- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 176: หน้าไม่อายจริงๆ
บทที่ 176: หน้าไม่อายจริงๆ
บทที่ 176: หน้าไม่อายจริงๆ
บทที่ 176: หน้าไม่อายจริงๆ
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคยจนแทบจะฝังอยู่ในกระดูก เด็กหนุ่มที่กำลังร้อนรนจนแทบคลั่งถึงกับชะงักค้างไป
และเมื่อเขาเพ่งมองให้ชัดว่าผู้มาเยือนคือใคร...
สีหน้าที่เคยเคร่งเครียดและวิตกกังวล ก็แปรเปลี่ยนเป็นความปิติยินดีอย่างฉับพลัน!
เมื่อมองตามสายตาของเด็กหนุ่มไป…เบื้องหน้าเขานอกกรงขังสีเลือด ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มรูปงามในอาภรณ์สีขาวสะอาดตากำลังส่งยิ้มมาให้
ในขณะเดียวกัน มือของเด็กหนุ่มชุดขาวผู้นั้นก็กำด้ามหอกสีเลือดเอาไว้แน่นประดุจคีมเหล็ก ตรึงมันไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิ้วเดียว!
“เหล่าโจว!”
เด็กหนุ่มตะโกนเรียกด้วยความดีใจ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
โจวฉางชิงยกยิ้มที่มุมปาก มองดูสภาพทุลักทุเลของเซียวเหยียน แล้วอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วหยอกเย้า
“ปกติเจ้าเรียกข้าว่า ‘เหล่าโจว’ ข้าก็ไม่ถือสาหรอกนะ แต่ตอนนี้ข้าเพิ่งช่วยชีวิตเจ้าไว้…เจ้าควรจะเรียกข้าว่าอะไรดีหืม?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวเหยียนแข็งค้างไปในทันที
ความปิติยินดีเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เปลี่ยนเป็นความเอือมระอาแทน บนหน้าผากแทบจะมีเส้นเลือดปูดโปนด้วยความหงุดหงิด
ไอ้เวรตะไลนี่! จ้องจะเคลมตำแหน่ง 'เตี่ย' อีกแล้วสินะ!
“ไสหัวไปเลยไป! ยอมเรียกว่าเหล่าโจวก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว ถ้าเอ็งไม่ชอบ งั้นข้าจะยอมลำบากใจเรียกว่า ‘ลูกรัก’ แทนเอามั้ยล่ะ”
เซียวเหยียนเบะปาก พลางสบถด่ากลับไปชุดใหญ่
“เฮ้ย!”
โจวฉางชิงถลึงตาใส่
“ไอ้ลูกทรพี! นี่เอ็งกล้าปีนเกลียวรึ? ระวังเถอะ ‘ท่านพ่อ’ คนนี้จะไม่สนใจใยดีเจ้าแล้วนะ”
โบราณท่านว่าไว้ไม่มีผิด…เพื่อนที่ไม่อยากเป็นพ่อของเพื่อน ย่อมไม่ใช่เพื่อนแท้!
เป็นพี่น้องกัน…มันก็ต้องแข่งกันสิวะ!
แข่งกันแย่งตำแหน่ง ‘เตี่ย’ นี่แหละ!
แน่นอนว่าถึงปากจะต่อล้อต่อเถียงไปแบบนั้น แต่โจวฉางชิงก็ไม่ได้คิดจะทิ้งกันจริงๆมือที่กำด้ามหอกอยู่เพียงแค่ออกแรงบีบเบาๆ
“เปรี้ยะ ปรั๊วะ!”
ทันใดนั้น ประกายอัสนีนับไม่ถ้วนก็พวยพุ่งออกจากฝ่ามือ กลายสภาพเป็นอสรพิษสีขาวสว่างจ้าเลื้อยพันไปทั่วด้ามหอก และลามเลียต่อเนื่องไปยังกรงขังสีเลือดที่กักขังเซียวเหยียนไว้
แม้อสรพิษอัสนีเหล่านี้จะดูเล็กจ้อย แต่กลับแฝงอานุภาพทำลายล้างรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอสนีบาตสวรรค์!
ความร้อนระอุที่แผ่ออกมา ได้เผาผลาญปราณยุทธ์สีเลือดที่ก่อตัวเป็นหอกและกรงขัง จนสลายกลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตา!
การสลายการโจมตีของยอดฝีมือระดับ ‘จักรพรรดิยุทธ์’ได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเช่นนี้ ทำให้เซียวเหยียนถึงกับตาค้าง จ้องมองภาพตรงหน้าตาถลน พลางกรีดร้องในใจ
“เชี่ยเอ๊ย! เจ้าเหล่าโจวมันไปถึงระดับไหนแล้วเนี่ย? อย่าบอกนะว่าเป็นจักรพรรดิยุทธ์ไปแล้ว?! อาจารย์ ท่านสัมผัสได้ไหม?”
นี่ถือว่าเขาประเมินไว้สูงลิบแล้วนะ...
