- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 14: ประเมินค่า และหยาเฟย
บทที่ 14: ประเมินค่า และหยาเฟย
บทที่ 14: ประเมินค่า และหยาเฟย
บทที่ 14: ประเมินค่า และหยาเฟย
สถานที่จัดงานเบื้องหน้าที่ตกแต่งอย่างหรูหราอลังการแห่งนี้ คือจุดหมายปลายทางในการเดินทางครั้งนี้ของโจวฉางชิง!
โรงประมูลหมี่เท่อเอ่อ!
โจวฉางชิงไม่หยุดรอช้า ทว่าเดินตรงไปยังประตูทางเข้าของสถานที่จัดงานทันที
ซึ่งแตกต่างไปจากนิสัยที่รอบคอบระมัดระวังเช่นเคยของเขา เพราะในครั้งนี้เขาไม่ได้มีการปกปิดตัวตนใดๆเลยแม้แต่น้อย
กระทั่งตอนที่ตั้งแผงขายของในคราวก่อน ก็เป็นเช่นเดียวกัน
นั่นก็เพราะว่าในความคิดของโจวฉางชิง ต่อให้เขาพยายามปกปิดตัวตนมากเพียงใด ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก
เขาไม่เหมือนกับเซียวเหยียน ที่มีย่าวเหล่าคอยหนุนหลัง จึงสามารถแสร้งทำเป็นยอดฝีมือผู้สูงส่งได้ และต่อให้ถูกจับได้ ก็ยังไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
อย่าได้ดูแคลนทวีปปราณยุทธ์แห่งนี้เป็นอันขาด เพราะในฐานะโลกแห่งจินตนาการ ต่อให้ไม่มีกล้องวงจรปิดหรือเครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆเหมือนในยุคปัจจุบัน แต่หากต้องการจะสืบสาวราวเรื่องภูมิหลังของใครสักคนให้ถึงที่สุดล่ะก็ ย่อมมีวิธีอยู่มากมาย
อย่างไรเสีย โจวฉางชิงก็เป็นเพียงตัวละครเล็กๆระดับนักยุทธ์เท่านั้น แม้ว่าเขาจะปลอมตัวได้แนบเนียนเพียงใด แต่หากขุมกำลังใหญ่ในเมืองอูถ่านคิดจะสืบหาตัวเขา ก็คงไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากมายนัก
ไม่ว่าจะเป็นการล็อคเป้าหมายจากกลิ่นอาย การวิเคราะห์จากภาพวาด หรือการจำกัดขอบเขตให้แคบลงด้วยลักษณะเด่นแล้วตรวจสอบทีละคน
เมื่อใช้วิธีเหล่านี้สลับกันไปมา ย่อมต้องสามารถสืบหาตัวตนของเขาได้อย่างหมดจดแน่นอน
ดังนั้น แทนที่จะต้องมาคอยปลอมตัว สู้เปิดเผยตัวตนอย่างสง่าผ่าเผยภายใต้แสงอาทิตย์เสียยังจะดีกว่า
เพราะนี่ก็เป็นการปลอมตัวอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ผู้อื่นประมาทมิใช่หรือ? กระทั่งคนฉลาดก็อาจจะถูกชักนำให้เข้าใจผิดได้ และเผลอๆอาจจะคิดไปว่าเบื้องหลังของเขามีผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่อยู่ก็เป็นได้
ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกับการแสร้งทำเป็นอ่อนแอหรือแสดงท่าทีว่ามีที่พึ่งพิงยามเผชิญหน้ากับศัตรูนั่นเอง
ท่ามกลางสายตาที่พินิจพิเคราะห์ของยามเฝ้าประตู โจวฉางชิงก็เดินเข้าไปในสถานที่จัดงานอย่างสงบนิ่ง
ไอความร้อนระอุของฤดูร้อน พลันถูกขจัดออกไปโดยสิ้นเชิงหลังจากที่ก้าวเข้ามาในสถานที่จัดงาน ราวกับว่าด้านในและด้านนอกเป็นโลกคนละใบ
