- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 17: ฝึกฝนทักษะยุทธ์ และแนวคิดเรื่องอาวุธอสูร
บทที่ 17: ฝึกฝนทักษะยุทธ์ และแนวคิดเรื่องอาวุธอสูร
บทที่ 17: ฝึกฝนทักษะยุทธ์ และแนวคิดเรื่องอาวุธอสูร
บทที่ 17: ฝึกฝนทักษะยุทธ์ และแนวคิดเรื่องอาวุธอสูร
ณ ลานบ้านทางตอนใต้ของเมือง
บนพื้นที่ว่างในลานบ้าน เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังฝึกซ้อมเพลงมวยอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวสลับไปมา หมัดก็ชกเข้าใส่ในอากาศครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อให้เกิดลมกรรโชกเป็นระลอก
หมัดตรง…หมัดฮุค…หมัดสวิง…ทุกท่วงท่าของเด็กหนุ่มล้วนเปี่ยมไปด้วยพลัง!
บนแขนทั้งสองข้างของเขา ยังปรากฏแสงสีทองจางๆราวกับมีอสรพิษสีทองเลื้อยอยู่ใต้ผิวหนัง!
“ศอกแหลกทองคำ!”
“ปัง!”
ในชั่วขณะหนึ่ง เด็กหนุ่มก็พลันหันศีรษะ เขามองไปยังก้อนอิฐที่ถูกมัดไว้กับกำแพงแห่งหนึ่ง จากนั้นร่างกายก็เร่งความเร็วขึ้นในทันที ก่อนจะซัดศอกออกไปอย่างรุนแรง!
ในพริบตา ก้อนอิฐที่เคยถูกยึดติดอยู่กับกำแพงก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆภายใต้แรงกระแทกของศอกนั้น!
เศษอิฐกระเด็นกระดอนไปทั่ว ขณะที่บนกำแพงก็มีฝุ่นผงฟุ้งกระจายขึ้นมาเล็กน้อย!
“ฟู่!”
เมื่อชักศอกกลับ เด็กหนุ่มก็สลายปราณยุทธ์ที่โคจรอยู่ในร่างกาย พร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
โจวฉางชิงมองไปยังเศษอิฐที่แตกละเอียด พลันในดวงตาของเขาก็ฉายแววแห่งความพึงพอใจ
เห็นได้ชัดว่า เขาค่อนข้างพอใจกับอานุภาพการโจมตีในครั้งนี้ของตนเอง
“ใช้เวลาเดือนกว่าๆในการฝึกฝนศอกแหลกทองคำจนมาถึงขั้นนี้ได้ ดูเหมือนว่าพรสวรรค์ด้านทักษะยุทธ์ของเรา ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าด้านปราณยุทธ์เลยสินะ”
หลังจากปัดฝุ่นอิฐออกจากเสื้อบริเวณข้อศอกแล้ว โจวฉางชิงก็เก็บกวาดเศษอิฐที่กระจายอยู่รอบๆจากนั้นจึงเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะหินในลานบ้าน แล้วรินน้ำชาหนึ่งถ้วยเพื่อดับกระหาย
ณ เวลานี้ ก็ผ่านไปแล้วสองเดือนนับตั้งแต่ที่เขาไปเยือนโรงประมูลหมี่เท่อเอ่อเป็นครั้งที่สอง
เมื่อสองเดือนก่อน หลังจากที่ชื่อเสียงของอาวุธธรรมดาที่คมกล้าโด่งดังขึ้น เขาก็ได้ไปที่โรงประมูลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำอาวุธสี่เล่มที่หล่อเลี้ยงขึ้นมาใหม่ไปขาย
แต่ในครั้งนี้เขาไม่ได้ขายโดยตรง แต่เลือกที่จะนำเข้าประมูล
ถึงแม้ว่าในตอนนั้นราคาขายโดยตรงของอาวุธธรรมดาที่คมกล้าจะสูงถึงประมาณหนึ่งหมื่นสองพันเหรียญทองแล้วก็ตาม
แต่ด้วยการที่อาวุธธรรมดาที่คมกล้าสามเล่มก่อนหน้านี้ได้ถูกปล่อยออกไป กระแสความนิยมของ “ดาบวิเศษตัดเหล็กกล้า” ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหล่าทหารรับจ้างนับไม่ถ้วนต่างก็ปรารถนาที่จะได้มันมาครอบครอง
ตามที่หยาเฟยกล่าวไว้ หากมีการประมูลอีกครั้ง นางก็มั่นใจว่าจะสามารถดันราคาของดาบวิเศษให้สูงเกินหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญทองได้
ถ้าเป็นเช่นนั้น ราคาขั้นต่ำของอาวุธธรรมดาที่คมกล้าทั้งสี่เล่มก็จะอยู่ที่หกหมื่นเหรียญทอง!
