เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 : สายฟ้าสวรรค์หลอมกายา? คุรุยุทธ์ระดับแปดดาว!

บทที่ 48 : สายฟ้าสวรรค์หลอมกายา? คุรุยุทธ์ระดับแปดดาว!

บทที่ 48 : สายฟ้าสวรรค์หลอมกายา? คุรุยุทธ์ระดับแปดดาว!


บทที่ 48 : สายฟ้าสวรรค์หลอมกายา? คุรุยุทธ์ระดับแปดดาว!

เขาไม่มีเวลามาใส่ใจแล้วว่าทำไมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ขึ้นมา ขอแค่สามารถหลอมรวมกับประกายสายฟ้าได้ก็พอ

โจวฉางชิงชะงักไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อควบคุมปราณยุทธ์ให้แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย แล้วเริ่มหลอมรวมประกายสายฟ้าที่กำลังอาละวาดอยู่ภายใน

หลังจากนั้น...ประกายสายฟ้าทุกเส้นก็เป็นเหมือนกับเส้นแรก พอหลอมรวมเข้ากับปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าของเขาแล้ว มันก็จะไปกระตุ้นปราณยุทธ์ธาตุทองให้สลายตัวกลายเป็นแสงสีทองอร่าม แล้วซึมซาบเข้าไปในเนื้อหนังและกระดูก ณ บริเวณนั้น

ชั่วขณะหนึ่ง...ทุกตารางนิ้วในร่างกายของเขาล้วนเปล่งประกายสีทองออกมา

กระทั่งบนผิวของโจวฉางชิงเอง ก็ยังมีแสงสีทองเรืองรองจางๆปรากฏขึ้นมาให้เห็น!

ส่วนเซลล์เนื้อเยื่อที่ถูกประกายสายฟ้าทำลายไปก่อนหน้านี้ ก็ค่อยๆได้รับการฟื้นฟูภายใต้การบำรุงของแสงสีทองนั้น

เนื้อเยื่อที่ไหม้เกรียมบนผิวของเขากำลังหลุดลอกออกอย่างเห็นได้ชัด เผยให้เห็นผิวหนังและเนื้อเยื่อใหม่ที่งอกขึ้นมาแทน!

สำหรับพลังงานจากประกายสายฟ้าที่เหลือ มันได้ถูกปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าพัดพาไปโคจรทั่วร่าง ก่อนจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นปราณยุทธ์แล้วไหลกลับเข้าไปยังวังวนในตันเถียน กลายเป็นสารอาหารชั้นดีที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่โจวฉางชิง

เนื่องจากเขาจดจ่ออยู่กับการหลอมรวมประกายสายฟ้าทั้งหมด ทำให้ไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว

จนกระทั่งประกายสายฟ้าภายในร่างกายถูกหลอมรวมจนหมดสิ้น โจวฉางชิงจึงเบิกตาโพลงขึ้นมาทันที

จากนั้น...ร่างทั้งร่างของเขาก็ดีดตัวขึ้นจากพื้นในท่ายืนตรงอย่างรวดเร็ว

“ฟู่...หวาดเสียวชะมัด เกือบจะม่องไปแล้ว”

โจวฉางชิงพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตระหนก ขณะสัมผัสได้ถึงเม็ดฝนที่โปรยปรายลงมากระทบใบหน้า

ครั้งนี้มันอันตรายจริงๆ...ตอนแรกก็โดนสายฟ้าสวรรค์ฟาดใส่ พอเขาอุตส่าห์หลบได้แบบฉิวเฉียด ก็ดันมาโดนผลกระทบจากมันเข้าไปอีก

ชุดเกราะชั้นในระดับสามขั้นต่ำที่เขาเพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ก็ยังพังยับเยินภายใต้แรงปะทะเมื่อครู่นี้

นี่มันเป็นเกราะที่สามารถต้านทานการโจมตีสุดกำลังของผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับคุรุยุทธ์ขั้นต่ำได้เลยนะ!

ถึงจะเป็นอย่างนั้น...ก็ยังมีประกายสายฟ้าอันบ้าคลั่งจำนวนไม่น้อยที่ทะลุเข้ามาในร่างกายของเขาได้อยู่ดี

แม้ว่าร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ระดับคุรุยุทธ์จะแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดา แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ยังไงซะมันก็ยังเป็นเลือดเนื้ออยู่ดี แล้วจะไปต้านทานพลังสายฟ้าได้อย่างไรกัน?

