- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 174: คลื่นพลังงานที่ผันผวน และอาณาเขตมิติ
บทที่ 174: คลื่นพลังงานที่ผันผวน และอาณาเขตมิติ
บทที่ 174: คลื่นพลังงานที่ผันผวน และอาณาเขตมิติ
บทที่ 174: คลื่นพลังงานที่ผันผวน และอาณาเขตมิติ
“นิกายเจียหนาน?”
โจวฉางชิงชะงักไปเล็กน้อย พลางครุ่นคิดอย่างจริงจัง
จะว่าไปแล้ว เขากับนิกายแห่งนี้ก็ดูจะมีวาสนาต่อกันอย่างน่าประหลาด
เมื่อก่อนเขาไม่มีโอกาสได้สมัครเข้าเรียน...พอมีโอกาสเข้าได้ง่ายๆก็ดันไม่จำเป็นเสียแล้ว
เขาเคยคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันได้ข้องแวะกับนิกายแห่งนี้อีก…ใครจะไปคาดคิดว่าในหุบเขาพันอัสนีแห่งนี้ เขาจะได้รับมรดกตกทอดจาก ‘หมางเทียนฉื่อ’ ผู้ก่อตั้งนิกายโดยบังเอิญ
บวกกับเรื่องของ ‘เซียวเหยียน’ และ ‘จื่อเหยียน’ ที่วนเวียนเข้ามาในชีวิต ทำให้สุดท้ายแล้วเขาก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับนิกายเจียหนานจนได้
จื่อเหยียนไม่ทันสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของโจวฉางชิง นางยังคงพูดเจื้อยแจ้วด้วยความตื่นเต้น
“ใช่แล้ว นิกายเจียหนานนั่นแหละ!”
“คราวก่อนเจ้าบอกว่าเพื่อนของเจ้าอยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอ? พอกลับไปข้าก็ลองสืบดู แล้วก็เจอตัวจริงๆชื่อเซียวเหยียนใช่ไหมล่ะ?”
“หมอนั่นก็ใช้ได้อยู่นะ เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งเลยล่ะ ระดับแปดดาวจ้าวยุทธ์ เมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งคว้าอันดับสองในการประชันยอดฝีมือไปหมาดๆตอนนี้ถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในบรรดาศิษย์สายในรองจากข้าเชียวนะ”
จ้าวยุทธ์แปดดาว?
โจวฉางชิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาจำไม่ได้แน่ชัดว่าในต้นฉบับเดิม ช่วงประชันยอดฝีมือเซียวเหยียนมีระดับพลังเท่าไหร่ แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะต่ำกว่านี้
ดูเหมือนว่าการกระทำของเขาจะส่งผลกระทบในทางที่ดี เซียวเหยียนแข็งแกร่งกว่าเส้นทางชีวิตเดิมเสียอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ นิกายเจียหนานจึงน่าไปเยือนอย่างยิ่ง
ไม่ใช่แค่เพราะเซียวเหยียนอยู่ที่นั่น...
แต่หลักๆแล้ว เขาอยากจะไปเห็นกับตาตัวเองสักครั้งว่านิกายที่มีชื่อเสียงกึกก้องไปทั่วภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และยังมีชื่อเสียงไปไกลถึงแผ่นดินจงโจวแห่งนี้ จะยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือหรือไม่
ถือซะว่าไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังก็แล้วกัน
“ในเมื่อเจ้าว่าอย่างนั้น ก็เอาตามที่เจ้าว่า…ไปนิกายเจียหนานกัน”
เมื่อได้ยินโจวฉางชิงตอบตกลง ใบหน้าเล็กๆของจื่อเหยียนก็ฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
ทว่าวันนี้ก็ดึกมากแล้ว...เขาเองก็ไม่ได้เร่งรีบอะไร จึงตัดสินใจว่าจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้
จื่อเหยียนไม่มีปัญหาแต่อย่างใด นางยื่นมือออกมาทันที พร้อมกับหัวเราะคิกคัก
“ปราณอัสนี~”
โจวฉางชิงถึงกับพูดไม่ออก ยัยเด็กนี่เห็นเขาเป็นตู้กดปราณอัสนีอัตโนมัติหรือไง?
“กฎเดิม เอาวัตถุดิบหลอมอาวุธมาแลก”
“รู้อยู่แล้วน่าว่าเจ้าคนงกอย่างเจ้าต้องพูดแบบนี้ ดีนะที่ข้าเตรียมตัวมาพร้อม”
จื่อเหยียนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สะบัดมือวูบหนึ่ง
กองแร่โลหะและวัตถุดิบหลากสีสันแวววาวก็กองพะเนินออกมาจากแหวนมิติ
“ของพวกนี้ข้าเอามาจากคลังสมบัติของศิษย์สายในเลยนะ รับรองว่าเป็นของดีมีคุณภาพ เจ้าต้องให้ปราณอัสนีข้าเยอะๆด้วยล่ะ!”