มากกว่าการขายโดยตรงถึงหนึ่งหมื่นสองพันเหรียญทองเลยทีเดียว!
โจวฉางชิงไม่ใช่คนรวยล้นฟ้าที่จะเอาเงินไปเผาเล่น ในครั้งแรกเขาก็ขาดทุนไปเกือบหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญทองแล้ว
จะต้องให้มีครั้งที่สองอีกหรือ? เขาก็ไม่ใช่คนโง่เง่าเต่าตุ่นเสียหน่อย
ครั้งแรกนั้นเป็นเพราะเขาต้องการใช้เงินด่วนเพื่อซื้อของ บวกกับตอนนั้นก็คาดไม่ถึงว่าดาบวิเศษตัดเหล็กกล้าจะได้รับความนิยมถึงเพียงนี้
แต่เมื่อไปครั้งที่สอง ของในรายการที่เขาต้องการก็ได้มาครบหมดแล้ว แน่นอนว่าก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไรอีกต่อไป
หลังจากพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง
โจวฉางชิงก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากกองหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่าน
หนังสือเหล่านี้ คือตำราเกี่ยวกับค่ายกลอาคมและการสร้างหม้อโอสถที่เขาได้ไหว้วานให้โรงประมูลช่วยหาซื้อมาให้
นับตั้งแต่ที่ได้หนังสือเหล่านี้มา ทุกๆวันนอกจากจะฝึกฝนปราณยุทธ์และขัดเกลาแล้ว โจวฉางชิงก็มีภารกิจเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการอ่านหนังสือเหล่านี้
อาวุธธรรมดาที่คมกล้านั้นเป็นเพียงผลผลิตที่เกิดจากการบ่มเพาะด้วยปราณยุทธ์ธาตุทองคำและสายฟ้าเท่านั้น จะว่าไปแล้ว ก็ยังไม่นับว่าเป็นการหลอมอาวุธอย่างแท้จริง
นี่จึงเป็นสาเหตุที่โจวฉางชิงเรียกมันว่าอาวุธธรรมดามาโดยตลอด ส่วนคำว่าดาบวิเศษนั้น ก็เป็นเพียงคำที่ใช้เพื่อให้สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น
และเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาศาสตร์แห่งการหลอมอาวุธนั้น เขามีความคิดอยู่ในหัวมานานแล้ว
อันที่จริงแล้ว ค่ายกลนั้นเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่อาศัยวัตถุดิบพิเศษหรือปราณยุทธ์ เพื่อกระตุ้นอักขระอาคมต่างๆให้ทำงาน จนเกิดเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป
ส่วนอักขระอาคมนั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเส้นทางการไหลเวียนของพลังงานรูปแบบพิเศษ
เพียงแต่ว่าเส้นทางการไหลเวียนเหล่านี้ สอดคล้องกับกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินของทวีปปราณยุทธ์ ดังนั้นจึงสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้
ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกับแผงวงจรชิปในเทคโนโลยีสมัยใหม่ในชาติก่อนของเขานั่นเอง
ดังนั้น โจวฉางชิงจึงคิดว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสลักอักขระอาคมที่มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างลงไปในอาวุธ พร้อมกับฝังแก่นอสูรไว้เพื่อเป็นแหล่งพลังงาน และใช้ปราณยุทธ์เป็นสวิตช์เปิดปิด เพื่อให้อาวุธนั้นมีคุณสมบัติต่างๆที่หลากหลาย
ตัวอย่างเช่น ทำให้อาวุธคมขึ้น หรือทำให้อาวุธหนักขึ้น เป็นต้น
อาวุธอสูรเช่นนี้ ย่อมมีประโยชน์และทรงพลังกว่าอาวุธที่เพียงแค่ฝังแก่นอสูรเพื่อเสริมปราณยุทธ์แบบดั้งเดิมของทวีปปราณยุทธ์อย่างแน่นอน
แนวคิดนี้ของโจวฉางชิงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน เพราะในทวีปปราณยุทธ์ก็มีอุปกรณ์ลักษณะนี้อยู่เช่นกัน
และนั่นก็คือ หม้อโอสถ
ช่องปล่อยไฟของหม้อโอสถนั้น สามารถเปลี่ยนปราณยุทธ์ธาตุไฟของนักปรุงยาให้กลายเป็นเปลวไฟที่จับต้องได้ ซึ่งหลักการเบื้องหลังของมัน ก็คือการใช้อักขระอาคมมิใช่หรือ?
ถึงแม้ว่าหนังสือที่โจวฉางชิงซื้อมาเหล่านี้ จะเป็นเพียงตำราพื้นฐานที่สุดเกี่ยวกับค่ายกลและการสร้างหม้อโอสถก็ตาม แต่มันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดของเขาถูกต้อง
และเมื่อได้พิสูจน์แล้วว่าทิศทางของตนเองไม่ได้ผิดพลาด โจวฉางชิงจึงเริ่มศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอักขระอาคมและเทคนิคการสร้างช่องปล่อยไฟของหม้อโอสถอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อนำมาพัฒาวิชาหลอมอาวุธของตนเองให้สมบูรณ์
ถึงแม้ว่าการศึกษาค้นคว้าอย่างหนักตลอดสองเดือนที่ผ่านมาจะยังไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ก้าวกระโดดนัก แต่ก็มีความคืบหน้าไปไม่น้อยเลยทีเดียว
และเขาเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ อาวุธแก่นอสูรที่แท้จริงชิ้นแรกบนทวีปปราณยุทธ์ จะถือกำเนิดขึ้นจากน้ำมือของเขาอย่างแน่นอน
แน่นอนว่า ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา โจวฉางชิงไม่ได้เอาแต่ศึกษาเรื่องวิชาหลอมอาวุธเพียงอย่างเดียว เพราะเขายังได้ฝึกฝนทักษะยุทธ์อีกด้วย!
