- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 41 : คนที่ร้ายกาจ...มันคือเจ้านี่แหละ
บทที่ 41 : คนที่ร้ายกาจ...มันคือเจ้านี่แหละ
บทที่ 41 : คนที่ร้ายกาจ...มันคือเจ้านี่แหละ
บทที่ 41 : คนที่ร้ายกาจ...มันคือเจ้านี่แหละ
หลังจากที่เซียวจ้านจากไป โจวฉางชิงก็เข้าพักที่หอประมูลหมี่เท่อเอ่อเป็นการชั่วคราว เพื่อเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง
เขาใช้เวลาพักฟื้นอยู่หลายวัน กว่าที่อวัยวะภายในที่เจ็บปวดรวดร้าวอยู่ลึกๆจะหายดีเป็นปกติ
ในวันนั้น...โจวฉางชิงก็ได้ไปหาหยาเฟย ซึ่งเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการเป็นผู้ดำเนินรายการประมูลรอบหนึ่งมาหมาดๆ
“น้องฉางชิง...มีเรื่องอะไรจะคุยกับพี่สาวคนนี้งั้นเหรอ? หรือว่า...อยากให้พี่กลับไปที่ตระกูลสักรอบ?”
ภายในห้อง...หยาเฟยเอ่ยถามอย่างขี้เล่น
เฮ้อ...ทำไมยังไม่ลืมเรื่องนี้อีกนะ?
โจวฉางชิงมองหยาเฟยอย่างจนใจ ก่อนจะตอบว่า
“คิดอะไรของท่านน่ะ? ข้าบอกไปแล้วว่าไม่จำเป็น พี่ก็อย่าได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอีกเลย”
“ที่ข้ามาหาพี่ในครั้งนี้ ก็เพราะมีเรื่องอื่นจะบอกน่ะ”
“เรื่องอะไรเหรอ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยาเฟยก็หุบรอยยิ้มลง สีหน้าจริงจังขึ้นหลายส่วน
โจวฉางชิงหยิบอาวุธยุทโธปกรณ์และชุดเกราะจำนวนไม่น้อยออกมาจากแหวนมิติ วางลงบนพื้นตรงหน้าหยาเฟย พลางกล่าวว่า
“พี่หยาเฟย...ข้ากำลังจะออกจากเมืองอูถ่านแล้ว ที่มาวันนี้ก็เพื่อจะมาบอกลาท่าน แล้วก็นำของบางอย่างมาให้ด้วย”
“หา?! จะออกจากเมืองอูถ่านงั้นเหรอ?”
หยาเฟยที่ตอนแรกกำลังจ้องมองอาวุธแก่นอสูรมากมายบนพื้น พอได้ยินคำพูดนั้นก็ถึงกับตกใจในทันที
“ทำไมล่ะ?”
“เป็นเพราะเรื่องของตระกูลเจียเลี่ยใช่ไหม?”
“ถ้าเป็นเรื่องนั้นล่ะก็ เจ้าไม่จำเป็นต้องไปไหนเลยนะ แค่อยู่ที่หมี่เท่อเอ่อ พวกนั้นก็ไม่กล้าทำอะไรเจ้าแล้ว”
“แต่ถ้าเจ้ายังไม่วางใจจริงๆก็ทำตามวิธีของข้าสิ”
“ฮะๆพี่หยาเฟย...ใจเย็นๆก่อน”
โจวฉางชิงส่ายหน้าเบาๆพลางวางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่ที่หอมกรุ่นของหยาเฟย แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ข้ามีความคิดของข้าเองน่ะ อันที่จริง...ต่อให้ไม่มีเรื่องของตระกูลเจียเลี่ย อีกไม่นานข้าก็ต้องไปอยู่ดี เพียงแต่ว่าเรื่องนี้มันทำให้กำหนดการของข้าต้องเลื่อนมาเร็วขึ้นก็เท่านั้นเอง”
“ดังนั้น...วิธีที่พี่บอกน่ะ ไม่จำเป็นเลย ต่อให้ท่านไม่พูดข้าก็รู้ ถ้าทำแบบนั้นจริงๆล่ะก็...วันข้างหน้าของพี่คงจะลำบากน่าดู”
“อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ใช่คนของตระกูลหมี่เท่อเอ่อ จะให้มาอาศัยอยู่ที่หอประมูลหมี่เท่อเอ่อตลอดไปได้ยังไงกันล่ะ?”