โจวฉางชิงลุกขึ้นนั่ง มองดูกองวัสดุข้างกองไฟแล้วกระตุกมุมตาเบาๆ…ในใจก็นึกไว้อาลัยแก่เหล่าผู้อาวุโสที่เฝ้าคลังสมบัติของนิกายเจียหนาน
การมีจอมมารน้อยที่เข้าออกได้แทบทุกที่ในนิกายแบบนี้ ถือเป็น ‘วาสนา’ ของพวกเขาจริงๆ
แต่ไว้อาลัยก็ส่วนไว้อาลัย โจวฉางชิงไม่มีทางใจอ่อน เขาโบกมือเก็บกวาดวัสดุทั้งหมดเข้าแหวนมิติของตนอย่างรวดเร็ว
ของมาถึงมือแล้ว มีหรือจะไม่รับ? อีกอย่างจื่อเหยียนเป็นคนขโมยมา ไม่เกี่ยวกับเขาซะหน่อย
ถ้าจะตามหาคนผิด ก็ไปตามหาที่จื่อเหยียนโน่น
หลังจากเก็บของเสร็จ ภายใต้สายตาคาดหวังของจื่อเหยียน โจวฉางชิงก็ส่งมอบปราณอัสนีให้อย่างไม่อิดออด
จื่อเหยียนไม่รอให้เขาดึงพลังออกมาจนครบ นางรีบเอามือเล็กๆมาทาบลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขาที่กำลังปล่อยพลังออกมา
ปราณอัสนีที่เพิ่งจะรวมตัวได้ไม่เท่าไหร่ ก็ถูกนางสูบเข้าไปในร่างจนเกลี้ยง
โจวฉางชิงไม่คิดว่ายัยเด็กนี่จะใจร้อนขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามปราม เขานั่งขัดสมาธิเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียร ฟื้นฟูพลังปราณไปพร้อมๆกับถ่ายทอดปราณอัสนีให้นาง
ส่วนจื่อเหยียนก็นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆมือข้างหนึ่งแตะมือเขาเพื่อดูดซับพลัง อีกจิตหนึ่งก็ดำดิ่งสู่ห้วงสมาธิเพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย
ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี...หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กนั่งเคียงคู่กันบนพื้นดิน มือประสานกัน ต่างคนต่างจดจ่ออยู่กับภารกิจของตนเอง
…..
วันรุ่งขึ้น
ภายใต้การเร่งเร้าของจื่อเหยียน...ลำแสงสองสายพุ่งทะยานออกจากหุบเขาพันอัสนี มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกด้วยความเร็วสูง
ทิศทางนั้นคือที่ตั้งของนิกายเจียหนานเขตใน
ทว่า…ออกเดินทางไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ร่างของโจวฉางชิงที่กำลังเหาะเหินอยู่กลางเวหาก็ชะงักกึก
ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่จื่อเหยียนเองก็หยุดชะงักไปพร้อมๆกัน
“เจ้าคนนิสัยไม่ดี เจ้าก็สัมผัสได้เหมือนกันเหรอ?”
ใบหน้าเล็กๆของจื่อเหยียนดูไม่สู้ดีนัก คิ้วขมวดมุ่นจ้องมองไปข้างหน้า
โจวฉางชิงพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม
“อืม คลื่นพลังงานนี้ไม่ธรรมดาเลย ไม่เหมือนพลังที่แผ่ออกมาจากยอดฝีมือ แต่คล้ายกับความผันผวนของ ‘เพลิงวิเศษ’ มากกว่า”
ระดับจิตวิญญาณของเขาในตอนนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่านักปรุงยาระดับเจ็ด ประสาทสัมผัสจึงเฉียบคมเป็นเลิศ
บวกกับความรู้ที่ได้จากเซียวเหยียน ทำให้เขาคุ้นเคยกับกลิ่นอายของวัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดินชนิดนี้เป็นอย่างดี
ความร้อนระอุที่แฝงมากับคลื่นพลังประหลาดแบบนี้…ต้องใช่แน่ๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น จื่อเหยียนก็ใจหายวาบ
ระดับพลังของนางยังไม่สูงเท่าโจวฉางชิง จึงสัมผัสได้เพียงคลื่นพลังงานจางๆที่แผ่วเบามาก
ตอนแรกที่สัมผัสได้ นางยังไม่แน่ใจนัก แต่ทิศทางที่คลื่นพลังส่งมา มันตรงกับทิศที่ตั้งของนิกายเขตในพอดี นางจึงเริ่มสังหรณ์ใจ
เมื่อนึกเชื่อมโยงไปถึงความบ้าคลั่งของเปลวเพลิงใต้หอคอยที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีในช่วงหลังๆมานี้...
