เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 : เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​

บทที่ 49 : เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​

บทที่ 49 : เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​


บทที่ 49 : เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​

เรื่องนี้ทำให้โจวฉางชิงต้องกลับมาครุ่นคิดอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ทำไมถึงไม่ได้ผลล่ะ?”

“ทั้งๆที่ตอนตีอาวุธมันก็ใช้วิธีนี้ได้ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นร่างกายของข้า กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย”

“หรือว่า...เป็นเพราะสายฟ้าสวรรค์?”

“ใช่แล้ว...ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ”

“ตอนที่ตีอาวุธ ถึงแม้จะไม่มีสายฟ้าสวรรค์ แต่สำหรับตัวอาวุธเองแล้ว ปราณยุทธ์ทั้งสองสายของข้าก็ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ดังนั้นมันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้”

“แต่สำหรับตัวข้าแล้ว ปราณยุทธ์เป็นพลังงานที่ผ่านการหลอมรวมและถูกประทับตราของข้าเอาไว้แล้ว มันจึงเป็นส่วนหนึ่งของตัวข้า เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย”

“ดังนั้นหากไม่มีสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ก็ย่อมไม่มีทางเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาได้เลย”

“ก่อนหน้านี้...ตอนที่โดนประกายสายฟ้าสวรรค์แทรกซึมเข้ามาในร่างกาย ประกายสายฟ้านั่นแหละที่ทำหน้าที่เป็นสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก พอหลอมรวมเข้ากับปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าของข้าแล้ว มันก็เลยไม่เหมือนเดิม และเกิดเป็นพลังที่สามารถกระตุ้นปราณยุทธ์ธาตุทองได้”

“หลักการของทั้งสองอย่างนี้เหมือนกัน นั่นก็คือต้องมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นถึงจะได้ผล”

ในตอนนี้เอง...โจวฉางชิงก็พลันกระจ่างแจ้ง เขาสามารถคาดเดาถึงสาเหตุที่ปราณยุทธ์ทั้งสองสายของเขาไม่สามารถหลอมร่างกายได้ด้วยตัวเองแล้ว

และอันที่จริง...มันก็เป็นเช่นนั้น

หากปราณยุทธ์ของตัวเองสามารถใช้หลอมร่างกายได้ แล้วจะมีเคล็ดวิชาหลอมกายาไว้เพื่ออะไรกัน?

แม้ว่าในระหว่างการฝึกฝนปราณยุทธ์ ร่างกายจะค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นจากการบำรุงของปราณยุทธ์ก็ตาม

แต่การแข็งแกร่งขึ้นแบบนั้นมันเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะเพิ่มขึ้นตามระดับพลังที่สูงขึ้นเท่านั้น

มันไม่มีทางที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนเหมือนกับตอนที่หลอมรวมประกายสายฟ้าเมื่อครู่นี้แน่นอน!

หากเพียงแค่โคจรปราณยุทธ์ก็สามารถหลอมร่างกายได้แล้วล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนบนทวีปแห่งปราณยุทธ์นี้คงกลายเป็นพวกกล้ามโตกันหมดแล้ว

พอคิดตกในเรื่องนี้ โจวฉางชิงก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง

นี่เท่ากับว่าเขาได้สูญเสียทางลัดในการเพิ่มระดับพลังปราณยุทธ์และความแข็งแกร่งของร่างกายไปแล้ว

หากอยากจะให้มีการพัฒนาแบบนี้อีกครั้ง...ก็มีแต่จะต้องรนหาที่ตายด้วยการไปยืนล่อสายฟ้าฟาดใส่ตัวเองในวันฝนฟ้าคะนองเท่านั้น

ซึ่งถ้าทำอย่างนั้น...จะพัฒนาขึ้นหรือไม่ก็ยังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคือเขาต้องตายอย่างเขียดแน่นอน!