โจวฉางชิงสัมผัสได้ถึงอากาศที่เย็นสบาย พลางเงยหน้าขึ้นกวาดตามองโถงกว้างที่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา
ในไม่ช้า สายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ห้องหนึ่งทางด้านซ้ายของโถง
บนประตูของห้องนั้น มีอักษรตัวใหญ่สีทองอร่ามสามตัวเขียนไว้ว่า “ห้องประเมินสมบัติ”
เมื่อพบเป้าหมายแล้ว โจวฉางชิงจึงเดินตรงเข้าไป
“เอี๊ยด~”
พอผลักประตูเข้าไป ภายในห้องก็ค่อนข้างโล่งกว้าง มีการตกแต่งที่เรียบง่ายและสง่างาม มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ไม่กี่ตัวตั้งอยู่เท่านั้น
ณ ด้านหน้าไม่ไกลนัก ยังมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะด้วยท่าทีเบื่อหน่าย ดวงตาทั้งสองข้างเหม่อลอยไร้แวว
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู ชายวัยกลางคนผู้นั้นจึงได้สติกลับคืนมา แล้วเงยหน้าขึ้นมอง
พอเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นเด็กหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ในแววตาของชายวัยกลางคนก็ฉายแววประหลาดใจและตกตะลึงขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขาเคยพบเจอผู้คนมาแล้วนับว่าไม่น้อย แต่คนที่มายังโรงประมูลหมี่เท่อเอ่อด้วยอายุเท่ากับเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ กลับมีน้อยคนนัก
และสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่า ก็คือในบรรดาคนที่เขาเคยพบเจอมาทั้งชีวิต กลับไม่มีผู้ใดเลยที่มีรูปโฉมงดงามเทียบเท่าเด็กหนุ่มผู้นี้ได้
“ยินดีต้อนรับสู่โรงประมูลหมี่เท่อเอ่อ ท่านแขกผู้มีเกียรติ ท่านต้องการจะประเมินสมบัติหรือขอรับ?”
ในฐานะนักประเมินสมบัติของตระกูลหมี่เท่อเอ่อ คุณสมบัติของชายวัยกลางคนผู้นี้นับว่าไร้ที่ติ เพราะเขาสามารถเก็บซ่อนสีหน้าที่ไม่จำเป็นได้ในทันที ก่อนจะเอ่ยถามโจวฉางชิงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“อืม รบกวนด้วย!”
โจวฉางชิงพยักหน้าเล็กน้อย ขณะเดียวกันนั้นก็เดินมาถึงหน้าโต๊ะแล้ว จากนั้นจึงปลดห่อผ้าที่แบกอยู่บนหลังลง แล้ววางไว้บนโต๊ะ
เมื่อเห็นดังนั้น ชายวัยกลางคนก็ยิ้มอย่างสุภาพพลางกล่าวว่า “ไม่รบกวนเลยขอรับ นี่เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
“ท่านแขกผู้มีเกียรติ ไม่ทราบว่าท่านต้องการจะประเมินสิ่งใดหรือขอรับ?”
ขณะที่พูด สายตาของชายวัยกลางคนก็จับจ้องไปที่ห่อผ้าบนโต๊ะ
โจวฉางชิงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่แกะห่อผ้าออกโดยตรง เพื่อเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน
ในทันใดนั้น อาวุธสามชิ้นที่มีรูปร่างแตกต่างกันก็ปรากฏขึ้นในสายตาของชายวัยกลางคน
อาวุธทั้งสามชิ้นนั้น ประกอบไปด้วยกระบี่ยาวที่มีรูปทรงสง่างาม ดาบเล่มใหญ่ที่ดูดุดัน และดาบด้ามยาวที่คล้ายกับดาบโม่เตา
“นี่มัน...”
