- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 50 : นิ้วทองคำ?
บทที่ 50 : นิ้วทองคำ?
บทที่ 50 : นิ้วทองคำ?
บทที่ 50 : นิ้วทองคำ?
โจวฉางชิงค่อยๆสัมผัสถึงแก่นแท้เร้นลับที่แฝงอยู่ในปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าของตนเอง พลันรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
“เอ...ความรู้สึกนี้...ทำไมมันถึงได้เหมือนกับสายฟ้าสวรรค์ที่ฟาดใส่ข้าก่อนที่จะข้ามมิติมาเลยนะ?”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดโจวฉางชิงก็นึกถึงสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆที่ส่งผลให้เขาต้องข้ามมิติมาเกิดใหม่ในทวีปแห่งปราณยุทธ์แห่งนี้ขึ้นมาได้
ถึงแม้ว่าพลังทั้งสองอย่างจะไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด แต่แก่นแท้ของมันกลับคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง
เพียงแต่ว่าพลังปราณธาตุสายฟ้าของเขานั้นอ่อนด้อยกว่ากันคนละชั้นเลยทีเดียว!
ทันใดนั้นโจวฉางชิงพลันกระจ่างแจ้งในบัดดล
สายฟ้าที่ส่งเขาข้ามมิติมาในครั้งนั้นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
ก่อนหน้านี้...เขาเคยคิดมาตลอดว่าการข้ามมิติของตัวเองเป็นเพียงอุบัติเหตุ
เพราะไหนจะไม่มีระบบหรือนิ้วทองคำอะไรเป็นพิเศษเลย มีแค่การเริ่มต้นเรื่องราวแบบคลาสสิกด้วยการถูกฟ้าผ่านั่นแหละ
แต่พอมาลองคิดดูดีๆตอนนี้แล้ว...สายฟ้าเส้นนั้นปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า แถมยังฟาดลงมาใส่เขาได้อย่างแม่นยำพอดิบพอดี
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีอานุภาพถึงขนาดทะลวงข้ามมิติต่างๆมาได้อีก แล้วมันจะเป็นเรื่องธรรมดาไปได้อย่างไรกัน
อีกอย่าง ตอนที่ภาพความทรงจำกำลังไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวก็เหมือนกัน พอภาพฉายไปถึงตอนที่ถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆนั่นแหละ เขาถึงได้สติฟื้นคืนมา
ไม่อย่างนั้นล่ะก็...พอภาพความทรงจำฉายจบ เขาก็คงจะม่องเท่งไปแล้วแน่ๆ
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมแก่นแท้ของปราณธาตุสายฟ้าถึงไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ขึ้นมาก่อน...มาคิดดูแล้ว ก็น่าจะเป็นเพราะเขาไม่เคยโดนฟ้าผ่ามาก่อนเลยนั่นเอง
แต่ทว่าเมื่อครู่นี้...ตอนที่เขาโดนผลกระทบจากสายฟ้าสวรรค์เข้าไป ประกายสายฟ้าที่แทรกซึมเข้ามาในร่างกายก็ได้หลอมรวมเข้ากับปราณธาตุสายฟ้าของเขาจนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าเหลือเชื่อขึ้นมา
ซึ่งนั่นแหละที่ทำให้แก่นพลังธาตุสายฟ้าของเขาเกิดการแปรสภาพไปอย่างสิ้นเชิง!
“ที่แท้ข้าก็มีนิ้วทองคำมาตลอดนี่เองสินะ แต่แค่เงื่อนไขในการเปิดใช้งานมัน….”
“คือต้องโดนฟ้าผ่าเนี่ยนะ?”
สีหน้าของโจวฉางชิงพลันดำคล้ำลงเล็กน้อย
ถ้าไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุในครั้งนี้ล่ะก็...เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องใช้เวลานานอีกแค่ไหนกว่าจะค้นพบความจริงข้อนี้!
ก็แหม...ใครที่ไหนกันล่ะที่จะเป็นคนดีๆแล้วเที่ยวไปหาเรื่องให้ฟ้าผ่าใส่ตัวเอง?
นี่มันไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตายชัดๆเลยไม่ใช่รึไง?