เพราะยิ่งระดับพลังสูงขึ้น การเลื่อนขั้นก็ยิ่งยากเย็นและเชื่องช้า…เวลาเพียงหนึ่งปี จากสามหรือสี่ดาวราชันยุทธ์ก้าวกระโดดขึ้นสู่ระดับจักรพรรดิยุทธ์
ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ความเร็วระดับนี้ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์ที่สั่นสะเทือนฟ้าดินแล้ว
ลองดูพวกราชันยุทธ์คนอื่นๆสิ กว่าจะเลื่อนได้สักดาว ก็ปาเข้าไปตั้งหลายปี!
ภายในแหวนกระดูกรมควันที่สวมอยู่บนนิ้ว เมื่อได้ยินคำถามของลูกศิษย์ ‘ปรมาจารย์เย่า’ ก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างเชื่องช้า
“เจ้าหนูเหยียน เจ้าอยากรู้จริงๆหรือ? อาจารย์กลัวว่าพูดไปแล้วจะไปกระทบจิตใจเจ้าเอาน่ะสิ”
“อาจารย์พูดแบบนี้ ข้ายิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่ สรุปว่าเป็นจักรพรรดิยุทธ์ระดับกี่ดาวกันแน่?”
เซียวเหยียนถูกคำพูดของปรมาจารย์เย่ากระตุ้นความอยากรู้จนทนไม่ไหว รีบถามจี้ทันที
ฟังจากน้ำเสียงของอาจารย์ เขาก็มั่นใจแล้วว่าเหล่าโจวต้องบรรลุระดับจักรพรรดิยุทธ์แล้วแน่นอน
แถมคงไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองดาวด้วย ไม่อย่างนั้นอาจารย์จะกลัวว่าเขาเสียกำลังใจทำไม?
“เจ็ดดาว…จักรพรรดิยุทธ์”
เสียงของปรมาจารย์เย่าดังขึ้นอย่างเนิบนาบ
ทว่า…เพียงไม่กี่คำที่เอ่ยออกมา กลับเปรียบดั่งอัสนีฟาดเปรี้ยงลงกลางใจของเซียวเหยียน จนสมองของเขาขาวโพลน หยุดชะงักไปชั่วขณะ ไม่สามารถดึงสติกลับมาได้!
เจ็ดดาว…จักรพรรดิยุทธ์?!
หลังจากได้ยินคำพูดของปรมาจารย์เย่า ภาพความแข็งแกร่งของเหล่าโจวในหัวของเซียวเหยียน ก็พุ่งพรวดจากหนึ่งดาวจักรพรรดิยุทธ์ ไปเป็นอย่างต่ำก็สามดาวระดับต้น หรือไม่ก็สี่ถึงห้าดาวระดับกลาง
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า…มันจะพุ่งทะลุไปถึงเจ็ดดาวระดับสูงได้ขนาดนี้!
และคนที่ตกตะลึงจนตาค้างไม่ได้มีแค่เซียวเหยียนเพียงคนเดียว
ยังมีชายชราในชุดคลุมเลือด และสองยอดฝีมืออย่างหลินซิวหยาและหลิ่วฉิง ที่เพิ่งจะบรรลุระดับกึ่งราชันยุทธ์ และกำลังกระพือปีกพลังปราณอันเลือนรางรีบรุดมาช่วย
พวกเขาไม่ได้ยินสิ่งที่ปรมาจารย์เย่าพูด...
แต่ดวงตาของพวกเขากลับประจักษ์ชัดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ทุกประการ!
เด็กหนุ่มชุดขาวปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ช่วยเซียวเหยียนไว้ได้อย่างง่ายดาย
มิหนำซ้ำยังทำลายการโจมตีของ ‘ฟ่านเหลา’ ประมุขพรรคโลหิต ผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนในทำเนียบดำแห่งแดนทมิฬ และเป็นถึงระดับจักรพรรดิยุทธ์ลงได้ในพริบตา!
ใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์และหล่อเหลา เมื่อมาคู่กับความแข็งแกร่งระดับที่ทำให้คนขนลุกซู่...
ใครเล่าจะไม่ตกตะลึง?
หลินซิวหยาและหลิ่วฉิงยังพอทำเนา เพราะพลังเพียงกึ่งราชันยุทธ์ทำให้สายตายังไม่เฉียบคมพอที่จะประเมินสถานการณ์ได้ละเอียดนัก
แต่ฟ่านเหลานั้นต่างออกไป
กรงขังเลือดและหอกสังหารนั่น เขาเป็นคนลงมือเองกับมือ!
ฟ่านเหลาย่อมรู้ซึ้งถึงอานุภาพของมันดีที่สุด!
ต่อให้เป็นระดับราชันยุทธ์ หากไม่มีไม้ตายก้นหีบที่เหนือกว่าเขา ก็ไม่มีทางรับมือได้ง่ายๆ!
ยิ่งเมื่อสองท่าผสานกัน แม้แต่ราชันยุทธ์ทั่วไปก็อาจบาดเจ็บสาหัสได้!