พอชายวัยกลางคนเห็นสิ่งของเหล่านั้นชัดๆเขาก็ถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
เขาเคยประเมินอาวุธที่ฝังแก่นอสูรมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนนำอาวุธธรรมดามาให้ประเมิน
โจวฉางชิงย่อมมองออกถึงความรู้สึกจนปัญญาของชายวัยกลางคน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไม่ทราบว่าท่านเคยได้ยินเรื่อง ‘ดาบวิเศษตัดเหล็กกล้า’ บ้างหรือไม่?”
“ดาบวิเศษตัดเหล็กกล้า? ท่านแขกผู้มีเกียรติ ท่านหมายความว่า อาวุธทั้งสามเล่มนี้ คือดาบวิเศษตัดเหล็กกล้าที่กำลังเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเมืองเมื่อไม่นานมานี้หรือขอรับ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายวัยกลางคนก็พลันรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที พลางจ้องมองโจวฉางชิงด้วยความตกตะลึง
“จะใช่หรือไม่ใช่ ประเมินดูสักหน่อยก็รู้แล้วมิใช่หรือ?” โจวฉางชิงไม่ได้อธิบายอะไรมากความ แต่หันหลังกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้รับรองแขกด้านข้างอย่างใจเย็น
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นท่าทีที่สงบนิ่งของอีกฝ่าย ในใจก็พลันเชื่อขึ้นมาหลายส่วน ดังนั้นจึงไม่กล้าที่จะละเลยแม้แต่น้อย
เขารีบรินชาชั้นดีถ้วยหนึ่งให้โจวฉางชิงในทันที พร้อมกับกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มว่า
“ท่านแขกผู้มีเกียรติ หากว่าอาวุธทั้งสามเล่มนี้เป็นดาบวิเศษตัดเหล็กกล้าจริง มูลค่าของมันย่อมสูงเกินกว่าที่ข้าจะตัดสินใจได้”
“รบกวนท่านแขกรอสักครู่ ให้ข้าไปเชิญผู้จัดการมา แล้วค่อยหารือกันอีกครั้งจะดีหรือไม่ขอรับ?”
“ได้”
โจวฉางชิงยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย พลางวางท่าทีอย่างเต็มที่ จากนั้นจึงค่อยพยักหน้าเบาๆ
เมื่อเห็นดังนั้น ชายวัยกลางคนก็ประสานมือคารวะเพื่อขอตัว ก่อนจะรีบร้อนออกจากห้องประเมินสมบัติไป
ก็ไม่อาจตำหนิเขาได้ที่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้
เพราะช่วงนี้ชื่อของ ‘ดาบวิเศษตัดเหล็กกล้า’ นั้นร้อนแรงเกินไปจริงๆมีผู้คนมากมายที่กำลังตามหามันอยู่
เมื่อไม่กี่วันก่อน ถึงกับมีคนมาที่โรงประมูลหมี่เท่อเอ่อแห่งนี้เพื่อต้องการจะหาซื้อสักเล่ม น่าเสียดายที่ต้องกลับไปอย่างผิดหวัง
ส่วนดาบวิเศษหัวอสูรเพียงเล่มเดียวนั้น บัดนี้ราคาได้ถูกปั่นขึ้นไปสูงถึงเก้าพันเหรียญทองแล้ว
ราคานี้ สามารถเทียบเคียงได้กับโอสถระดับสองบางชนิดเลยทีเดียว!
แต่ถึงแม้ว่าราคาจะสูงถึงเพียงนี้ ทหารรับจ้างผู้ครอบครองดาบวิเศษเล่มนั้นก็ยังคงไม่หวั่นไหว!
ทว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ก็เข้าใจทหารรับจ้างคนนั้นเป็นอย่างดี เพราะอย่างไรเสีย พลังต่อสู้ที่เพิ่มขึ้นจากดาบวิเศษเพียงเล่มเดียว ก็เพียงพอที่จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของเขาในระหว่างการล่าสัตว์ในเทือกเขาสัตว์อสูรได้อย่างมหาศาล
เงินทองมากมายเพียงใด จะนำมาเทียบกับชีวิตได้อย่างไรกัน?