ประกอบกับคำพูดของโจวฉางชิง...
จื่อเหยียนก็เดาได้ทันทีว่า เจ้าเปลวเพลิงนั่นต้องอาละวาดอีกแล้วแน่ๆ!
แถมความรุนแรงในครั้งนี้ น่าจะน่ากลัวกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาในรอบหลายปีรวมกันเสียอีก
ขนาดอยู่ไกลขนาดนี้ นางยังสัมผัสได้ลางๆ!
“เกิดเรื่องที่นิกายเขตในแล้ว เจ้าคนนิสัยไม่ดี รีบไปกันเถอะ”
โดยไม่รอช้า จื่อเหยียนกระพือปีกพลังปราณ ระเบิดความเร็วสูงสุดพุ่งทะยานไปยังทิศทางของนิกายทันที
โจวฉางชิงเห็นดังนั้นก็เร่งความเร็วตามไป
ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบัน ต่อให้ไม่ใช้พลังกายเนื้อ ลำพังความเร็วในการเหาะเหินระดับจักรพรรดิยุทธ์เจ็ดดาว ก็เร็วกว่าจื่อเหยียนมากโข เขาจึงตามทันได้อย่างง่ายดาย
ที่ผ่านมาเขาเพียงลดความเร็วลงเพื่อให้จื่อเหยียนตามทัน และเพราะไม่รู้เส้นทาง ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงทิ้งนางไว้ข้างหลังไม่เห็นฝุ่นไปนานแล้ว
ผ่านไปราวสองชั่วยาม...
ด้วยความเร็วในการเดินทางของทั้งคู่...เทือกเขาที่เคยมองเห็นแต่ป่าไม้และขุนเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา ในที่สุดก็ปรากฏทิวทัศน์ที่แตกต่างออกไป
ด้วยสายตาอันเฉียบคม โจวฉางชิงมองปราดเดียวก็เก็บรายละเอียดได้ทั้งหมด
มันคือแอ่งกระทะขนาดมหึมาที่กว้างใหญ่กว่าหุบเขาพันอัสนีเสียอีก ภายในนั้นมีกลุ่มอาคารสิ่งปลูกสร้างมากมายตั้งเรียงรายลดหลั่นกันอย่างเป็นระเบียบ
นอกจากนี้ เหนือแอ่งกระทะยังมีม่านพลังโปร่งใสที่บิดเบี้ยวปกคลุมอยู่
เพราะมีม่านพลังนี้ แอ่งกระทะแห่งนี้จึงดูราวกับไม่มีตัวตนหากมองจากภายนอก
“ม่านพลังนี้…แฝงพลังแห่งมิติด้วยงั้นรึ?”
แม้จะอยู่ไกล แต่โจวฉางชิงก็สัมผัสได้ถึงพลังที่คุ้นเคยจากม่านพลังนั้น มันคือพลังแห่งมิติ
หลังจากที่ร่างกายก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ เขาก็ไวต่อพลังมิติเป็นพิเศษ ดังนั้นธาตุแท้ของม่านพลังนี้จึงไม่อาจเล็ดรอดสายตาเขาไปได้
มันคือม่านพลังมิติที่สร้างขึ้นด้วยการบิดเบือนห้วงอากาศ
ม่านพลังนี้มีผลในการพรางตาและป้องกันการบุกรุกได้อย่างดีเยี่ยม
หากเป็นระดับราชันยุทธ์ทั่วไป คงไม่มีทางสังเกตเห็นแอ่งกระทะแห่งนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบุกเข้าไปข้างใน
สำหรับจื่อเหยียน สถานที่แห่งนี้คุ้นเคยยิ่งกว่าบ้าน
ในฐานะสายเลือดมังกรอสูรบรรพกาล ความสามารถด้านมิติของนางทำให้ม่านพลังนี้ไร้ความหมาย ดังนั้นนางจึงมองเห็นสถานการณ์ภายในแอ่งกระทะได้อย่างชัดเจนไม่ต่างจากโจวฉางชิง
และเมื่อสายตาของนางกวาดไปเจอจุดหนึ่งในแอ่งกระทะ คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น แววตาฉายแววโกรธเกรี้ยว
“ถึงแล้ว!
“เจ้าคนนิสัยไม่ดี เรารีบไปกันเถอะ เหมือนจะมีคนบุกรุกนิกายเขตใน!”
ทิ้งคำพูดไว้อย่างรีบร้อน จื่อเหยียนก็พุ่งดิ่งลงไปยังแอ่งกระทะเบื้องล่างทันที!
โจวฉางชิงเห็นดังนั้นก็ตามลงไปติดๆ
เขาสัมผัสได้ตั้งนานแล้วว่ามีกลุ่มพลังระดับสูงจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ที่จุดหนึ่งในแอ่งกระทะ และเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า เขาก็พอจะเดาเรื่องราวได้รางๆ
(จบบท)