แต่เจ้าหนุ่มที่โผล่มาดื้อๆคนนี้ กลับทำลายกระบวนท่าของเขาลงได้อย่างง่ายดายราวกับปอกกล้วย พลังฝีมือย่อมไม่ต้องพูดถึง
ที่สำคัญที่สุดคือ อัสนีที่ระเบิดออกมาจากมือของเด็กหนุ่มเมื่อครู่ ฟ่านเหลาเห็นมันชัดเจนเต็มสองตา
จากอัสนีนั้น…เขาสัมผัสได้ลางๆถึงคลื่นพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก!
ความรู้สึกนี้ทำให้ความคิดอันบ้าบอแวบเข้ามาในหัว!
ระดับพลังของเจ้าเด็กชุดขาวนี่…อยู่เหนือกว่าเขา!
“เป็นไปไม่ได้!”
ฟ่านเหลาสะบัดหน้าแรงๆขับไล่ความคิดนั้นออกไปทันที
เขาไม่ใช่ไม่เคยเจออัจฉริยะ แต่ต่อให้อัจฉริยะแค่ไหน ก็ไม่มีทางบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นนี้ได้ด้วยวัยเพียงยี่สิบปีต้นๆ!
เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้มีอายุยี่สิบปีจริงๆแต่เป็นตาเฒ่าพันปีที่หน้าเด็ก!
แต่นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่!
เพราะตาเฒ่าที่จะทำแบบนั้นได้ ระดับพลังต้องก้าวข้ามจักรพรรดิยุทธ์ไปแล้ว อย่างต่ำต้องเป็นระดับ ‘ปรมาจารย์ยุทธ์’!
มีเพียงผู้ที่ทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น ที่จะได้รับการชำระล้างร่างกายและสร้างกายเนื้อใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสให้เลือกได้ว่าจะกลับไปเป็นหนุ่มสาว หรือจะคงรูปลักษณ์เดิมเอาไว้!
ก่อนจะถึงขั้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นราชันยุทธ์หรือจักรพรรดิยุทธ์ ล้วนไม่อาจต้านทานการกัดกร่อนของกาลเวลาได้!
ดังนั้น เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ…ฟ่านเหลาไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีปีศาจจำพวกนี้อยู่บนโลก!
เพราะถ้าเจ้าเด็กนี่เป็นปีศาจระดับนั้นจริงๆแล้วไอ้การบำเพ็ญเพียรมาค่อนชีวิตของเขาเพื่อให้ได้เป็นจักรพรรดิยุทธ์นี่มันคืออะไร?
เศษขยะงั้นรึ?
ในฐานะยอดฝีมือรุ่นเก๋าที่โลดแล่นอยู่ในเฮยเจี่ยวอวี้มาหลายปีและมีชื่อติดทำเนียบดำ ฟ่านเหลาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
เขากดความรู้สึกสับสนวุ่นวายในใจลง แล้วจ้องมองโจวฉางชิงด้วยความระแวดระวัง
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครมาจากไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ฟ่านเหลามั่นใจคือ เจ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดา และต้องรับมืออย่างระมัดระวังที่สุด
“สหายท่านนี้คือนามว่ากระไร? ผู้เฒ่าคือฟ่านเหลา ประมุขพรรคโลหิต
“เรื่องนี้เป็นความแค้นส่วนตัวระหว่างข้ากับเจ้าเด็กสารเลวนี่ หวังว่าสหายจะเห็นแก่หน้าข้า อย่าได้สอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย”
ฟ่านเหลาที่พลังปราณพลุ่งพล่านทั่วร่าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย และยังคงรักษาท่าทีสุภาพไว้
แม้จะเห็นอยู่ทนโท่ว่าเจ้าเด็กนี่ดูสนิทสนมกับเจ้าเด็กสารเลวนั่น แต่คำพูดตามมารยาทก็ยังต้องเอ่ย
เผื่อว่ามันจะได้ผลล่ะ?
แม้เขาจะไม่ได้กลัวเกรงอีกฝ่าย แต่การลดศัตรูลงสักคนย่อมเป็นเรื่องดี
เมื่อได้ยินคำพูดของฟ่านเหลา ทั้งโจวฉางชิงและเซียวเหยียนต่างก็หลุดขำ
เซียวเหยียนบินขึ้นมาเคียงข้าง เอามือพาดไหล่โจวฉางชิง แล้วแค่นยิ้มเย็นชา
“ไอ้แก่หมาบ้า! เป็นประมุขพรรคโลหิตแล้ววิเศษวิโสมาจากไหน? คิดจะขู่ใครมิทราบ?”
“ยังมีหน้ามาบอกว่าอย่าสอดมือ? หน้าหนาจริงๆนะแก แถมสมองยังฝ่ออีกต่างหาก”
ในเรื่องการประชดประชันเหน็บแนม เซียวเหยียนผู้ข้ามมิติมาเหมือนกัน ถือเป็นเทพเจ้าที่อยู่เหนือสามัญสำนึกสำหรับคนทั่วไป (ยกเว้นโจวฉางชิงไว้คนนึง)
(จบบท)