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ โจวฉางชิงยังไม่รู้เลยว่าต้นกำเนิดพลังสายฟ้าที่กลายพันธุ์ไปแล้วนี้มันมีประโยชน์อะไร แล้วจะใช้งานมันได้อย่างไร
ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับว่า...ถึงจะเปิดใช้งานได้แล้ว แต่ก็เหมือนกับยังไม่ได้เปิดนั่นแหละ
“ช่างมันเถอะน่า จะไปคิดให้มากความทำไมกันนะ เดี๋ยวอนาคตก็คงรู้เองนั่นแหละ”
โจวฉางชิงส่ายหัว ก่อนจะเลิกคิดฟุ้งซ่าน แล้วหันกลับไปโคจรเคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​เพื่อฝึกฝนต่อทันที
เนื่องจากพลังของเขาพุ่งพรวดขึ้นมาถึงสามดาวในคราวเดียว เขาจึงจำเป็นต้องทำให้ขอบเขตพลังของตนเองมั่นคงและวางรากฐานให้แน่นเสียก่อน มิฉะนั้นหากยังคงยกระดับต่อไป อาจจะทำให้รากฐานพลังไม่เสถียรได้
ฝนในครานี้...ไม่ได้ตกปรอยๆเลยแม้แต่น้อย
สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งวันกว่าจะหยุดลง
หลังจากที่ถูกชะล้างด้วยสายฝนจนสะอาดหมดจด อากาศภายในเทือกเขาสัตว์อสูรแห่งนี้ก็กลับมาสดชื่นอีกครั้ง ทั้งยังบริสุทธิ์และชุ่มชื้นยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับมีกลิ่นดินจางๆและกลิ่นหอมสดชื่นของพืชพรรณนานาชนิดลอยมาปะทะจมูก
กระทั่งในบางครั้ง...ก็ยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ลอยมาจากแดนไกลให้ได้กลิ่นอยู่เป็นระยะ
และในขณะที่เมฆดำทะมึนค่อยๆสลายตัวไป แสงอาทิตย์ก็เริ่มสาดส่องลงมาอีกครั้ง แต่กลับถูกกิ่งก้านและใบไม้อันหนาทึบของต้นไม้บดบังเอาไว้ ทำให้ลำแสงลอดผ่านลงมาได้เพียงตามช่องว่างของใบไม้ ก่อให้เกิดเป็นจุดแสงระยิบระยับส่องประกายอยู่บนพื้นดินที่เปียกแฉะ
ณ ตอนนี้...โจวฉางชิงได้ออกจากสภาวะการฝึกฝนเรียบร้อยแล้ว เขามองดูสีของท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากถ้ำ แล้วเริ่มออกสำรวจไปรอบๆอย่างรวดเร็ว
เขาเคยลั่นวาจาเอาไว้แล้วว่า...จะส่งฝูงหมาป่าอัคคีและเสือดาวสายฟ้าสีเงินที่อยู่แถวนี้ทั้งหมดตามลงไปชดใช้ความผิดให้แก่พ่อแม่บุญธรรมของเขา
และแน่นอนว่า...คนอย่างเขาย่อมไม่มีทางผิดคำพูด
จุดเด่นของเขาก็คือ...พูดคำไหน คำนั้น
พูดว่าจะฆ่าล้างโคตร ก็คือฆ่าล้างโคตร ไม่ปล่อยให้รอดไปแม้แต่ตัวเดียว!
นอกจากนี้...เขายังต้องทำพิธีเซ่นไหว้ให้แก่พ่อแม่บุญธรรมของเขา เพื่อเป็นการบอกกล่าวให้ดวงวิญญาณของท่านทั้งสองบนสวรรค์ได้รับรู้ว่าเขาได้ล้างแค้นให้พวกท่านแล้ว
และอีกเรื่องก็คือ...เขาจำเป็นต้องเตรียมการบางอย่าง เพื่อรับมือกับพายุฝนฟ้าคะนองที่จะมาถึงในครั้งต่อไป
…..
