโสบนท้องฟ้า สีหน้าของทุกคนแข็งค้าง!
จากนั้น เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจและเสียงตะโกนแห่งความสิ้นหวังก็ดังระงม!
“เซียวเหยียน!”
ซูเชียนจ้องมองภาพเหตุการณ์นั้นด้วยดวงตาแทบถลน ตะโกนก้องด้วยความโกรธแค้นและเจ็บปวด!
หลังจากกลืนกินเซียวเหยียนเข้าไป เพลิงเมฆาอัคคีก็พยายามจะพุ่งฝ่าวงล้อมออกไปนอกค่ายกล
แต่โชคยังเข้าข้าง...จังหวะนั้นม่านพลังงานของค่ายกลปิดตัวลงพอดี กำแพงพลังที่ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน กระแทกเพลิงเมฆาอัคคีให้กระเด็นกลับเข้าไป!
เมื่อเห็นเพลิงวิเศษดิ้นพล่านอยู่ในค่ายกล เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ทุกคนต่างได้สติกลับคืนมา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นสุดขีด!
ศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดในนิกายเขตใน!
วีรบุรุษผู้กล้าหาญที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อถ่วงเวลาฟ่านเหลา นำกำลังเสริมมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ และยังต่อกรกับเพลิงเมฆาอัคคีเพียงลำพัง!
วีรบุรุษผู้นั้น...กลับต้องมาจบชีวิตลงต่อหน้าต่อตาพวกเขา ถูกไอ้เดรัจฉานตัวนี้กลืนกินไปอย่างไร้ทางสู้
ความแค้นนี้ จะให้พวกเขาระงับไว้ได้อย่างไร!
“ทุกท่าน! ประคองค่ายกลไว้ให้มั่น! ส่วนเรื่องผนึก...ปล่อยเป็นหน้าที่ข้าเอง!”
ซูเชียนที่ได้สติกลับมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เย็นยะเยือก
โดยไม่รอให้ใครทักท้วง พลังปราณมหาศาลก็ระเบิดออกจากร่างของเขา!
เมื่อเห็นท่าทีนั้น เหล่าผู้อาวุโสต่างอุทานด้วยความตกใจและพยายามจะห้ามปราม เพราะรู้ดีว่าซูเชียนกำลังจะทำอะไร
แต่เมื่อเห็นแผ่นหลังที่แน่วแน่นั้น คำพูดห้ามปรามทั้งหลายก็ถูกกลืนลงคอไปจนหมดสิ้น
พลังปราณหลั่งไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆสีหน้าของซูเชียนซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว
ทว่าเขากลับไม่มีทีท่าจะหยุดยั้ง ดวงตาจ้องเขม็งไปที่เพลิงเมฆาอัคคีในค่ายกล เสียงคำรามกึกก้องด้วยความโกรธแค้นดังออกจากปาก
“ไอ้เดรัจฉาน! วันนี้ต่อให้ข้าต้องบาดเจ็บสาหัส! ข้าก็จะผนึกเจ้าไว้ตลอดกาล!”
ทันใดนั้น พลังปราณมหาศาลควบแน่นกลายเป็นลำแสงสีดำทมิฬยาวหนึ่งจ้าง!
ลำแสงสีดำพุ่งทะยานเข้าหาเพลิงวิเศษ ภายใต้การควบคุมของซูเชียน มันแปรสภาพกลางอากาศกลายเป็นตาข่ายพลังงานสีดำหนาทึบ!
เพียงพริบตาเดียว ตาข่ายดำก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครอบคลุมร่างของเพลิงเมฆาอัคคีไว้อย่างน่าอัศจรรย์!
ควันสีขาวพวยพุ่งจากการปะทะกันระหว่างตาข่ายดำและเพลิงวิเศษ ซูเชียนตวัดนิ้วควบคุมตาข่าย ลากเพลิงเมฆาอัคคีให้ร่วงลงสู่รอยแยกที่ยอดเจดีย์ฝึกปราณเทียนเฟินอย่างรวดเร็ว!
เพียงไม่กี่วินาที...เพลิงเมฆาอัคคีก็ถูกลากกลับลงสู่หลุมลึกใจกลางเจดีย์ที่เชื่อมต่อกับแกนโลก
มันยังพยายามดิ้นรนขัดขืน
แต่ซูเชียนไม่เปิดโอกาส เขาทุบหน้าอกตัวเองอย่างแรง พ่นเลือดสดๆออกมาคำโต แล้วใช้มืออีกข้างคว้าเลือดนั้นไว้
พลังปราณที่เหลืออยู่เดือดพล่าน ผสมผสานเข้ากับโลหิต ซูเชียนกดฝ่ามือลงด้านล่างอย่างรุนแรง!