แต่โชคยังดี...ที่ในช่วงเวลาคับขันที่สุด เขาสามารถหลอมรวมเคล็ดวิชาอสนีบาตซ่อนเร้นกับเคล็ดวิชาเหล็กกล้าแกร่งได้สำเร็จ และใช้มันหลอมรวมประกายสายฟ้าทั้งหมดได้ด้วยความเร็วสูงสุด ทำให้รอดพ้นจากวิกฤตความเป็นความตายมาได้

เพียงแต่ว่า...ความรู้สึกตอนที่โดนสายฟ้าทะลวงร่างนี่มันช่างเจ็บปวดทรมานเหลือเกิน เรียกได้ว่าเป็นการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้!

ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมในชาติก่อนถึงได้มีการใช้ไฟฟ้ามาเป็นเครื่องมือในการทรมานเพื่อเค้นความจริง

พอโจวฉางชิงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาตอนนี้ หัวใจของเขาก็ยังสั่นระรัวไม่หาย

เขาก้มลงมองสภาพของตัวเอง เสื้อผ้าถูกประกายสายฟ้าเผาจนขาดรุ่งริ่ง แถมยังเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน ดูแล้วยังมอซอยิ่งกว่าขอทานเสียอีก

ทว่า...ตอนนี้โจวฉางชิงไม่มีกะจิตกะใจจะมาสนใจเรื่องพวกนี้

เขารีบก้มลงไปเก็บแก่นอสูรสีเงินที่มีรอยร้าวขึ้นมา แล้วเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติทันที

เมื่อกี้นี้...ก็เพราะเจ้าสิ่งนี้แหละที่ล่อสายฟ้าสวรรค์ลงมา

ตอนที่ขยับตัวไม่ได้ก็แล้วไปเถอะ แต่ตอนนี้จะปล่อยให้มันอยู่ข้างนอกต่อไปไม่ได้เด็ดขาด

ถ้าโดนฟาดลงมาอีกสักเปรี้ยงล่ะก็...โจวฉางชิงคงต้านไม่ไหวแน่ๆคราวนี้ได้ตายแหงๆ

ดูเหมือนว่าการถูกฟ้าผ่าครั้งนี้จะสร้างบาดแผลในใจให้เขาไม่น้อยเลยทีเดียว ตอนนี้โจวฉางชิงรู้สึกว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น เขาจึงเลิกคิดที่จะกางเต็นท์แล้วรีบวิ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่งทันที

เมื่อมาถึงหน้าผาหินที่ไม่ไกลนัก โจวฉางชิงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาดึงดาบเล่มใหญ่ออกมาแล้วเริ่มลงมือตัดหินเพื่อขุดถ้ำ

หลังจากง่วนอยู่พักหนึ่ง...บนหน้าผาที่ขรุขระก็ปรากฏถ้ำขนาดใหญ่พอที่จะจุคนได้ถึงสามคน

พอเข้าไปในถ้ำแล้ว โจวฉางชิงก็เริ่มลงมือถอดเสื้อผ้าทันที

เพียงไม่กี่อึดใจ...เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งก็ถูกโยนทิ้งออกไปข้างนอก ส่วนเกราะชั้นในที่เสียหายก็ถูกทิ้งไว้ที่ปลายเท้า ตอนนี้ทั้งร่างของโจวฉางชิงจึงเปลือยเปล่าล่อนจ้อน

ขณะเดียวกัน...เนื้อเยื่อผิวหนังที่ไหม้เกรียมบนร่างกายของเขา พอไม่มีเสื้อผ้ามาพันธนาการไว้ ก็เริ่มหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆร่วงหล่นลงบนพื้น

“หืม? เดี๋ยวสิ!”

ในขณะที่โจวฉางชิงกำลังทำความสะอาดร่างกายอย่างลวกๆและคิดจะหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาจากแหวนมิติเพื่อสวมใส่

หางตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างกายของตัวเองเข้าพอดี ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็เเข็งทื่อไปในทันที

จากนั้น เขาก็ใช้มือลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อหน้าท้องและหน้าอกของตัวเองด้วยความประหลาดใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

“รูปร่างของข้า...กลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงกัน?”

