- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 173: สถานที่แนะนำ
บทที่ 173: สถานที่แนะนำ
บทที่ 173: สถานที่แนะนำ
บทที่ 173: สถานที่แนะนำ
โจวฉางชิงทำเป็นมองไม่เห็นท่าทางตะกละของจื่อเหยียน
เขาตวัดนิ้วชี้ไปที่วัวหัน ปราณคมกริบพาดผ่าน เพียงพริบตา ขาหลังวัวทั้งขาที่ย่างจนสุกได้ที่ก็ถูกตัดขาด แล้วลอยละลิ่วมาอยู่ในมือของเขา
แหวนมิติส่องแสงวาบ น้ำเหล้าบ๊วยหมักเองหนึ่งน้ำเต้าก็ปรากฏขึ้นในมืออีกข้าง
เมื่ออุปกรณ์พร้อม โจวฉางชิงก็มองดูขาหลังวัวที่ย่างจนหนังกรอบเหลืองทอง น้ำมันเยิ้มชุ่มฉ่ำ กลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ เขากระดิกนิ้วชี้รัวๆด้วยความอยาก ก่อนจะอ้าปากกัดลงไปเต็มคำ ฉีกกระชากเนื้อชิ้นโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
ทันใดนั้น กลิ่นหอมของมันเปลวผสมผสานกับเนื้อวัวที่นุ่มชุ่มฉ่ำก็ระเบิดอบอวลอยู่ในปาก กรอบนอกนุ่มใน รสชาติอันแสนวิเศษกระจายไปทั่วทุกต่อมรับรส!
เมื่อกลืนเนื้อย่างลงไป เขาก็กระดกเหล้าบ๊วยตามไปอึกใหญ่ รสเปรี้ยวอมหวานปนเผ็ดร้อนของสุราชั้นดีไหลผ่านลิ้น ตัดเลี่ยนกับรสชาติเนื้อย่างได้อย่างลงตัว ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า รสสัมผัสติดตรึงใจไม่รู้ลืม!
จากนั้นเขาก็รีบกัดเนื้อคำโตตามไปอีกคำ เคี้ยวตุ้ยๆแกล้มเหล้าบ๊วยอย่างเอร็ดอร่อย
ความรู้สึกของการได้กินเนื้อคำโตๆดื่มเหล้ารสเลิศ ทำให้โจวฉางชิงหรี่ตาพริ้มด้วยความฟินอย่างที่สุด!
เมื่อเห็นเจ้าคนนิสัยไม่ดีกินมูมมามอย่างมีความสุข จื่อเหยียนก็น้ำลายไหลย้อยจนแทบจะหยดลงพื้น ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า
“เจ้าคนขี้งก! ข้าจะกินด้วย!”
“ไม่ให้~”
“หนอยแน่! ข้าจะกิน!”
จื่อเหยียนมีหรือจะสนใจว่าโจวฉางชิงอนุญาตหรือไม่
นางวูบกายเพียงครั้งเดียว ก็ใช้แรงเฉื่อยดึงขาหลังวัวอีกข้างที่เหลือจนหลุดออกมา อ้าปากน้อยๆแล้วงับลงไปดัง “ง่ำ!” จนน้ำมันเลอะเต็มปาก
“อะ…อร่อย…หอมสุดๆไปเลย!”
ปากเล็กๆเคี้ยวจนแก้มตุ่ย จื่อเหยียนพูดอู้อี้ไม่เป็นภาษา ตายิบหยีด้วยความสุข พิมพ์เดียวกับท่าทางของโจวฉางชิงเมื่อครู่ไม่มีผิด
โจวฉางชิงเพียงแค่เหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วก็ปล่อยไป ก้มหน้าก้มตาแทะขาอวัวในมือต่อ
“เจ้าคนนิสัยไม่ดี! ข้าจะกินด้วย!”
“อื้ม~ ไม่ให้~”
“หนอยแน่! ข้าจะกินซะอย่าง ใครจะทำไม!”
จื่อเหยียนมีหรือจะสนว่าโจวฉางชิงจะอนุญาตหรือไม่
นางพุ่งตัววูบเดียว อาศัยจังหวะทีเผลอใช้แรงกระชากขาหลังวัวที่เหลือติดอยู่จนหลุดออกมา ก่อนจะอ้าปากน้อยๆงับลงไปดัง “ง่ำ!” จนน้ำมันเลอะเต็มปาก
“อะ…อร่อย…หอม…สุดๆไปเลย!”