วูม!
ลำแสงพลังงานสีดำสนิทพุ่งออกจากฝ่ามือ กระแทกเข้าใส่เพลิงเมฆาอัคคีเต็มแรง!
ภายใต้การโจมตีแลกชีวิตของซูเชียน เพลิงเมฆาอัคคีไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป สิ้นฤทธิ์เดชและถูกลำแสงสีดำอัดกระแทกลงสู่ลาวาใต้พิภพอย่างสิ้นเชิง!
“ผนึก!”
เมื่อสัมผัสได้ว่าเพลิงวิเศษถูกกดลงไปในลาวาแล้ว ซูเชียนรีบเปลี่ยนท่าประทับมุทราอย่างรวดเร็ว!
ตาข่ายดำและลำแสงดำที่พันธนาการเพลิงวิเศษอยู่ เริ่มบิดเบี้ยวและหลอมรวมกัน
สุดท้าย ทั้งสองสิ่งผสานเป็นพลังงานสีดำขนาดมหึมา อัดแน่นเต็มพื้นที่ชั้นสุดท้ายของเจดีย์
และที่ปากหลุมเชื่อมต่อลาวา ม่านพลังงานบางเบาแต่แข็งแกร่งดุจเพชร ก็ปรากฏขึ้นปิดปากหลุมไว้!
นับจากนี้เป็นต้นไป...ชั้นสุดท้ายของเจดีย์ฝึกปราณเทียนเฟินจะไม่มีใครย่างกรายเข้าไปได้อีก และเพลิงเมฆาอัคคี...ก็จะไม่มีวันได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานแสนนาน!
บนท้องฟ้า ซูเชียนที่เผาผลาญพลังปราณจนหมดสิ้น ร่างกายบอบช้ำภายในอย่างหนัก
เมื่อเห็นว่าการผนึกสำเร็จ ร่างของเขาก็ทรุดฮวบร่วงหล่นลงมา
โชคดีที่ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตาไว รีบเข้าไปรับร่างเขาไว้ได้ทัน
….
เมื่อเห็นว่าเพลิงเมฆาอัคคีถูกผนึกแล้ว
ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่เมื่อนึกถึงเซียวเหยียนที่ถูกฝังลงไปพร้อมกับเพลิงนรกนั้น ความยินดีก็มลายหายไปจนสิ้น
สมาชิกพรรคผานเหมิน และเพื่อนฝูงของเซียวเหยียนอย่างหลินซิวหยา ต่างมีสีหน้าโศกเศร้าอาลัย
เหล่าผู้อาวุโสต่างเงียบกริบ…ในเวลานั้น โจวฉางชิงและจื่อเหยียนได้มายืนอยู่บนยอดเจดีย์ฝึกปราณเทียนเฟินแล้ว
โจวฉางชิงจ้องมองความมืดมิดภายในรอยแยกของยอดเจดีย์ด้วยสายตาว่างเปล่า สีหน้าอ่านยาก
จื่อเหยียนเห็นท่าทางของเขา ก็รู้สึกเจ็บปวดในใจอย่างประหลาด เอ่ยปลอบโยนเสียงเบา
“เจ้าคนบ้า...การเสียสละของเซียวเหยียนไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เจ้าอย่าเศร้าไปเลย..”
“แค่ก แค่ก...สหายน้อย...ข้าขอโทษ เป็นความผิดของนิกายเขตในเอง เป็นข้าที่ไร้ความสามารถ จนทำให้เซียวเหยียนต้องมาจบชีวิตลง”
ท่ามกลางคำปลอบโยนของจื่อเหยียน
ซูเชียนซึ่งถูกพยุงปีกโดยผู้อาวุโสสองท่าน ค่อยๆพาร่างอันบอบช้ำมาหยุดยืนข้างกายโจวฉางชิง
เขาฝืนความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่างและความอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ เอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ซูเชียนในยามนี้ ลมหายใจรวยริน ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษทอง ดูไม่ต่างจากชายชราธรรมดาที่กำลังก้าวเดินสู่ปากทางแห่งความตาย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลานั้น ฉายชัดถึงความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจ
เมื่อได้ยินถ้อยคำของทั้งสองคน…โจวฉางชิงก็ดึงสติกลับมาได้ เขาไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี มุมปากจึงได้แต่กระตุกเกร็งๆ
เสียใจ?
ล้อเล่นกันหรือเปล่า? ทำไมเขาต้องเสียใจด้วยล่ะ?
เจ้าเซียวเหยียนไม่ได้ตายสักหน่อย...