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ครึ่งเดือนต่อมา
ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา โจวฉางชิงได้อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ของเทือกเขาสัตว์อสูรโดยตรง
ในแต่ละวัน...นอกจากจะออกตามล่าหมาป่าอัคคีและเสือดาวสายฟ้าสีเงินแล้ว
เขาก็จะใช้เวลาไปกับการฝึกฝนและระดับพลังคุรุยุทธ์แปดดาวของเขาก็ได้มั่นคงลงแล้ว กระทั่งยังก้าวหน้าไปอีกขั้น จนเกือบจะแตะถึงขอบเขตของระดับเก้าดาวแล้วด้วยซ้ำ
ในช่วงเวลานี้...เขายังได้เลือกสถานที่ที่ลับตาคนแห่งหนึ่งเป็นพิเศษ แล้วขุดถ้ำเข้าไปในภูเขาจนกลายเป็นที่พำนักขนาดใหญ่ถึงร้อยตารางเมตร
เขาได้นำเสื้อผ้าของพ่อแม่บุญธรรมที่นำติดตัวมาด้วยก่อนหน้านี้ มาสร้างเป็นสุสานเสื้อผ้าและเครื่องประดับขึ้นภายในถ้ำ แล้วใช้แก่นอสูรของหมาป่าอัคคีและเสือดาวสายฟ้าสีเงินเป็นเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อทำพิธีอย่างสมเกียรติ
กระทั่งในบางครั้ง...เขายังจับลูกหลานของสัตว์อสูรทั้งสองชนิดนั้นมาทำเป็นอาหาร แล้วนำไปถวายให้พ่อแม่บุญธรรมของเขาได้ลิ้มลองอีกด้วย
ส่วนเวลาที่เหลือ...โจวฉางชิงก็จะใช้ไปกับการสำรวจสภาพของยอดเขาแต่ละลูกในบริเวณนี้ และง่วนอยู่กับการคิดค้นวิธีหลอมร่างกายของตัวเอง
ณ วันหนึ่ง
ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เมฆดำทะมึนค่อยๆก่อตัวขึ้นมา ในหมู่เมฆนั้นมีแสงสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่เป็นระยะ และมีเสียงฟ้าร้องคำรามแผ่วๆดังมาเป็นครั้งคราว
ส่วนโจวฉางชิง...ในตอนนี้เขาได้ปีนขึ้นไปอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในบริเวณนี้เรียบร้อยแล้ว
ยอดเขาแห่งนี้...ได้ถูกเขาจัดการจนเตียนโล่งมาตั้งแต่สิบวันก่อนแล้ว
เขาไม่เพียงแต่ตัดต้นไม้ทั้งหมดบนยอดเขาทิ้งไป แต่ยังใช้ดาบเล่มใหญ่ของเขาค่อยๆสกัดหินออกทีละน้อย จนกลายเป็นลานกว้างขนาดประมาณห้าสิบตารางเมตร
โจวฉางชิงยืนอยู่บนลานหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อเห็นเมฆดำที่หนาทึบขึ้นเรื่อยๆมุมปากของเขาก็เผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นออกมา
“หวังว่าครั้งนี้จะสำเร็จนะ...เจ้าเดรัจฉานเอ๊ย เจ้าต้องทำตัวให้มีประโยชน์หน่อยล่ะ”
โจวฉางชิงพึมพำกับตัวเองเบาๆก่อนจะหันไปมองหมาป่าสีแดงเพลิงตัวหนึ่งที่ถูกมัดอยู่ไม่ไกลนัก
นี่คือหมาป่าอัคคีระดับสองขั้นสูง ซึ่งมีพลังเทียบเท่ากับคุรุยุทธ์ระดับเจ็ดดาวของมนุษย์
ในตอนนี้...ขากรรไกรบนและล่างของหมาป่าอัคคีถูกมัดไว้จนไม่สามารถอ้าปากได้ ขาทั้งสองข้างก็ถูกมัดด้วยลวดโลหะที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้มันไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย
ไม่เพียงเท่านั้น...ที่ลวดซึ่งมัดขาหน้าของมันอยู่ ยังมีสายโลหะเส้นหนึ่งยื่นออกไป
สายโลหะเส้นนี้ยื่นออกไปไกลหลายเมตร ก่อนจะไปเชื่อมต่ออยู่กับด้านหนึ่งของขดลวดโลหะที่ดูเหมือนท่อทรงกระบอก ซึ่งมีความสูงถึงครึ่งเมตร
ส่วนอีกด้านหนึ่งของขดลวดโลหะ ก็มีสายโลหะอีกเส้นหนึ่งยื่นออกมาเช่นกัน โดยเชื่อมต่ออยู่ที่ใจกลางของลานกว้าง บนเสาเหล็กขนาดเท่าปากชามที่ปักลึกลงไปในพื้นหิน
โจวฉางชิงมองดูผลงานชิ้นเอกของตัวเองด้วยความคาดหวัง
นับตั้งแต่ที่เขารู้ว่าสายฟ้าสวรรค์สามารถใช้ร่วมกับปราณยุทธ์ทั้งสองสายของเขาเพื่อหลอมร่างกายและเพิ่มระดับพลังปราณยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว
เขาก็ครุ่นคิดหาวิธีที่จะนำสายฟ้าสวรรค์เข้ามาหลอมร่างกายตัวเอง โดยที่ไม่ต้องถูกฟ้าผ่าจนตาย
ในฐานะที่เป็นผู้ข้ามมิติ...แม้ว่าโจวฉางชิงจะไม่ได้มีความรู้ที่ลึกซึ้งมากมายนัก แต่ความรู้พื้นฐานบางอย่างในยุคสมัยใหม่เขาก็ยังพอมีอยู่บ้าง
หากต้องการจะลดกระแสไฟฟ้า...ก็ต้องอาศัยตัวต้านทานเข้ามาช่วย
แต่เขาไม่รู้วิธีการสร้างตัวต้านทาน และก็ไม่รู้ด้วยว่าต้องใช้ตัวต้านทานแบบไหน ถึงจะสามารถลดพลังงานของสายฟ้าสวรรค์ลงมาอยู่ในระดับที่ร่างกายมนุษย์พอจะรับไหวได้
ดังนั้น...เขาจึงคิดวิธีโง่ๆขึ้นมาวิธีหนึ่ง
สายล่อฟ้า...บวกกับขดลวดโลหะ
โลหะสามารถนำไฟฟ้าได้ แต่โลหะแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าที่แตกต่างกันไป บางชนิดก็นำไฟฟ้าได้ดี บางชนิดก็นำไฟฟ้าได้ไม่ดี
แล้วโลหะที่นำไฟฟ้าได้ไม่ดีเหล่านั้น...จะไม่ใช่ตัวต้านทานชนิดหนึ่งได้อย่างไรกันล่ะ?
