- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 49 : เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์
บทที่ 49 : เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์
บทที่ 49 : เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​
บทที่ 49 : เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​
เรื่องนี้ทำให้โจวฉางชิงต้องกลับมาครุ่นคิดอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ทำไมถึงไม่ได้ผลล่ะ?”
“ทั้งๆที่ตอนตีอาวุธมันก็ใช้วิธีนี้ได้ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นร่างกายของข้า กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย”
“หรือว่า...เป็นเพราะสายฟ้าสวรรค์?”
“ใช่แล้ว...ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ”
“ตอนที่ตีอาวุธ ถึงแม้จะไม่มีสายฟ้าสวรรค์ แต่สำหรับตัวอาวุธเองแล้ว ปราณยุทธ์ทั้งสองสายของข้าก็ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ดังนั้นมันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้”
“แต่สำหรับตัวข้าแล้ว ปราณยุทธ์เป็นพลังงานที่ผ่านการหลอมรวมและถูกประทับตราของข้าเอาไว้แล้ว มันจึงเป็นส่วนหนึ่งของตัวข้า เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย”
“ดังนั้นหากไม่มีสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ก็ย่อมไม่มีทางเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาได้เลย”
“ก่อนหน้านี้...ตอนที่โดนประกายสายฟ้าสวรรค์แทรกซึมเข้ามาในร่างกาย ประกายสายฟ้านั่นแหละที่ทำหน้าที่เป็นสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก พอหลอมรวมเข้ากับปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าของข้าแล้ว มันก็เลยไม่เหมือนเดิม และเกิดเป็นพลังที่สามารถกระตุ้นปราณยุทธ์ธาตุทองได้”
“หลักการของทั้งสองอย่างนี้เหมือนกัน นั่นก็คือต้องมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นถึงจะได้ผล”
ในตอนนี้เอง...โจวฉางชิงก็พลันกระจ่างแจ้ง เขาสามารถคาดเดาถึงสาเหตุที่ปราณยุทธ์ทั้งสองสายของเขาไม่สามารถหลอมร่างกายได้ด้วยตัวเองแล้ว
และอันที่จริง...มันก็เป็นเช่นนั้น
หากปราณยุทธ์ของตัวเองสามารถใช้หลอมร่างกายได้ แล้วจะมีเคล็ดวิชาหลอมกายาไว้เพื่ออะไรกัน?
แม้ว่าในระหว่างการฝึกฝนปราณยุทธ์ ร่างกายจะค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นจากการบำรุงของปราณยุทธ์ก็ตาม
แต่การแข็งแกร่งขึ้นแบบนั้นมันเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะเพิ่มขึ้นตามระดับพลังที่สูงขึ้นเท่านั้น
มันไม่มีทางที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนเหมือนกับตอนที่หลอมรวมประกายสายฟ้าเมื่อครู่นี้แน่นอน!
หากเพียงแค่โคจรปราณยุทธ์ก็สามารถหลอมร่างกายได้แล้วล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนบนทวีปแห่งปราณยุทธ์นี้คงกลายเป็นพวกกล้ามโตกันหมดแล้ว
พอคิดตกในเรื่องนี้ โจวฉางชิงก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
นี่เท่ากับว่าเขาได้สูญเสียทางลัดในการเพิ่มระดับพลังปราณยุทธ์และความแข็งแกร่งของร่างกายไปแล้ว
หากอยากจะให้มีการพัฒนาแบบนี้อีกครั้ง...ก็มีแต่จะต้องรนหาที่ตายด้วยการไปยืนล่อสายฟ้าฟาดใส่ตัวเองในวันฝนฟ้าคะนองเท่านั้น
ซึ่งถ้าทำอย่างนั้น...จะพัฒนาขึ้นหรือไม่ก็ยังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคือเขาต้องตายอย่างเขียดแน่นอน!