แก้มป่องๆของนางเคี้ยวตุ้ยๆจนพูดไม่เป็นภาษา ดวงตาหยีลงด้วยความฟิน ถอดแบบท่าทางแห่งความสุขมาจากโจวฉางชิงไม่มีผิดเพี้ยน
โจวฉางชิงเพียงปรายตามองแวบหนึ่ง แล้วก็ปล่อยนางไป ก้มหน้าก้มตาแทะขาอวัวในมือต่อ
อันที่จริงเขาก็ไม่ได้กะจะหวงของกินกับนางจริงๆหรอก เพียงแค่อยากแกล้งแหย่เล่นเท่านั้น อีกอย่าง…ยัยเด็กหน้าหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองคนนี้ มีหรือจะยอมเชื่อฟังเขาจริงๆขืนห้ามไปนางก็นิ่งเฉยอยู่ดี
ทว่าภาพของเด็กสาวตัวเล็กๆที่กำลังยกขาหลังวัวขนาดมหึมาที่ใหญ่กว่าตัวนางเองขึ้นมาแทะกินนั้น มันช่างดูขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง จนทำให้โจวฉางชิงอดขำในใจไม่ได้
กินไปได้สักพัก จื่อเหยียนก็สังเกตเห็นน้ำเต้าในมือของโจวฉางชิง ดวงตากลมโตกลอกกลิ้งอย่างเจ้าเล่ห์ นางค่อยๆเขยิบตัวเข้าไปใกล้เขาอย่างแนบเนียน แล้วจู่ๆก็ยื่นมือเล็กๆข้างที่ว่างออกมาแบตรงหน้าเขา
“ข้าจะเอาน้ำเต้าเหล้าด้วย”
“ยัยเด็กกะโปโลจะมาริอ่านกินเหล้าอะไรกัน ข้าไปติดค้างเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่?”
โจวฉางชิงบ่นกระปอดกระแปดที่ถูกขัดจังหวะความสุข
ปากบ่นไปอย่างนั้น แต่เขาก็ล้วงเอาน้ำเต้าบรรจุเหล้าบ๊วยออกมาโยนให้นางอยู่ดี เพราะขืนไม่ให้ มีหวังแม่คุณได้อาละวาดบ้านแตก แล้วเขาจะพลอยกินข้าวไม่อร่อยไปด้วย
“เชอะ! อายุข้าน่ะมากกว่าเจ้าเสียอีก!”
จื่อเหยียนสวนกลับทันควัน ก่อนจะรับน้ำเต้ามาด้วยความพึงพอใจ แล้วเลียนแบบท่าทางของโจวฉางชิง กินเนื้อคำดื่มเหล้าคำอย่างสำราญใจ
และแล้ว...ทั้งสองก็ราวกับกำลังแข่งขันกันกินอย่างเอาเป็นเอาตาย จัดการกวาดล้างวัวย่างทั้งตัวด้วยความเร็วแสง
เพียงชั่วพริบตา...บนพื้นก็เหลือเพียงกองกระดูกวัวและขวดน้ำเต้าเกลื่อนกลาด กองไฟมอดลงจนดับสนิท
วัวอสูรทั้งตัวถูกหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กเขมือบจนเกลี้ยงเกลาไม่เหลือซาก
เมื่ออิ่มหนำสำราญ ทั้งสองก็นอนแผ่หลากลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นอย่างเกียจคร้าน หรี่ตาพริ้มด้วยความสุขหลังมื้ออาหาร
โชคดีที่ทั้งคู่ไม่ใช่คนธรรมดา แม้จะกินวัวเข้าไปทั้งตัว แต่หน้าท้องกลับไม่ป่องออกมาเลยสักนิด
ในระดับพลังฝีมือขั้นนี้ ระบบการย่อยอาหารเรียกได้ว่าน่าทึ่ง ต่อให้เป็นเนื้อสัตว์อสูรระดับสี่ที่อัดแน่นด้วยพลังงาน ก็ถูกย่อยสลายดูดซึมไปอย่างรวดเร็วไม่เหลือตกค้าง
“จริงสิเจ้าคนนิสัยไม่ดี ทะเลสายฟ้านั่นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมจู่ๆถึงหายไปเฉยเลย”
ผ่านไปครู่หนึ่ง จื่อเหยียนที่เริ่มได้สติจากความอิ่มเอมก็ฉุกคิดถึงข้อสงสัยก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามออกไป
โจวฉางชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“จะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ? ของที่ซ่อนอยู่ข้างในถูกข้าเอาไปแล้ว ทะเลสายฟ้าขาดแกนกลางคอยค้ำจุน ก็ต้องหายไปเป็นธรรมดา”
“ของรึ? ของวิเศษอะไร? สมุนไพรล้ำค่าระดับสุดยอดงั้นเหรอ?”