ยิ่งไปกว่านั้น...โจวฉางชิงเองก็เริ่มจะกลัวการถูกฟ้าผ่าขึ้นมาบ้างแล้ว เขาจึงไม่กล้าที่จะลองทำอะไรแบบนั้นเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม...ต้องยอมรับเลยว่า เวลาที่คนเราคิดจะหาทางลัด สติปัญญาของคนผู้นั้นจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และความคิดก็จะแล่นฉิวถึงขีดสุด

เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น...ดวงตาของโจวฉางชิงก็พลันเป็นประกายขึ้นมา

เขานำสถานการณ์ตอนที่ประกายสายฟ้าแทรกซึมเข้าร่างกายมาผสมผสานกัน จนคิดวิธีที่อาจจะเป็นไปได้ขึ้นมาวิธีหนึ่ง

ทว่า...วิธีนี้ยังคงต้องมีการทดลองต่อไปในอนาคต จึงขอพักเรื่องนี้ไว้ก่อน

…..

หลังจากลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้าจนเรียบร้อย

โจวฉางชิงก็ก่อกองไฟขึ้นในถ้ำ แล้วนำเสบียงแห้งออกมาวางไว้ข้างๆเพื่ออุ่น

ระหว่างรอ...โจวฉางชิงก็ได้เริ่มศึกษาเคล็ดวิชาใหม่ของเขา

หากจะพูดถึงเคล็ดวิชานี้...ต้องบอกว่ามันถือกำเนิดขึ้นมาด้วยความบังเอิญอย่างยิ่ง

หากไม่เจอเรื่องในวันนี้เข้า ก็คงเป็นไปไม่ได้เลยที่โจวฉางชิงจะคิดค้นมันขึ้นมาได้

และต่อให้ในอนาคตเขามีระดับพลังที่สูงขึ้น แล้วสร้างเคล็ดวิชาของตัวเองขึ้นมาได้จริงๆมันก็คงจะไม่เหมือนกับเคล็ดวิชาในตอนนี้

เพราะถึงอย่างไร...เคล็ดวิชานี้ก็เป็นเพียงการหลอมรวมเคล็ดวิชาอสนีบาตซ่อนเร้นกับเคล็ดวิชาเหล็กกล้าแกร่งเข้าด้วยกัน แล้วนำเคล็ดวิชาระดับสีเหลืองมาเป็นประสบการณ์ในการสร้างขึ้นมาเท่านั้น

พื้นฐานของมันจึงยังด้อยกว่าเคล็ดวิชาระดับสูงบนทวีปนี้อยู่มากโข

หากจะให้จัดระดับจริงๆเคล็ดวิชานี้ก็คงอยู่ได้แค่ระดับลึกลับขั้นต่ำ ไม่สามารถสูงไปกว่านี้ได้แล้ว

แต่โจวฉางชิงก็พึงพอใจกับมันมากแล้ว

ต้องรู้ไว้ก่อนว่า...ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีสองธาตุโดยกำเนิดในทวีปแห่งปราณยุทธ์นั้นหาได้ยากยิ่งนัก

และเคล็ดวิชาสำหรับผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุก็ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่

แม้ว่าบนทวีปนี้จะดูเหมือนมีนักปรุงยาอยู่มากมาย แต่หากมองจากจำนวนประชากรทั้งหมดแล้ว นักปรุงยากลับมีจำนวนน้อยนิดจนน่าสงสาร

และถึงอย่างนั้น...ธาตุไฟและธาตุไม้ที่นักปรุงยามี ก็ยังไม่นับว่าเป็นสองธาตุที่แท้จริง

เพราะธาตุไฟและธาตุไม้ของนักปรุงยานั้นมีความแข็งแกร่งและความอ่อนแอที่แตกต่างกัน มีธาตุหนึ่งเป็นหลักและอีกธาตุหนึ่งเป็นรอง มันจึงไม่สมดุลกันเลย

ดังนั้น...นักปรุงยาส่วนใหญ่จึงฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุไฟเป็นหลัก แทบจะไม่มีใครฝึกฝนหรือฝึกควบคู่กับเคล็ดวิชาธาตุไม้เลย

เพราะแค่ธาตุไม้ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณเพียงน้อยนิดนั้น มันไม่มีความจำเป็นต้องฝึกฝนเป็นหลักเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากความเร็วในการฝึกฝนมันช้าเป็นเต่าคลาน การฝึกควบคู่ไปด้วยก็ถือเป็นการเสียเวลาเปล่า

ส่วนผู้ที่มีสองธาตุที่สมดุลกันอย่างแท้จริงนั้น...เป็นสิ่งที่หายากยิ่งกว่านักปรุงยาเสียอีก