เเละนั่นก็คือ ศอกแหลกทองคำที่โจวฉางชิงเพิ่งจะใช้ไปเมื่อครู่นี้นั่นเอง
หลังจากที่อาวุธธรรมดาที่คมกล้าชุดที่สองทั้งสี่เล่มได้ถูกประมูลออกไปแล้ว โจวฉางชิงก็ได้ไหว้วานให้หยาเฟยช่วยตามหาทักษะยุทธ์ระดับเหลืองขั้นกลางที่เหมาะสมกับตนเอง รวมถึงโลหะพิเศษและตำราต่างๆเพิ่มเติม
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้รับทักษะยุทธ์ระดับเหลืองขั้นกลางมาสองแขนงจากหยาเฟย นั่นคือ ศอกแหลกทองคำ และ ประกายอัสนีบาต
แขนงหนึ่งเป็นทักษะยุทธ์สายโจมตี ส่วนอีกแขนงหนึ่งเป็นทักษะยุทธ์สายเคลื่อนไหว
ซึ่งก็ถือเป็นการเติมเต็มจุดอ่อนของโจวฉางชิงที่ก่อนหน้านี้ไม่มีทักษะยุทธ์ ทำให้เขาสามารถแสดงพลังฝีมือของตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
อันที่จริงเขาก็อยากจะฝึกฝนให้มากกว่านี้อยู่หรอก น่าเสียดายที่ทักษะยุทธ์ทั้งสองแขนงนี้ก็แทบจะผลาญเงินที่ได้จากการประมูลครั้งที่สองไปจนหมดสิ้นแล้ว
ดังนั้น โจวฉางชิงจึงได้แต่ล้มเลิกความคิดนั้นไป
ทว่าหลังจากฝึกฝนมาได้เดือนกว่าๆทักษะยุทธ์ทั้งสองแขนงก็ถูกเขาฝึกฝนจนชำนาญคล่องแคล่ว
ซึ่งสำหรับโจวฉางชิงในตอนนี้ ก็นับว่าพอใช้งานได้แล้ว
….
“พี่เขย เมื่อไหร่จะลงมือเสียทีล่ะ? พวกเรามาซุ่มดูอยู่ตรงนี้เกือบเดือนแล้วนะ”
ณ ตรอกเล็กๆที่ไร้ผู้คนแห่งหนึ่ง ชายสามคนกำลังจับจ้องไปยังลานบ้านเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มที่ดูอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปบ่นกับชายวัยกลางคนเพียงคนเดียวในสามคนนั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายวัยกลางคนก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มแล้วตวาดเสียงเบาด้วยความไม่พอใจว่า
“เรียกพี่เขยอะไรกัน? อยู่ข้างนอกให้เรียกข้าว่าเถ้าแก่หลิว!”
“เจ้ารีบร้อนอะไรนักหนา? เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เป็นคำสั่งโดยตรงจากท่านผู้นั้นเลยนะ หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาแม้แต่น้อย พวกเราสามคนจะยังมีชีวิตที่ดีอยู่ได้อีกรึ?”
“ลืมไปแล้วรึไงว่าจุดจบของพวกที่ทำงานพลาดเมื่อสองเดือนก่อนเป็นอย่างไรน่ะ?!”
“ข้า…ข้าเข้าใจแล้วพี่เขย แต่ว่าจำเป็นต้องระวังขนาดนี้เลยเหรอ? เจ้าเด็กนั่นก็แค่เด็กกำพร้าคนหนึ่ง จะมีปัญญาอะไรนักหนา? ข้าว่าแค่ข้าคนเดียวก็คงจัดการมันได้อย่างง่ายดายแล้ว”
ชายหนุ่มถูกตวาดจนตัวสั่น และเมื่อเห็นแววตาล้อเลียนของชายหนุ่มอีกคน ก็รู้สึกเสียหน้าขึ้นมา แต่ก็ไม่กล้าที่จะอาละวาด ได้แต่พึมพำเสียงเบา
“เจ้าจะไปรู้อะไร!” ชายวัยกลางคนถลึงตาใส่ชายหนุ่มอย่างแรง
จากนั้นสายตาก็เลื่อนไปจับจ้องที่ลานบ้านเล็กๆก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า
“ถึงแม้ว่าคนผู้นี้จะเป็นเด็กกำพร้า แต่พวกเจ้าต้องจำไว้ว่า เขาคือผู้ขายดาบวิเศษตัดเหล็กกล้า!”
“ดาบวิเศษตัดเหล็กกล้านั่นเป็นสมบัติล้ำค่าที่เทียบเท่ากับโอสถระดับสองเลยนะ เด็กกำพร้าคนหนึ่งจะสามารถนำสมบัติระดับนี้ออกมาได้ถึงสิบสามเล่ม จะเป็นคนธรรมดาไปได้อย่างไรกัน?”
(จบตอน)