ในตอนนี้ ร่างกายของเขาทั้งหมดปรากฏสู่สายตาอย่างชัดเจน

เขาสามารถมองเห็นลายเส้นของกล้ามเนื้อที่เรียงตัวอย่างสวยงาม กล้ามเนื้อที่บางแต่กระชับได้รูปครอบคลุมอยู่ใต้ผิวหนังแทบจะทุกส่วน เรียกได้ว่าเป็นสัดส่วนทองคำเลยทีเดียว

หากจะให้พูดว่ามันดีขนาดไหน ก็ต้องบอกว่ามันเหมือนกับหุ่นในโลกสองมิติที่หลุดออกมาสู่โลกแห่งความจริงอย่างไรอย่างนั้น

แต่ถ้าเป็นเพียงแค่นั้น โจวฉางชิงก็คงไม่แปลกใจอะไรมากมายนัก

เพราะว่ารูปร่างเดิมของเขาก็เป็นประเภทที่ดูผอมเพรียวเวลาใส่เสื้อผ้า แต่พอถอดออกมาแล้วก็มีกล้ามเนื้อสวยงามอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากรูปร่างของพระเอกในโลกสองมิติมากนัก

แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือ...ตอนนี้ลายเส้นกล้ามเนื้อของเขานั้นดูแข็งแกร่งและคมชัดขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน กล้ามเนื้อบางส่วนที่เคยเรียงตัวกันไม่สมบูรณ์แบบ ตอนนี้กลับดูสมส่วนอย่างน่าทึ่ง

สรุปก็คือ...ถึงแม้ว่ารูปร่างเดิมของเขาจะดีอยู่แล้ว แต่มันก็ยังให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างผอมบางอยู่บ้าง แต่ในตอนนี้...กลับมีความรู้สึกถึงความเป็นชายชาตรีที่แข็งแกร่งเพิ่มเข้ามา

มันช่างสมบูรณ์แบบ...ราวกับเป็นผลงานศิลปะที่ถูกแกะสลักขึ้นมาอย่างประณีตบรรจง!

นอกจากนี้...ผิวของเขายังมีประกายโลหะจางๆที่แทบจะมองไม่เห็นเคลือบอยู่ด้วย!

ขณะที่จ้องมองการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างตัวเอง และลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อหน้าท้องที่รู้สึกได้ว่าแข็งแกร่งและแน่นขึ้นกว่าเดิม โจวฉางชิงก็ถึงกับลืมเรื่องการใส่เสื้อผ้าไปสนิท และจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด

“หรือว่าจะเป็นเพราะสิ่งนั้น?”

เขานึกถึงตอนที่กำลังหลอมรวมประกายสายฟ้า ที่ปราณยุทธ์ธาตุทองสลายตัวกลายเป็นแสงสีทองแล้วซึมซาบเข้าไปในเนื้อหนัง

ในใจของโจวฉางชิง พอจะคาดเดาได้ลางๆแล้วว่าทำไมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ขึ้น

เพราะมันช่างคล้ายคลึงกับตอนที่เขาตีอาวุธและชุดเกราะ แล้วปราณยุทธ์ธาตุทองเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก

ประกอบกับในชาติก่อนเขาเคยอ่านทั้งนิยายต้นฉบับและนิยายเรื่องอื่นๆมามากมาย เรื่องแค่นี้จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดเดา

การหลอมกายาด้วยสายฟ้าสวรรค์!

ไม่ต้องไปมองที่ไหนไกล แค่เซียวเหยียนกับหลินต้งสองคนนั้น คนหนึ่งก็เข้าไปฝึกฝนในบ่อสายฟ้าแห่งห้วงมิติ ส่วนอีกคนก็ถึงกับล่อสายฟ้าสวรรค์ลงมาเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาอัสนีบาตมหาตะวันโดยตรง

หลังจากนั้น ร่างกายของทั้งสองคนก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล!

โจวฉางชิงลองกำหมัดของตัวเองดู เขาสัมผัสได้ถึงพละกำลังที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนที่จะโดนฟ้าผ่าเสียอีก มันจึงยากมากที่จะไม่ให้เขาคิดไปในทางนั้น

พอคิดมาถึงตรงนี้ โจวฉางชิงก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย

“ถ้าอย่างนั้น...ต่อไปข้าก็สามารถหลอมร่างกายของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นได้ เหมือนกับตอนที่ตีอาวุธอย่างนั้นเหรอ?!”

“ใช้ร่างกาย...เป็นดั่งศาสตรา?!”

ถ้าหากมันเป็นไปได้จริงๆล่ะก็...โจวฉางชิงแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าร่างกายของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นไปได้ถึงขนาดไหน!