….
ไม่กี่นาทีต่อมา
ประตูห้องประเมินสมบัติก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับร่างของคนสองคนที่เดินเข้ามา
คนหนึ่งคือชายวัยกลางคนที่เพิ่งจากไปก่อนหน้านี้ ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น คือสตรีโฉมงามในชุดกี่เพ้าสีดำรัดรูป
เรือนผมสีแดงไวน์ รูปร่างสูงโปร่งอ้อนแอ้นอรชรภายใต้ชุดกี่เพ้าสีดำลายทองคำ อีกทั้งรูปโฉมที่งดงามอย่างยิ่งยวด และกิริยาท่าทีที่ดูเป็นผู้ใหญ่และเปี่ยมเสน่ห์ ก็เพียงพอที่จะทำให้บุรุษใดก็ตามที่ได้เห็นต้องน้ำลายสอ!
ยิ่งเมื่อเห็นชายวัยกลางคนเดินเยื้องไปด้านหลังครึ่งก้าว โค้งตัวเล็กน้อยด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความเคารพนบนอบ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าฐานะของสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย
ในวินาทีแรกที่ประตูเปิดออก โจวฉางชิงก็ทอดสายตาไปยังที่นั่นทันที
และเมื่อได้เห็นสตรีผู้นั้น ถึงแม้ว่าภายนอกจะไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมา แต่ในใจของเขาก็จำได้ในทันทีว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร
หัวหน้าผู้จัดการและนักประมูลหญิงอันดับหนึ่งของโรงประมูลหมี่เท่อเอ่อแห่งเมืองอูถ่าน…หยาเฟย!
“ขออภัย ท่านแขกผู้มีเกียรติคงรอนานแล้วสินะเจ้าคะ”
พอหยาเฟยก้าวเข้ามาในห้องประเมินสมบัติ นางก็เห็นโจวฉางชิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รับรองแขกทันที
และในวินาทีที่ได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ในดวงตาคู่สวยทรงดอกท้ออันเปี่ยมเสน่ห์ของหยาเฟยก็ฉายแววแห่งความประทับใจออกมาวูบหนึ่ง
โชคดีที่นางไม่ใช่เด็กสาวรุ่นๆดังนั้นแววตาที่ผิดปกติของหยาเฟยจึงหายไปในชั่วพริบตา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนหวาน
เพียงชั่วครู่ที่เอ่ยวาจา ทั้งสองคนก็เดินเข้ามาใกล้แล้ว
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยมาปะทะจมูก รวมถึงกิริยาท่าทีอันยั่วยวนถึงขีดสุดของสตรีตรงหน้า เปลือกตาของโจวฉางชิงก็กระตุกขึ้นมาเล็กน้อย
ต้องยอมรับเลยว่า สตรีที่ในนิยายต้นฉบับมีเสน่ห์ยั่วยวนจนสามารถทำให้จิตใจคนลุ่มหลง ถึงขนาดทำให้คนที่มีความอดทนต่ำบางคนต้องลงมือ ‘เย็บปักถักร้อย’ กลางงานประมูลได้นั้น ช่างยากจะต้านทานจริงๆ
นี่ก็ยังดีที่เป็นโจวฉางชิงซึ่งมีประสบการณ์มาแล้วถึงสองชาติภพ ทำให้พลังวิญญาณของเขาแข็งแกร่งและจิตใจก็มั่นคงขึ้นไม่น้อย ประกอบกับความสามารถในการควบคุมตนเองที่ฝึกฝนมาตลอดสิบห้าปีในโลกใบนี้ เขาจึงไม่แสดงท่าทีเสียอาการออกมาเลยแม้แต่น้อย
มิเช่นนั้นแล้ว หากเปลี่ยนเป็นโจวฉางชิงในชาติก่อนที่ยังเป็นเซียวฉู่หลานล่ะก็ คงไม่มีทางต้านทานได้อย่างแน่นอน!
(จบตอน)