พึ่งคนอื่น...สู้พึ่งตัวเองไม่ได้หรอก
ถ้าโจวฉางชิงคิดจะเกาะแข้งเกาะขาตระกูลหมี่เท่อเอ่อ อาศัยอำนาจบารมีของพวกเขามาจัดการเรื่องนี้ล่ะก็
ป่านนี้เขาคงอาศัยความสัมพันธ์กับเซียวเหยียนเข้าไปอยู่ในตระกูลเซียวเพื่อฝึกเคล็ดวิชา แล้วยอมขายชีวิตให้ตระกูลเซียวไปนานแล้ว
ขนาดตระกูลที่สามัคคีกันอย่างตระกูลเซียว ยังแบ่งออกเป็นหลายก๊กหลายเหล่า คอยแก่งแย่งชิงดีกันเอง…แล้วนับประสาอะไรกับตระกูลหมี่เท่อเอ่อ
ถึงแม้ว่าในนิยายต้นฉบับ ตระกูลหมี่เท่อเอ่อจะมีชื่อเสียงค่อนข้างดี แต่เขาก็ไม่ได้ไว้ใจคนของตระกูลหมี่เท่อเอ่อทุกคนหรอกนะ
ใครจะไปรู้ว่าวันดีคืนดี...ในตระกูลหมี่เท่อเอ่อจะไม่มีคนโง่เง่าโผล่ออกมาก็ได้
โจวฉางชิงไม่เคยคิดเลยว่าบนโลกใบนี้จะมีแต่คนฉลาด ที่จริงแล้ว...คนโง่ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
อีกอย่าง...หยาเฟยก็คือหยาเฟย ส่วนหมี่เท่อเอ่อก็คือหมี่เท่อเอ่อ จะนำทั้งสองอย่างมาปนกันไม่ได้
“แต่ว่า...”
หยาเฟยยังคิดจะเกลี้ยกล่อมต่อ แต่ก็ถูกโจวฉางชิงโบกมือขัดจังหวะ
“ไม่มีแต่แล้วล่ะน่า อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้ไปแล้วไปลับเสียเมื่อไหร่”
“ข้าจำได้ว่าพี่เคยบอกว่าท่านถูกส่งมาประจำการที่นี่ ในอนาคตก็ต้องกลับเมืองหลวงไม่ใช่เหรอ? ไม่แน่ว่าถึงตอนนั้น...ท่านอาจจะได้เจอข้าที่เมืองหลวงก็ได้นะ”
ใช่สิ…ถึงแม้ว่าเมืองอูถ่านจะนับเป็นเมืองใหญ่ในจักรวรรดิเจียหม่า แต่มันก็เป็นเมืองใหญ่ที่อยู่รั้งท้ายสุด ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เป็นเพียงแค่คุรุยุทธ์เท่านั้น
สถานที่เล็กๆแบบนี้...อัจฉริยะอย่างฉางชิงคงไม่คิดจะอยู่ที่นี่ตลอดไปแน่
อนาคตของเขา...ควรจะอยู่บนเวทีใหญ่ที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือและอัจฉริยะรวมตัวกัน
มีเพียงสถานที่แบบนั้นเท่านั้น...ที่เขาจะสามารถเฉิดฉายได้อย่างเต็มที่...
หยาเฟยจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่เหม่อลอยเล็กน้อย ในแววตาของนางปรากฏความอาลัยอาวรณ์ออกมา ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา
“ก็ได้...พี่สาวเคารพการตัดสินใจของเจ้า”
“แต่ว่า...เจ้าอย่าลืมที่พูดไว้นะ ถ้าในอนาคตได้ไปที่เมืองหลวงล่ะก็...ต้องมาหาพี่สาวด้วยล่ะ”
“แน่นอนครับ”
โจวฉางชิงเผยรอยยิ้ม ก่อนจะสวมกอดหยาเฟยเบาๆแล้วกระซิบว่า
“พี่หยาเฟย...ไว้เจอกันใหม่นะ”
หลังจากนั้น...โจวฉางชิงก็หันหลังเดินออกจากห้องไป
...
ครู่ต่อมา
หยาเฟยใช้มือเท้าคาง พิงกายอยู่ริมหน้าต่าง จ้องมองแผ่นหลังของร่างที่เดินออกจากหอประมูลไป จนค่อยๆเลือนหายไปในฝูงชน
ในตอนนั้นเอง...ก็มีคนเปิดประตูเข้ามา
“ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่รึว่าเขาจะต้องไป? แล้วทำไมยังทำท่าอาลัยอาวรณ์แบบนั้นอีกล่ะ?”
