เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: ปกติเจ้ากล้าหาญชาญชัยเช่นนี้เสมอเลยรึ?

บทที่ 12: ปกติเจ้ากล้าหาญชาญชัยเช่นนี้เสมอเลยรึ?

บทที่ 12: ปกติเจ้ากล้าหาญชาญชัยเช่นนี้เสมอเลยรึ?


บทที่ 12: ปกติเจ้ากล้าหาญชาญชัยเช่นนี้เสมอเลยรึ?

แต่ทว่าเพื่อความไม่ประมาท โจวฉางชิงก็ไม่ได้คิดที่จะเผชิญหน้ากับ “ผู้มาเยือน” ในบ้านของตนเองตรงๆ

ดังนั้น โจวฉางชิงจึงโคจรปราณยุทธ์ธาตุทองคำให้พวยพุ่งออกจากจุดตันเถียน จากนั้นจึงเคลื่อนพลังลงสู่เบื้องล่าง ผ่านไปตามเส้นลมปราณของขาทั้งสองข้างจนมาถึงจุดฝังเข็มบริเวณฝ่าเท้า

และแล้วก็เห็นเขาค่อยๆหมุนตัวจากไปอย่างแผ่วเบา โดยไม่ทำให้เกิดเสียงใดๆเลยแม้แต่น้อย

ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ฝึกฝนทักษะยุทธ์ แต่การใช้ปราณยุทธ์ขั้นพื้นฐานนั้น โจวฉางชิงก็ยังพอทำได้อยู่บ้าง

การส่งปราณยุทธ์ไปหล่อเลี้ยงจุดฝังเข็มที่ฝ่าเท้า จะช่วยให้สามารถควบคุมน้ำหนักการลงเท้าได้ดีขึ้น อีกทั้งยังสามารถส่งผ่านปราณยุทธ์ไปสู่รองเท้าผ่านการสัมผัส เพื่อสร้างชั้นพลังงานบางๆขึ้นมาที่พื้นรองเท้า ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานกับพื้น และขจัดเสียงฝีเท้าให้หายไปได้

ส่วนเหตุผลที่เขาไม่ใช้ปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้า นั่นก็เป็นเพราะปราณยุทธ์ธาตุสายฟ้านั้นรุนแรงและเกรี้ยวกราดเกินไป ถึงจะรวดเร็วก็จริง แต่ก็จะทำให้เกิดเสียงดังตามมาได้

ภายในลานบ้าน

ชายหนุ่มหน้าบากคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะหิน พลางจิบน้ำชาด้วยสีหน้าหงุดหงิดรำคาญใจ

“บัดซบเอ๊ย! ทำไมเจ้าเด็กเหลือขอนั่นยังไม่กลับมาอีกวะ? ไม่น่าจะใช่สิ ต่อให้มันเดินช้าแค่ไหน ป่านนี้ก็น่าจะเดินจากตลาดมาถึงนี่ได้แล้วนะ”

ชายหนุ่มหน้าบากสบถออกมาด้วยสีหน้าดุดัน พร้อมกับคิดจะฟาดถ้วยชาลงบนโต๊ะหินอย่างแรง

แต่เมื่อคิดดูอีกที เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังจนเป็นการตีหญ้าให้งูตื่น ชายหนุ่มจึงอดทนเอาไว้

เผื่อว่าเจ้าเด็กนั่นกลับมาพอดี แล้วได้ยินเสียงดังในบ้านจนเกิดระแวงแล้วหนีไปจะทำอย่างไร?

“บังอาจให้ข้าต้องรอนานขนาดนี้ เดี๋ยวมันกลับมาเมื่อไหร่ ข้าจะต้องทรมานมันให้สาสม!”