อย่าเห็นว่าในนิยายต้นฉบับ นิกายวายุอัสนีจะดูเหมือนฝึกฝนเคล็ดวิชาสองธาตุ แต่ที่จริงแล้วนั่นเป็นเพราะว่าประมุขคนแรกผู้ก่อตั้งนิกายเป็นผู้มีสองธาตุคือลมและสายฟ้า

ในปัจจุบัน...ศิษย์หรือผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ในนิกายวายุอัสนีล้วนเป็นผู้มีธาตุเดียว และฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุลมหรือธาตุสายฟ้าเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

ในนิกายวายุอัสนี...ผู้ที่ถูกระบุอย่างชัดเจนว่ามีสองธาตุคือลมและสายฟ้านั้น มีเพียงเฟิ่งชิงเอ๋อร์แห่งเผ่าหงส์สวรรค์ปีศาจมายาเพียงคนเดียวเท่านั้น

ดังนั้น...การที่จะตามหาเคล็ดวิชาฝึกฝนสองธาตุคือโลหะและสายฟ้านั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง

จะเห็นได้จากการที่เขาได้ไหว้วานให้หยาเฟยช่วยรวบรวมให้ตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน จนกระทั่งตอนที่เขาจากมา ก็ยังไม่เจอเคล็ดวิชาโลหะสายฟ้าแม้แต่เล่มเดียวที่เป็นระดับสีเหลืองขั้นต่ำเลย

อันที่จริงแล้ว...เคล็ดวิชาสองธาตุมักจะไม่มีระดับสีเหลืองอยู่เลย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นระดับลึกลับขั้นกลาง และนั่นก็คือระดับต่ำสุดแล้ว

เพราะผู้ที่สร้างเคล็ดวิชาสองธาตุได้นั้น อย่างน้อยที่สุดตัวเองก็ต้องเป็นผู้มีสองธาตุเช่นกัน

คนอื่นอาจจะสร้างขึ้นมาได้บ้าง แต่สถานการณ์แบบนั้นแทบจะไม่มีเลย

และผู้มีสองธาตุที่สามารถก้าวไปถึงจุดที่สร้างเคล็ดวิชาได้นั้น ระดับพลังย่อมไม่ธรรมดา อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นยอดฝีมือในระดับสูงมาก

ประกอบกับเคล็ดวิชาสองธาตุมีความซับซ้อนกว่าเคล็ดวิชาธาตุเดียว จุดเริ่มต้นจึงไม่น่าจะต่ำอยู่แล้ว

การที่โจวฉางชิงสามารถสร้างเคล็ดวิชาสองธาตุทองสายฟ้าระดับลึกลับขั้นต่ำขึ้นมาได้ในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ด้วยระดับพลังเพียงแค่คุรุยุทธ์ ก็ถือว่าเป็นวาสนาที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าเส้นทางการโคจรพลังส่วนใหญ่ของเคล็ดวิชานี้จะหยิบยืมมาจากเคล็ดวิชาอื่น แต่มันก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าอย่างยิ่งแล้ว

“ในเมื่อเป็นเคล็ดวิชาที่ข้าสร้างขึ้นมาเอง ก็ต้องมีชื่อใหม่ให้มันสิ”

“เจ้าถือกำเนิดขึ้นมาเพราะสายฟ้าสวรรค์ แถมยังทำให้ข้าค้นพบหนทางในการใช้ร่างกายเป็นดั่งศาสตรา เพื่อกระตุ้นปราณยุทธ์ธาตุทองมาหลอมร่างกายตัวเอง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกายภาพอีกด้วย”

“ถ้างั้น...ก็ขอเรียกเจ้าว่า ‘เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​’ ก็แล้วกัน”

หลังจากที่ตั้งชื่อที่ค่อนข้างเหมาะสมให้กับเคล็ดวิชาใหม่ของตัวเองแล้ว โจวฉางชิงก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อย

ทว่า...อีกไม่นาน โจวฉางชิงก็ดึงตัวเองออกจากความภาคภูมิใจนั้น

ก่อนหน้านี้...เขาได้หลอมรวมประกายสายฟ้าเข้าไปมากมาย ซึ่งอาจจะทำให้ปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าของเขาแข็งแกร่งกว่าปราณยุทธ์ธาตุทอง และทำลายสมดุลของวังวนปราณยุทธ์ได้