เพราะเพียงแค่ดูจากความร้ายกาจของศาสตราวุธธรรมดาที่ตัดเหล็กได้ และอาวุธแก่นอสูรที่เขาสร้างขึ้น นั่นก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากเลย!

ในทันใดนั้น โจวฉางชิงก็นั่งไม่ติดแล้ว เขาไม่สนใจว่าตัวเองจะใส่เสื้อผ้าอยู่หรือไม่ เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหินเรียบๆแล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชาทันที

ทว่า...ยังไม่ทันที่เขาจะได้ดึงปราณยุทธ์ออกมา โจวฉางชิงก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อมองเข้าไปในวังวนตันเถียนของตัวเอง!

“ระดับพลังของข้า…มัน?!”

โจวฉางชิงถึงกับงง เมื่อมองเห็นวังวนปราณยุทธ์ที่ดูหนาแน่นและใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนหน้านี้...เขามัวแต่จดจ่ออยู่กับการหลอมรวมประกายสายฟ้า พอฟื้นขึ้นมาก็รีบหนีออกจากที่นั่นทันที เลยไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของวังวนปราณยุทธ์เลยแม้แต่น้อย

แต่ตอนนี้...พอนึกถึงประกายสายฟ้าที่เขาหลอมรวมเข้าไป เขาก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ขึ้น

“น่าจะเป็นเพราะข้าหลอมรวมประกายสายฟ้าให้กลายเป็นปราณยุทธ์สินะ มันเลยทำให้พลังของข้าก้าวหน้าไปอีกขั้น!”

เมื่อประเมินระดับพลังของตัวเองแล้ว หัวใจของโจวฉางชิงก็สั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความยินดีอย่างยิ่ง!

“คุรุยุทธ์ระดับแปดดาว?!”

ระดับพลังของเขาในตอนนี้...ได้ก้าวขึ้นสู่ระดับคุรุยุทธ์แปดดาวแล้ว!

ต้องรู้ก่อนว่า...เขาเพิ่งจะทะลวงขึ้นสู่ระดับห้าดาวไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองนะ!

ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ การที่จะไปให้ถึงระดับแปดดาวได้นั้น หากไม่มีโอสถหรือทรัพยากรอื่นใดมาช่วยเร่งการฝึกฝน ก็คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีเลยทีเดียว

แค่โดนฟ้าผ่าครั้งเดียว...ก็ช่วยย่นระยะเวลาการฝึกฝนอย่างหนักไปได้ถึงครึ่งปีเลยเหรอ?!

การเลื่อนระดับขึ้นมาถึงสามดาวรวดแบบนี้ ต่อให้เป็นโอสถ ก็มีน้อยชนิดนักที่จะทำได้!

ในนิยายต้นฉบับที่เขาเคยอ่านมา ในระดับนักยุทธ์และระดับคุรุยุทธ์​ โอสถที่สามารถเพิ่มพลังได้ถึงสามดาวรวดนั้น มีเพียงแค่ “โอสถชิงหลิงสามลาย” ชนิดเดียวเท่านั้น!

ซึ่งมันมีสรรพคุณเทียบเท่ากับโอสถระดับสี่เลยทีเดียว!

ไม่น่าเชื่อเลยว่าเรื่องดีๆแบบนี้จะมาเกิดขึ้นกับเขา!

บรรพบุรุษไม่ได้หลอกลวงเราจริงๆ…โชคและเคราะห์ร้ายมักจะมาคู่กันเสมอ

ผู้ที่รอดจากมหันตภัย ย่อมมีโชคลาภตามมา!

เมื่อความปิติยินดีจากการที่พลังเพิ่มขึ้นเริ่มจางลง.โจวฉางชิงก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

เขารีบโคจรปราณยุทธ์ทันที โดยควบคุมให้มันแทรกซึมเข้าไปในเนื้อหนัง

แต่ทว่า...สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นกลับทำให้เขาต้องหงุดหงิดอยู่บ้าง

เพราะไม่ว่าเขาจะพยายามควบคุมปราณยุทธ์ทั้งสองสายอย่างไร ปราณยุทธ์ธาตุทองก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นเลย

อย่างมากที่สุด...ก็แค่ไม่ขัดแย้งกับปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้าเท่านั้นเอง

………

จบบทที่ บทที่ 48 : สายฟ้าสวรรค์หลอมกายา? คุรุยุทธ์ระดับแปดดาว!

คัดลอกลิงก์แล้ว