ยิ่งไปกว่านั้น...โจวฉางชิงเองก็เริ่มจะกลัวการถูกฟ้าผ่าขึ้นมาบ้างแล้ว เขาจึงไม่กล้าที่จะลองทำอะไรแบบนั้นเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม...ต้องยอมรับเลยว่า เวลาที่คนเราคิดจะหาทางลัด สติปัญญาของคนผู้นั้นจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และความคิดก็จะแล่นฉิวถึงขีดสุด
เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น...ดวงตาของโจวฉางชิงก็พลันเป็นประกายขึ้นมา
เขานำสถานการณ์ตอนที่ประกายสายฟ้าแทรกซึมเข้าร่างกายมาผสมผสานกัน จนคิดวิธีที่อาจจะเป็นไปได้ขึ้นมาวิธีหนึ่ง
ทว่า...วิธีนี้ยังคงต้องมีการทดลองต่อไปในอนาคต จึงขอพักเรื่องนี้ไว้ก่อน
…..
หลังจากลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้าจนเรียบร้อย
โจวฉางชิงก็ก่อกองไฟขึ้นในถ้ำ แล้วนำเสบียงแห้งออกมาวางไว้ข้างๆเพื่ออุ่น
ระหว่างรอ...โจวฉางชิงก็ได้เริ่มศึกษาเคล็ดวิชาใหม่ของเขา
หากจะพูดถึงเคล็ดวิชานี้...ต้องบอกว่ามันถือกำเนิดขึ้นมาด้วยความบังเอิญอย่างยิ่ง
หากไม่เจอเรื่องในวันนี้เข้า ก็คงเป็นไปไม่ได้เลยที่โจวฉางชิงจะคิดค้นมันขึ้นมาได้
และต่อให้ในอนาคตเขามีระดับพลังที่สูงขึ้น แล้วสร้างเคล็ดวิชาของตัวเองขึ้นมาได้จริงๆมันก็คงจะไม่เหมือนกับเคล็ดวิชาในตอนนี้
เพราะถึงอย่างไร...เคล็ดวิชานี้ก็เป็นเพียงการหลอมรวมเคล็ดวิชาอสนีบาตซ่อนเร้นกับเคล็ดวิชาเหล็กกล้าแกร่งเข้าด้วยกัน แล้วนำเคล็ดวิชาระดับสีเหลืองมาเป็นประสบการณ์ในการสร้างขึ้นมาเท่านั้น
พื้นฐานของมันจึงยังด้อยกว่าเคล็ดวิชาระดับสูงบนทวีปนี้อยู่มากโข
หากจะให้จัดระดับจริงๆเคล็ดวิชานี้ก็คงอยู่ได้แค่ระดับลึกลับขั้นต่ำ ไม่สามารถสูงไปกว่านี้ได้แล้ว
แต่โจวฉางชิงก็พึงพอใจกับมันมากแล้ว
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า...ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีสองธาตุโดยกำเนิดในทวีปแห่งปราณยุทธ์นั้นหาได้ยากยิ่งนัก
และเคล็ดวิชาสำหรับผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุก็ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่
แม้ว่าบนทวีปนี้จะดูเหมือนมีนักปรุงยาอยู่มากมาย แต่หากมองจากจำนวนประชากรทั้งหมดแล้ว นักปรุงยากลับมีจำนวนน้อยนิดจนน่าสงสาร
และถึงอย่างนั้น...ธาตุไฟและธาตุไม้ที่นักปรุงยามี ก็ยังไม่นับว่าเป็นสองธาตุที่แท้จริง
เพราะธาตุไฟและธาตุไม้ของนักปรุงยานั้นมีความแข็งแกร่งและความอ่อนแอที่แตกต่างกัน มีธาตุหนึ่งเป็นหลักและอีกธาตุหนึ่งเป็นรอง มันจึงไม่สมดุลกันเลย
ดังนั้น...นักปรุงยาส่วนใหญ่จึงฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุไฟเป็นหลัก แทบจะไม่มีใครฝึกฝนหรือฝึกควบคู่กับเคล็ดวิชาธาตุไม้เลย
เพราะแค่ธาตุไม้ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณเพียงน้อยนิดนั้น มันไม่มีความจำเป็นต้องฝึกฝนเป็นหลักเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากความเร็วในการฝึกฝนมันช้าเป็นเต่าคลาน การฝึกควบคู่ไปด้วยก็ถือเป็นการเสียเวลาเปล่า
ส่วนผู้ที่มีสองธาตุที่สมดุลกันอย่างแท้จริงนั้น...เป็นสิ่งที่หายากยิ่งกว่านักปรุงยาเสียอีก
อย่าเห็นว่าในนิยายต้นฉบับ นิกายวายุอัสนีจะดูเหมือนฝึกฝนเคล็ดวิชาสองธาตุ แต่ที่จริงแล้วนั่นเป็นเพราะว่าประมุขคนแรกผู้ก่อตั้งนิกายเป็นผู้มีสองธาตุคือลมและสายฟ้า