ดังนั้น...เรื่องต่อไปที่เขาต้องทำก็คือจัดการกับปัญหานี้ เพื่อทำให้ปราณยุทธ์ทั้งสองสายกลับมาสมดุลกันอีกครั้ง

แต่ทว่า...เมื่อเขามองเข้าไปในวังวนปราณยุทธ์ในตันเถียนอีกครั้ง เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นแล้ว

ก่อนหน้านี้...ตอนที่เขามองเข้าไปในวังวนปราณยุทธ์ เขามองเพียงแค่คร่าวๆแล้วก็ต้องตกใจกับขนาดที่ใหญ่ขึ้นของมัน จากนั้นก็หันไปให้ความสนใจกับการศึกษาวิธีหลอมร่างกายต่อทันที โดยไม่ได้สนใจมันอีกเลย

แต่พอมองดูตอนนี้...

วังวนปราณยุทธ์ในตันเถียนที่หมุนวนราวกับดาราจักรนั้น...จะมีลักษณะที่ไม่สมดุลได้อย่างไรกัน?

กระทั่ง...มันยังดูแนบชิดกันยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ปราณยุทธ์ทั้งสองสายต่างหลอมรวมเข้าด้วยกัน ราวกับสัญลักษณ์ไท่จี๋ ที่ในตัวเจ้ามีข้า และในตัวข้ามีเจ้า

“หรือว่า...ข้าจะคิดมากไปเอง? เป็นไปไม่ได้น่า...ถึงแม้ประกายสายฟ้าจะถูกหลอมรวมไปแล้ว แต่ยังไงซะมันก็คือสายฟ้า มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะถูกเคล็ดวิชาหลอมรวมให้กลายเป็นปราณยุทธ์ธาตุทองได้?”

สถานการณ์แบบนี้ทำให้โจวฉางชิงรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก

เพื่อที่จะค้นหาสาเหตุของปัญหานี้ เขาจึงจมดิ่งจิตใจลงไป พร้อมกับปลดปล่อยพลังการรับรู้ทางจิตวิญญาณออกมาทั้งหมด เพื่อครอบคลุมวังวนปราณยุทธ์ทั้งหมด แล้วเริ่มสัมผัสอย่างละเอียดโดยไม่ให้พลาดแม้แต่จุดเดียว

“เดี๋ยวนะ...ธาตุสายฟ้าของข้าเปลี่ยนไปเหรอ?”

ในขณะที่โจวฉางชิงกำลังสำรวจอยู่นั้น จิตใจของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมา เมื่อค้นพบความผิดปกติของปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้า

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มาจากวังวนทะเลปราณ แต่มาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณของเขา!

เป็นที่รู้กันดีว่า...คุณสมบัติธาตุของมนุษย์ในทวีปแห่งปราณยุทธ์นั้นถูกกำหนดโดยจิตวิญญาณ

ดังนั้น...ต้นกำเนิดแก่นแท้ของธาตุจึงอยู่บนจิตวิญญาณเช่นกัน

ก่อนหน้านี้...ไม่ใช่ว่าโจวฉางชิงไม่เคยสัมผัสถึงแก่นแท้ธาตุสายฟ้าในส่วนลึกของจิตวิญญาณของตัวเอง

แต่ตอนนี้...ต้นกำเนิดแก่นแท้ธาตุสายฟ้าของเขากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนบางอย่างขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ชัดเจนนัก แต่กลับทำให้ปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าในวังวนทะเลปราณสีทองเงินของเขาปรากฏแก่นแท้เร้นลับที่แตกต่างไปจากเดิม

หากจะต้องบรรยายถึงแก่นแท้เร้นลับนี้...ในหัวของโจวฉางชิงก็มีเพียงประโยคเดียวที่ผุดขึ้นมา

ลึกล้ำ

และลึกล้ำยิ่งกว่า การสร้างสรรค์สรรพสิ่งไร้ขอบเขต!

….………

จบบทที่ บทที่ 49 : เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​

คัดลอกลิงก์แล้ว