แววตาของชายหนุ่มยิ่งทวีความอำมหิตมากขึ้น

ทว่าเขายังไม่รู้เลยว่า ณ บนหลังคาห้องนอนทางด้านหลังของลานบ้านนั้น มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องทุกการกระทำของเขาอยู่

“เล่อลี่? ที่แท้ก็เป็นเจ้าโง่นี่เองรึ ข้าก็นึกว่าไปยั่วศัตรูตัวฉกาจที่ไหนเข้าซะอีก”

ขณะที่หมอบอยู่บนหลังคา โจวฉางชิงมองไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะหินเบื้องล่าง แล้วก็จำได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

ในขณะเดียวกันนั้นเอง โจวฉางชิงก็รู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก

เพราะในความคิดของเขา ผู้มาเยือนไม่น่าจะเป็นแค่คุรุยุทธ์…เเต่อย่างน้อยก็น่าจะเป็นนักยุทธ์

แต่กลับคาดไม่ถึงว่า คนที่มาจะเป็นแค่ไอ้กระจอกที่ยังไม่ถึงระดับนักยุทธ์ด้วยซ้ำไป

แน่นอนว่า โจวฉางชิงก็ไม่ได้คิดว่าความรอบคอบก่อนหน้านี้ของตนเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์แต่อย่างใด

แต่เมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องซ่อนตัวอีกต่อไป

ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าเจ้าโง่นี่มาทำไม แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่

ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายก็เคยพยายามหาเรื่องเขานับครั้งไม่ถ้วน แม้จะไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรให้เขาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็น่ารังเกียจเป็นอย่างยิ่ง

ถือโอกาสนี้ จัดการอีกฝ่ายให้สิ้นซากไปเลยก็แล้วกัน

เมื่อคิดได้ดังนั้น โจวฉางชิงจึงค่อยๆถอยลงจากหลังคาอย่างเงียบเชียบ แล้วปีนข้ามกำแพงทางทิศตะวันออกเข้าไปในบ้าน

ทว่าท่าทีการปีนกำแพงของเขากลับดูเก้งก้างอย่างยิ่ง และเมื่อกระโดดลงมา เท้าทั้งสองข้างก็กระแทกลงบนพื้นอย่างจัง

“ตึง!”

“ใครน่ะ!”

เมื่อได้ยินเสียงดังขึ้น เล่อลี่ก็ตกใจจนสะดุ้ง และรีบลุกขึ้นยืนพลางหันไปมองยังทิศทางต้นเสียงในทันที

ก่อนจะเห็นร่างของคนผู้หนึ่งปีนข้ามกำแพงเข้ามา!

เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้เขาตกใจอย่างยิ่ง หัวใจเต้นระรัว “ตึกตัก ตึกตัก” อย่างรุนแรง

อย่างที่คำโบราณว่าไว้ หากไม่ได้ทำเรื่องผิดใจ ก็ไม่ต้องกลัวผีมาเคาะประตู

ด้วยความที่ตนเองกำลังจะลงมือทำเรื่องชั่วร้ายอยู่แล้ว ประกอบกับสภาพจิตใจที่ค่อนข้างอ่อนแอ จึงทำให้เล่อลี่แทบจะตกใจจนสิ้นสติไป!

แต่ทว่าพอเขาเห็นชัดแล้วว่าคนที่ปีนเข้ามาเป็นใคร สีหน้าของเขาก็พลันเปี่ยมไปด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่ง

“ฮ่าๆๆๆ! ตกใจหมด นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นเจ้าเด็กเหลือขอนี่เอง!”

เล่อลี่หัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม พลางจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงเชิงกำแพง

ในชั่วพริบตา เขาก็คิดออกทันทีว่าทำไมโจวฉางชิงถึงได้ปีนกำแพงเข้ามา

คงเป็นเพราะเจ้าเด็กนี่รู้ตัวว่ามีคนอยู่ในบ้าน ก็เลยคิดจะแอบย่องเข้ามาลอบโจมตีกระมัง

เพราะก่อนหน้านี้ เขานั่งหันหลังให้กับกำแพงด้านทิศตะวันออกพอดี ซึ่งตรงนั้นเป็นจุดบอดในสายตาของเขา

น่าเสียดายที่ฝีมือของเจ้าเด็กนี่ช่างอ่อนด้อยเสียเหลือเกิน แค่ปีนกำแพงยังทำได้ไม่เรียบร้อย จนเกิดเสียงดังโครมครามขนาดนี้

สำหรับเรื่องนี้ เล่อลี่ก็คงได้แต่พูดว่า เจ้าเด็กนี่ก็พอมีความระวังตัวอยู่บ้าง…แต่ไม่มากนัก

เมื่อมองไปยังอีกฝ่าย ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามที่เล่อลี่คิดไว้จริงๆเพราะบนใบหน้าของโจวฉางชิงปรากฏแววแห่งความขัดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

แต่ไม่นานนัก ใบหน้าของโจวฉางชิงก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม ก่อนจะเอ่ยถามเล่อลี่ด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“เจ้ามาที่นี่ทำไม?”