ในปัจจุบัน...ศิษย์หรือผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ในนิกายวายุอัสนีล้วนเป็นผู้มีธาตุเดียว และฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุลมหรือธาตุสายฟ้าเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
ในนิกายวายุอัสนี...ผู้ที่ถูกระบุอย่างชัดเจนว่ามีสองธาตุคือลมและสายฟ้านั้น มีเพียงเฟิ่งชิงเอ๋อร์แห่งเผ่าหงส์สวรรค์ปีศาจมายาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ดังนั้น...การที่จะตามหาเคล็ดวิชาฝึกฝนสองธาตุคือโลหะและสายฟ้านั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง
จะเห็นได้จากการที่เขาได้ไหว้วานให้หยาเฟยช่วยรวบรวมให้ตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน จนกระทั่งตอนที่เขาจากมา ก็ยังไม่เจอเคล็ดวิชาโลหะสายฟ้าแม้แต่เล่มเดียวที่เป็นระดับสีเหลืองขั้นต่ำเลย
อันที่จริงแล้ว...เคล็ดวิชาสองธาตุมักจะไม่มีระดับสีเหลืองอยู่เลย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นระดับลึกลับขั้นกลาง และนั่นก็คือระดับต่ำสุดแล้ว
เพราะผู้ที่สร้างเคล็ดวิชาสองธาตุได้นั้น อย่างน้อยที่สุดตัวเองก็ต้องเป็นผู้มีสองธาตุเช่นกัน
คนอื่นอาจจะสร้างขึ้นมาได้บ้าง แต่สถานการณ์แบบนั้นแทบจะไม่มีเลย
และผู้มีสองธาตุที่สามารถก้าวไปถึงจุดที่สร้างเคล็ดวิชาได้นั้น ระดับพลังย่อมไม่ธรรมดา อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นยอดฝีมือในระดับสูงมาก
ประกอบกับเคล็ดวิชาสองธาตุมีความซับซ้อนกว่าเคล็ดวิชาธาตุเดียว จุดเริ่มต้นจึงไม่น่าจะต่ำอยู่แล้ว
การที่โจวฉางชิงสามารถสร้างเคล็ดวิชาสองธาตุทองสายฟ้าระดับลึกลับขั้นต่ำขึ้นมาได้ในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ด้วยระดับพลังเพียงแค่คุรุยุทธ์ ก็ถือว่าเป็นวาสนาที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าเส้นทางการโคจรพลังส่วนใหญ่ของเคล็ดวิชานี้จะหยิบยืมมาจากเคล็ดวิชาอื่น แต่มันก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าอย่างยิ่งแล้ว
“ในเมื่อเป็นเคล็ดวิชาที่ข้าสร้างขึ้นมาเอง ก็ต้องมีชื่อใหม่ให้มันสิ”
“เจ้าถือกำเนิดขึ้นมาเพราะสายฟ้าสวรรค์ แถมยังทำให้ข้าค้นพบหนทางในการใช้ร่างกายเป็นดั่งศาสตรา เพื่อกระตุ้นปราณยุทธ์ธาตุทองมาหลอมร่างกายตัวเอง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกายภาพอีกด้วย”
“ถ้างั้น...ก็ขอเรียกเจ้าว่า ‘เคล็ดวิชาหลอมทองวังสวรรค์​’ ก็แล้วกัน”
หลังจากที่ตั้งชื่อที่ค่อนข้างเหมาะสมให้กับเคล็ดวิชาใหม่ของตัวเองแล้ว โจวฉางชิงก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อย
ทว่า...อีกไม่นาน โจวฉางชิงก็ดึงตัวเองออกจากความภาคภูมิใจนั้น
ก่อนหน้านี้...เขาได้หลอมรวมประกายสายฟ้าเข้าไปมากมาย ซึ่งอาจจะทำให้ปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าของเขาแข็งแกร่งกว่าปราณยุทธ์ธาตุทอง และทำลายสมดุลของวังวนปราณยุทธ์ได้
ดังนั้น...เรื่องต่อไปที่เขาต้องทำก็คือจัดการกับปัญหานี้ เพื่อทำให้ปราณยุทธ์ทั้งสองสายกลับมาสมดุลกันอีกครั้ง
แต่ทว่า...เมื่อเขามองเข้าไปในวังวนปราณยุทธ์ในตันเถียนอีกครั้ง เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นแล้ว
ก่อนหน้านี้...ตอนที่เขามองเข้าไปในวังวนปราณยุทธ์ เขามองเพียงแค่คร่าวๆแล้วก็ต้องตกใจกับขนาดที่ใหญ่ขึ้นของมัน จากนั้นก็หันไปให้ความสนใจกับการศึกษาวิธีหลอมร่างกายต่อทันที โดยไม่ได้สนใจมันอีกเลย
แต่พอมองดูตอนนี้...