พอได้ยินแบบนั้น จื่อเหยียนก็หูผึ่งขึ้นมาทันที นางรีบคลานเข้าไปหาโจวฉางชิง ใช้มือเล็กๆยันพื้นคุกเข่าอยู่ข้างซ้าย แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆใบหน้าของเขา ดวงตากระพริบวิบวับด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ถอยไปห่างๆเลย”
ปลายผมหางม้าของจื่อเหยียนปัดโดนจมูกจนเขารู้สึกจั๊กจี้ โจวฉางชิงจึงใช้มือดันใบหน้าเล็กๆของนางออกไป พร้อมบ่นอย่างไม่จริงจังนัก
“สมุนไพรๆอยู่นั่นแหละ เจ้าเป็นนักปรุงยาหรือไง วันๆรู้จักแต่สมุนไพร…ไม่มีสมุนไพรหรอก มีแต่ก้อนหินผุๆก้อนนึง เจ้าจะเอาไหมล่ะ”
“เชอะ~ นึกว่าเป็นของวิเศษอะไรเสียอีก”
จื่อเหยียนหมดความสนใจในทันที นางทิ้งตัวลงนอนข้างๆเขา มองดูดวงดาวที่ระยิบระยับบนท้องฟ้าอย่างเบื่อหน่าย
ผ่านไปสักพัก...ดูเหมือนจื่อเหยียนจะทนความเบื่อไม่ไหว จึงเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอู้อี้
“เจ้าคนเลว เจ้าต้องใช้ทะเลสายฟ้าฝึกวิชาไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้มันหายไปแล้ว เจ้าจะฝึกต่อยังไงล่ะ?”
“ทะเลสายฟ้าที่นี่ไม่มีประโยชน์กับข้าแล้ว หายไปก็ช่างมันเถอะ ก็แค่ไปหาสถานที่ใหม่ที่ดีกว่าหุบเขาพันอัสนีนี่ก็สิ้นเรื่อง ทวีปมหาพิภพกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ จะกลัวหาไม่เจอเชียวรึ?”
โจวฉางชิงล้วงผลไม้สองลูกที่ใสกระจ่างดุจแก้วผลึก ภายในมีแสงเรืองรองไหลเวียนออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะโยนลูกหนึ่งให้จื่อเหยียน แล้วกล่าวตอบอย่างไม่ยี่หระ
จื่อเหยียนรับผลไม้นั้นมาอย่างคล่องแคล่ว อ้าปากน้อยๆกัดลงไปหนึ่งคำ แล้วพูดอู้อี้ทั้งที่ยังเคี้ยวตุ้ยๆว่า
“งั้นเจ้าจะไปไหนต่อล่ะ? สถานที่อย่างหุบเขาพันอัสนีเนี่ย ใช่ว่าจะหาเจอกันได้ง่ายๆนะ”
พูดจบ นางก็ขมวดคิ้วมุ่น พยายามนึกให้ออกว่าความรู้สึกคุ้นเคยที่มีต่อหุบเขาพันอัสนีนี้มันมาจากไหนกันแน่...
เจ้าคนเลวต้องการที่ฝึกวิชาแบบนี้ ถ้าข้านึกออกล่ะก็ ต้องช่วยเขาได้มากแน่ๆ!
ถึงตอนนั้น เจ้าคนบ้านี่จะต้องเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ รีบวิ่งแจ้นมาประจบเอาใจข้าแหงๆทีนี้ล่ะเขาคงไม่กล้าทำให้ข้าโมโหอีกต่อไป
ยิ่งคิดก็ยิ่งเพลิดเพลิน...จื่อเหยียนราวกับเห็นภาพนิมิตที่โจวฉางชิงคอยตามใจนางทุกอย่าง มอบพลังปราณสายฟ้าให้ แล้วก็หลอมยาลูกกลอนรสหวานให้นางกินเยอะๆ...