“ฮะๆดอกไม้แห่งหมี่เท่อเอ่อ...ถึงกับแสดงท่าทีแบบนี้ออกมาเพื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ดูท่า...เสน่ห์ของสหายตัวน้อยฉางชิงจะเหนือกว่าคุณชายทั้งหลายในเมืองหลวงอยู่มากโขเลยนะ”
ที่จริงแล้ว...ตั้งแต่วันที่สองหลังจากที่โจวฉางชิงถูกลอบโจมตี เขาก็ได้ให้หมี่เท่อเอ่อช่วยรวบรวมเสบียงจำนวนมากให้แล้ว ซึ่งก็มีทั้งวัตถุดิบต่างๆตำรา รวมถึงเคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ด้วย
ของเหล่านั้น...คนฉลาดอย่างหยาเฟยและกู๋หนีย่อมเดาแผนการของเขาออกตั้งนานแล้ว
“ท่านลุงกู๋หนี...ท่านก็อย่าล้อข้าเล่นเลยน่า ฉางชิงไปครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ข้าต้องสูญเสียแหล่งที่มาของสินค้าล้ำค่าอย่างศาสตราวุธไป แล้วอารมณ์จะดีได้อย่างไรกัน”
หยาเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับว่าคนที่เหม่อลอยเมื่อครู่นี้ไม่ใช่นาง
กู๋หนีลูบเคราพลางส่ายหน้า ชี้ไปยังเด็กสาวตรงหน้าแล้วกล่าวอย่างจนใจว่า
“เจ้าเด็กคนนี้นี่...ไม่รู้จะว่ายังไงดีเลยจริงๆ”
“ถ้าเจ้ามีความรู้สึกกับสหายตัวน้อยฉางชิงจริงๆล่ะก็...ด้วยพรสวรรค์ของเขา ตระกูลก็อาจจะไม่ปฏิเสธก็ได้นะ”
“ท่านลุงกู๋หนี...ท่านคิดง่ายไปแล้ว อัจฉริยะแล้วอย่างไร? ตราบใดที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ ตระกูลก็ไม่มีทางไปมีเรื่องกับตระกูลมู่เพื่อเขาหรอก”
“ถ้ามีแค่พรสวรรค์แล้วจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่างล่ะก็...พรสวรรค์ที่คุณชายสามตระกูลเซียวเคยแสดงออกมาในปีนั้น มันยังไม่มากพอที่จะดึงดูดความสนใจจากขุมอำนาจต่างๆในเมืองหลวงอีกเหรอ?”
“สุดท้ายแล้ว...โลกใบนี้ก็ยังต้องใช้ความแข็งแกร่งเป็นเครื่องตัดสินอยู่ดี...”
….
หลังจากออกจากหอประมูลหมี่เท่อเอ่อแล้ว โจวฉางชิงก็มุ่งหน้าไปยังตระกูลเซียวอย่างรวดเร็ว
เมื่อแจ้งชื่อและจุดประสงค์ของตนเองกับคนรับใช้ที่เฝ้าประตูแล้ว เขาก็ถูกนำทางเข้าไปยังลานบ้านเล็กๆของเซียวเหยียนในเวลาไม่นาน
“เหล่าโจว...มาได้ยังไงวะเนี่ย? ได้ข่าวว่าเมื่อสองสามวันก่อนเจ้ทโดนลอบทำร้ายเหรอ?”