ตรงกันข้าม หมอนั่นกำลังลงไปคว้า ‘ตัวช่วยระดับเทพ’ เพื่ออัพเกรดพลังตัวเองต่างหาก
ไอ้สายตาเหม่อลอยกับสีหน้าอ่านยากเมื่อครู่นี้ มันไม่ใช่ความเศร้าโศกเสียใจเลยสักนิด แต่มันคือสีหน้าของคนที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนักว่า...เจ้าเซียวเหยียนต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะโผล่หัวออกมา
ส่วนที่เห็นว่าเขานิ่งเงียบไปแถมมุมปากยังกระตุกเกร็งๆนั้น...
นั่นก็เพราะพอได้ยินคำปลอบโยนกับคำขอโทษแสนเศร้าของทั้งสองคนแล้ว มันคันปากยิบๆอยากจะขำออกมาใจจะขาด แต่ก็คิดได้ว่าขืนหัวเราะร่าออกมาในสถานการณ์ความเป็นความตายแบบนี้ มีหวัง ‘แต้มบุญ’ คงติดลบฮวบฮาบแน่ๆ
ขืนหลุดขำออกมา บรรยากาศคงพังพินาศจนกู่ไม่กลับ ดังนั้นเขาจึงต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการกลั้นขำเอาไว้ จนหน้าตาดูบิดเบี้ยวชอบกล
ทว่า...ทั้งซูเชียนและจื่อเหยียนต่างไม่ล่วงรู้ความในใจนี้
เมื่อเห็นท่าทางแปลกๆของโจวฉางชิง ทั้งคู่กลับตีความไปว่า เขาคงเศร้าโศกจนอยากจะร้องไห้ แต่พยายามสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างลูกผู้ชาย
ยิ่งคิดได้แบบนั้น ทั้งสองก็ยิ่งพูดไม่ออก ซูเชียนรู้สึกผิดจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี ส่วนจื่อเหยียนก็รู้สึกจุกแน่นในอก จมูกเริ่มแสบและขอบตาร้อนผ่าวด้วยความสงสาร
“เฮ้อ...”
โจวฉางชิงพ่นลมหายใจยาวเหยียด ในที่สุดเขาก็สามารถควบคุมอารมณ์ขันให้สงบลงได้ เขาปรับสีหน้าให้ดูเศร้าหมองแบบจางๆผสมกับความหวังที่ดูเหมือนจะเป็นการปลอบใจตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาทั้งสองด้วยแววตามั่นคง
“ท่านผู้อาวุโส...ยัยหนู...พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไม่เป็นไรหรอก”
“และข้าก็ไม่เชื่อด้วยว่าเจ้าเซียวมันจะตายง่ายๆหมอนั่นดวงแข็งจะตายไป แค่เพลิงวิเศษกระจอกๆสำหรับเจ้าเซียวแล้ว มันก็แค่อุปสรรคเล็กน้อยเท่านั้นแหละ”
“ข้าเชื่อว่า...ในอนาคตสักวันหนึ่ง เจ้าเซียวจะสลัดหลุดจากพันธนาการของเพลิงวิเศษ และกลับมาผงาดได้อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งแน่นอน!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น และเห็นสีหน้าแววตาของโจวฉางชิง
ซูเชียนไม่อยากพูดจาทำลายความหวังของเด็กหนุ่ม เขาจึงฝืนยิ้มออกมาบางๆพร้อมกับพยักหน้า
“หวังว่าจะเป็นจริงดั่งที่สหายน้อยว่า...เซียวเหยียนเป็นคนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง ขอให้เขาได้กลับมาโดยเร็ววันเถิด”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจลึกๆซูเชียนกลับรู้สึกว่างเปล่า เพราะรู้ดีว่านี่เป็นเพียงคำพูดหลอกตัวเองเท่านั้น
ผิดกับจื่อเหยียน นางพยักหน้าหงึกหงักรัวเร็วราวกับลูกไก่จิกข้าว เห็นด้วยอย่างเต็มที่
“ใช่ๆๆ! เซียวเหยียนต้องไม่เป็นไรแน่ๆก็หมอนั่นเป็นถึงอันดับหนึ่งของนิกายเขตในรองจากข้าเชียวนะ จะมาตายง่ายๆแบบนี้ได้ยังไง!”
“หึหึ...เจ้าพูดได้ถูกต้องแล้วแม่หนู”
โจวฉางชิงวางมือบนศีรษะเล็กๆของจื่อเหยียนแล้วลูบเบาๆพร้อมกับก้มลงมองยอดหอคอยเทียนเฟินที่เงียบสงบ ด้วยรอยยิ้มจางๆที่มุมปาก
(จบตอน)