พอจินตนาการไปถึงตรงนั้น นางก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะ “ฮี่ๆๆ” ออกมาอย่างคนสติหลุด
พอได้ยินเสียงหัวเราะประหลาดๆโจวฉางชิงก็หันขวับไปมองด้วยความฉงน
เมื่อเห็นรอยยิ้มบื้อใบ้ราวกับคนกำลังฝันกลางวันของยัยเด็กตัวแสบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบนด้วยความระอาใจอีกรอบ
ไม่รู้ว่าไปนึกถึงเรื่องดีๆอะไรเข้า ถึงได้ทำหน้าระรื่นจนดูเซ่อซ่าขนาดนั้น
เขายันกายลุกขึ้นเล็กน้อย เอื้อมมือไปบีบจมูกรั้นๆของนางแล้วเขย่าไปมาเบาๆก่อนจะร้องเรียก
“ตื่นๆ! ตื่นได้แล้ว น้ำลายจะไหลย้อยแล้วนั่น แอบคิดแผนชั่วอะไรอยู่ฮึ?”
เมื่อถูกขัดจังหวะความฝันหวาน จื่อเหยียนก็ใช้มือเล็กๆปัดมือซุกซนของเขาออก แก้มป่องพองลมด้วยความโมโห
“เจ้านี่น่ารำคาญจริงๆ! แกล้งข้าอีกแล้ว! อุตส่าห์คุ้นๆว่าเคยเห็นสถานที่คล้ายๆหุบเขาพันอัสนีนี่ที่ไหนสักแห่ง กำลังพยายามนึกให้ออกแล้วจะบอกเจ้าแท้ๆ!”
“เชอะ! เจ้าคนนิสัยไม่ดี! ต่อให้ข้านึกออกตอนนี้ ข้าก็ไม่บอกเจ้าแล้ว!”
“เหอะ~”
โจวฉางชิงแค่นหัวเราะอย่างไม่ยี่หระ ยัยเด็กกะโปโลนี่คงกุเรื่องมาหลอก...
เเต่เดี๋ยวก่อน!
จู่ๆเขาก็ชะงักไป ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เขานึกถึง 'สถานที่อันตราย' แห่งหนึ่งในต้นฉบับนิยาย ซึ่งเป็นแหล่งรวมสายฟ้าและมีความเกี่ยวข้องกับตัวตนของจื่อเหยียน!
แต่เมื่อลองตรองดูอีกที ด้วยระดับพลังในตอนนี้ เกรงว่าขืนดุ่มๆเข้าไปฝึกวิชาที่นั่นคงไม่ต่างจากรนหาที่ตาย
เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยอสนีบาตที่มีอานุภาพทำลายล้างเทียบเท่าระดับ 'เทพยุทธ์' (สูงกว่าปรมาจารย์ 2 ขั้น)
ลำพังร่างกายเล็กจ้อยเพียงแค่นี้ หากพลาดท่าไปเจอสายฟ้าระดับนั้นเข้า คงถูกเป่าหายวูบกลายเป็นจุณ ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
แน่นอนว่าตอนนี้ไปไม่ได้…แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะไปไม่ได้
“เอาไว้เมื่อข้ามีพลังแกร่งกล้ามากพอเมื่อไหร่ ข้าจะต้องหาทางไปลองดูสักตั้งให้ได้ แดนสมบัติล้ำค่าเช่นนั้นจะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด…ที่นั่นอาจกลายเป็นกุญแจสำคัญที่พาข้าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของทวีปนี้ก็ได้”
ความคิดมากมายแล่นวนเวียนอยู่ในหัวสมอง จนในที่สุดโจวฉางชิงก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ภายในใจ
“นี่! เจ้าคนเหม็น เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
จื่อเหยียนที่เดิมทีกำลังโกรธปั้นปึงและตั้งใจว่าจะไม่สนใจโจวฉางชิง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่นั่งเหม่อลอย นางก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเล็กๆมาโบกไปมาตรงหน้าเขา
“เจ้าคนชั่วร้าย ข้าถามจริงๆนะ หลังจากออกไปจากที่นี่แล้ว เจ้าวางแผนจะไปที่ไหนต่อ?”
เมื่อถูกดึงสติกลับมาสู่โลกความจริง โจวฉางชิงก็ทิ้งตัวลงนอนเอกเขนกอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยท่าทีไม่ยี่หระ
“ก็คงค่ำไหนนอนนั่น ไปเรื่อยเปื่อยตามทางนั่นแหละ…ทำไมรึ? หรือเจ้ามีที่ไหนอยากแนะนำ?”
“ฮี่ๆๆอย่าได้ดูถูกเชียวนะ ข้ามีที่แนะนำจริงๆ”
ดวงตาของจื่อเหยียนกลอกกลิ้งอย่างเจ้าเล่ห์ นางหัวเราะคิกคัก ก่อนจะทำหน้าลึกลับและเอ่ยชื่อสถานที่แห่งหนึ่งออกมา
“นิกายเจียหนาน!”
(จบบท)