วังวนปราณยุทธ์ในตันเถียนที่หมุนวนราวกับดาราจักรนั้น...จะมีลักษณะที่ไม่สมดุลได้อย่างไรกัน?
กระทั่ง...มันยังดูแนบชิดกันยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ปราณยุทธ์ทั้งสองสายต่างหลอมรวมเข้าด้วยกัน ราวกับสัญลักษณ์ไท่จี๋ ที่ในตัวเจ้ามีข้า และในตัวข้ามีเจ้า
“หรือว่า...ข้าจะคิดมากไปเอง? เป็นไปไม่ได้น่า...ถึงแม้ประกายสายฟ้าจะถูกหลอมรวมไปแล้ว แต่ยังไงซะมันก็คือสายฟ้า มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะถูกเคล็ดวิชาหลอมรวมให้กลายเป็นปราณยุทธ์ธาตุทองได้?”
สถานการณ์แบบนี้ทำให้โจวฉางชิงรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก
เพื่อที่จะค้นหาสาเหตุของปัญหานี้ เขาจึงจมดิ่งจิตใจลงไป พร้อมกับปลดปล่อยพลังการรับรู้ทางจิตวิญญาณออกมาทั้งหมด เพื่อครอบคลุมวังวนปราณยุทธ์ทั้งหมด แล้วเริ่มสัมผัสอย่างละเอียดโดยไม่ให้พลาดแม้แต่จุดเดียว
“เดี๋ยวนะ...ธาตุสายฟ้าของข้าเปลี่ยนไปเหรอ?”
ในขณะที่โจวฉางชิงกำลังสำรวจอยู่นั้น จิตใจของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมา เมื่อค้นพบความผิดปกติของปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้า
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มาจากวังวนทะเลปราณ แต่มาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณของเขา!
เป็นที่รู้กันดีว่า...คุณสมบัติธาตุของมนุษย์ในทวีปแห่งปราณยุทธ์นั้นถูกกำหนดโดยจิตวิญญาณ
ดังนั้น...ต้นกำเนิดแก่นแท้ของธาตุจึงอยู่บนจิตวิญญาณเช่นกัน
ก่อนหน้านี้...ไม่ใช่ว่าโจวฉางชิงไม่เคยสัมผัสถึงแก่นแท้ธาตุสายฟ้าในส่วนลึกของจิตวิญญาณของตัวเอง
แต่ตอนนี้...ต้นกำเนิดแก่นแท้ธาตุสายฟ้าของเขากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนบางอย่างขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ชัดเจนนัก แต่กลับทำให้ปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าในวังวนทะเลปราณสีทองเงินของเขาปรากฏแก่นแท้เร้นลับที่แตกต่างไปจากเดิม
หากจะต้องบรรยายถึงแก่นแท้เร้นลับนี้...ในหัวของโจวฉางชิงก็มีเพียงประโยคเดียวที่ผุดขึ้นมา
ลึกล้ำ
และลึกล้ำยิ่งกว่า การสร้างสรรค์สรรพสิ่งไร้ขอบเขต!
….………