“วันนี้ก็เอาแต่อยู่ที่หมี่เท่อเอ่อ ข้าเลยไม่สะดวกไปหาน่ะ”
เซียวเหยียนได้รับรายงานจากคนรับใช้ตั้งนานแล้ว เขาจึงได้จัดเตรียมน้ำชาไว้รอท่าที่โต๊ะหินในลานบ้านเรียบร้อย
“อืม...ฝีมือตระกูลเจียเลี่ยน่ะ มันรวมหัวกับอีกหลายตระกูล คิดจะกำจัดข้าทิ้ง เพื่อให้ศาสตราวุธขาดตลาด แล้วจะได้ดึงคนกลับไปที่ตลาดของพวกมัน”
ถึงแม้จะเป็นการมาครั้งแรก แต่โจวฉางชิงก็ทำตัวเหมือนอยู่บ้านตัวเอง เขาเดินไปนั่งลงอย่างไม่เกรงใจ แล้วรินน้ำชาดื่มแก้กระหาย
เซียวเหยียนเดินตามไปนั่งลง แต่ก็ไม่ได้ถามถึงอาการบาดเจ็บของอีกฝ่าย...ในเมื่อเหล่าโจวมาหาเขาได้ ก็แสดงว่าคงไม่มีปัญหาอะไรมากแล้วล่ะมั้ง
เซียวเหยียนขมวดคิ้ว ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา “ก็สมกับเป็นสไตล์ของตระกูลเจียเลี่ยดีนี่...ลงทุนไม่น้อยเลยนะ”
“แล้วแกจะเอายังไงต่อ? จะให้ตระกูลเซียวไปสั่งสอนพวกมันสักหน่อยไหม? ถ้าไม่ได้เรื่องจริงๆเดี๋ยวข้าจัดการเอง บดขยี้พวกมันให้สิ้นซากไปเลย”
“โม้ไปเรื่อย… เจ้ายังไม่ทะลวงระดับคุรุยุทธ์เลยไม่ใช่รึไง? ไปเล่นตรงโน้นไป ข้ามีแผนของข้าแล้ว”
โจวฉางชิงด่าพลางหัวเราะ ก่อนจะชูนิ้วกลางให้
ไม่ต้องถาม...ถามก็คือแกล้งทำเป็นว่าเรียนรู้มาจากเซียวเหยียน
เมื่อเห็นเช่นนั้น เซียวเหยียนก็ชูนิ้วกลางกลับไป แล้วพูดอย่างอวดดีว่า
“อย่ามาดูถูกกันนะ ถึงข้าจะยังอยู่แค่ระดับคุรุยุทธ์​ แต่ตระกูลเจียเลี่ยข้ายังไม่เห็นอยู่ในสายตาเลย”
โจวฉางชิงมีหรือจะไม่รู้ว่าเซียวเหยียนหมายถึงอะไร ก็แค่เชิญวิญญาณท่านอาจารย์เข้าสิง แล้วยืมพลังของท่านอาจารย์มาทำลายล้างตระกูลเจียเลี่ยก็เท่านั้นเอง
แต่ก็อย่างที่ว่า...พึ่งคนอื่น สู้พึ่งตัวเองไม่ได้
เรื่องที่เขาสามารถจัดการเองได้ เขาก็จะไม่ไปรบกวนคนอื่นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะติดเป็นนิสัยได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆล่ะก็...เขาไม่เกรงใจแน่ เผลอๆอาจจะอยากให้เซียวเหยียนโดนผีเข้าวันละแปดรอบเลยด้วยซ้ำ
“ไม่คุยเรื่องไร้สาระกับแกแล้ว...ที่ข้ามานี่ ก็เพราะอยากจะขอให้ช่วยอะไรหน่อย แล้วก็มาบอกลาด้วย”
“บอกลา?”
“อืม”
“เจ้าจะไม่เข้าร่วมการทดสอบของนิกายเจียหนานแล้วเหรอ?”
“ไม่ล่ะ...ที่ไปครั้งนี้ ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องของตระกูลเจียเลี่ยอย่างเดียว ข้ามีธุระต้องไปทำน่ะ ไว้ถ้ามีโอกาส ข้าจะไปที่นิกายเจียหนานโดยตรงเลย”
“แล้วถ้าข้าเดาไม่ผิดล่ะก็...เจ้าเองก็ยังไม่คิดจะไปตอนนี้เหมือนกันใช่ไหม?”
“ก็มีแต่เจ้านี่แหละที่เข้าใจข้า...เอาล่ะ งั้นข้าก็ไม่พูดอะไรมากแล้ว เจ้าอยากให้ข้าช่วยอะไรล่ะ?”
“ช่วยข้าสืบหาเบาะแสของเจียเลี่ยเอ้า, เอ้าปาเล่อ, แล้วก็เชี่ยเอ่อซวี่หน่อย มีปัญหาไหม?”
“แค่นี้เองเหรอ? ได้สิไม่มีปัญหา”
“แต่ว่า…เจ้าคิดจะทำอะไร...?”
“หึๆ...หาเรื่องข้าแล้ว ยังคิดว่าจะอยู่ดีมีสุขได้อีกเหรอ? ในเมื่อจัดการพวกมันไม่ได้ ข้าก็จัดการลูกชายพวกมันแทนก็ได้นี่ จริงไหม?”
(จบตอน)