ในฐานะที่เป็นนักตีอาวุธ โจวฉางชิงย่อมมีความเข้าใจในคุณสมบัติของโลหะหลายชนิดเป็นอย่างดี
ดังนั้น...เขาจึงได้เลือกโลหะหลายชนิดจากทั้งหมดที่เขารู้จักมาทำการทดลอง
สามครั้งแรก...เขาใช้หมาป่าอัคคีเป็นหนูทดลองทั้งหมด และความแข็งแกร่งทางกายภาพของหมาป่าเหล่านั้นก็แทบจะเทียบเท่ากับร่างกายของเขาในปัจจุบัน
แต่ทว่า...ก็ไม่มีตัวไหนรอดเลยสักตัว
พวกมันทั้งหมดล้วนล้มตายภายใต้พลังงานอันน่าสะพรึงกลัวของสายฟ้าสวรรค์
ครั้งนี้...เป็นการทดลองครั้งที่สี่ของเขา และโลหะที่เขาใช้ก็เป็นชนิดที่มีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าต่ำที่สุดเท่าที่เขารู้จักและมีอยู่ในครอบครอง...
เหล็กนิลกาฬ!
ถ้าหากครั้งนี้ยังไม่ได้ผลอีก...เขาก็คงจะต้องออกจากภูเขาเพื่อไปรวบรวมโลหะชนิดอื่นๆเพิ่มเติมจากเมืองหรือหมู่บ้านของมนุษย์แล้ว
“ครืนนน!”
เสียงฟ้าร้องคำรามลั่นสะท้านไปทั่วท้องฟ้า!
แสงสายฟ้าที่สว่างวาบขึ้นมานั้นแทบจะส่องสว่างไปทั่วป่าเขาทะมึนในรัศมีสิบลี้ ราวกับถูกแสงแฟลชสาดใส่
“เอื๊อก~”
อำนาจแห่งสวรรค์อันน่าเกรงขามนั้น ทำให้ร่างกายของโจวฉางชิงสั่นสะท้านขึ้นมา เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะถอยหลังไปสองสามก้าว
เขาหวาดกลัวการถูกฟ้าผ่าจนขึ้นใจจริงๆกลัวว่าถ้าเผลอไปนิดเดียว ก็อาจจะโดนฟาดใส่อีกครั้ง
โจวฉางชิงมองไปรอบๆแล้วรู้สึกว่ายังไม่ปลอดภัยพอ เขาจึงถอยออกจากลานบนยอดเขา แล้วลงมาอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากยอดเขาประมาณสามสิบถึงสี่สิบเมตร
สายตาของเขาจ้องมองไปยังเงาแท่งสีดำที่พอจะมองเห็นได้ลางๆบนยอดเขา ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความคาดหวังขึ้นมาอีกครั้ง
“ซู่ซ่าาาา...!”
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของโจวฉางชิง
สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ชะล้างความแห้งแล้งของป่าเขาให้ชุ่มฉ่ำ
โจวฉางชิงกระตุ้นเกราะชั้นในให้ทำงาน ป้องกันไม่ให้เม็ดฝนเหล่านี้สัมผัสโดนตัวเขาได้
เวลาค่อยๆผ่านไปอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง!
“เปรี้ยงงงงงงงงง!”
แสงสว่างเจิดจ้าพลันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า พร้อมกับเสียงฟ้าร้องอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วหูแทบแตก!
ณ ใจกลางเมฆดำทะมึนนั้น...ปรากฏสายฟ้าสวรรค์สีเงินขาวขนาดเท่าลำตัวงูยักษ์ที่บิดเบี้ยวฟาดลงมาจากเบื้องบน!
ห้วงมิติที่สายฟ้าฟาดผ่านไปนั้น...ดูราวกับจะบิดเบี้ยวไปเพราะพลังทำลายล้างอันบ้าคลั่งของมัน!
“เปร๊าะ!”
“ซี่ซี่ซี่!”
ราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างดึงดูด...สายฟ้าสวรรค์เส้นนั้นฟาดตรงลงมายังยอดเขาที่โจวฉางชิงอยู่ทันที
…………………….