“ไอ้บ้าเอ๊ย! เจ้าเด็กเหลือขอ สมองไม่มีรึไงวะ? มองไม่ออกหรือว่าตอนนี้ใครเป็นฝ่ายคุมเกมอยู่? ยังกล้ามาซักไซ้ข้าอีกเรอะ!”

เล่อลี่อดไม่ได้ที่จะสบถด่าออกมาเสียงดัง

ตอนนี้ เขาเริ่มจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว!

ก็เพราะว่าหลังจากที่เจ้าเด็กนี่เห็นเขาแล้ว มันไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกตกใจอย่างที่คาดไว้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับยังคงมีท่าทีเย็นชาเหมือนเช่นเคย!

นอกเหนือจากใบหน้าของเจ้าเด็กนี่แล้ว สิ่งที่เล่อลี่เกลียดชังที่สุดในยามปกติ ก็คือท่าทีที่หยิ่งทะนง เย็นชา และไม่เห็นใครอยู่ในสายตาของมันนี่แหละ!

ทำไมกัน!

ทำไมเจ้าเด็กเหลือขอนี่ถึงได้มีใบหน้าที่สามารถทำให้สตรีนับหมื่นนับพันต้องหลงใหลได้ ในขณะที่ใบหน้าของข้ากลับมีแต่รอยแผลเป็นเต็มไปหมด?!

ทำไมเจ้าเด็กเหลือขอนี่ถึงได้มีฝีมืออ่อนด้อย แต่กลับกล้าแสดงท่าทีดูถูกคนอื่นถึงเพียงนี้?!

วันนี้แหละ ข้าจะทำลายใบหน้าของเจ้าเด็กเหลือขอนี่ซะ จากนั้นก็จะหักแขนขาทั้งสี่ของมัน และสุดท้ายจะโยนมันลงไปในบ่ออุจจาระ ให้มันตายอย่างน่าอดสู!

ในหัวของเล่อลี่จินตนาการถึงภาพการทรมานโจวฉางชิงจนกระทั่งสิ้นลมหายใจ พลันบนใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มอันวิปริตและเหี้ยมโหดขึ้นมา

จากนั้นก็เห็นเขาหยิบดาบเล่มใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะหินขึ้นมา ชักดาบออกจากฝัก แล้วก้าวเข้าไปหาโจวฉางชิงทีละก้าว ทีละก้าว

ขณะที่เดินเข้าไปใกล้ เล่อลี่ก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งไปด้วย

“เจ้าเด็กเหลือขอ ถึงแม้วันนี้เจ้าจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ข้าก็ใจดี จะยอมให้เจ้าตายตาหลับ”

“ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อเงินสี่พันเหรียญทองที่อยู่บนตัวเจ้านั่นแหละ!”

“เจ้าเด็กเหลือขอนี่ช่างโชคดีเสียจริง ไม่รู้ไปเก็บดาบวิเศษเล่มนั้นมาจากไหน ถึงกับขายได้เงินก้อนโตขนาดนั้น”

“น่าเสียดายที่หลักการ ‘อย่าอวดร่ำอวดรวย’ เจ้าเด็กอย่างเจ้าคงไม่เข้าใจ และตอนนี้ก็ต้องมาเป็นของข้าอย่างง่ายดาย”

“วางใจเถอะ เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้าช่วยดูแลเงินก้อนนี้ไว้ให้ข้า ข้าจะไม่ให้เจ้ารีบตายหรอก แต่จะ ‘ปล่อย’ ให้เจ้ามีชีวิตอยู่นานอีกหน่อย!”

พูดไปพลาง เล่อลี่ก็เดินเข้ามาจนอยู่ห่างจากโจวฉางชิงไม่ถึงสามเมตรแล้ว

ในวินาทีนั้น ความอิจฉาริษยาและความเคียดแค้นในใจของเล่อลี่ราวกับมลายหายไปสิ้น

เขาสามารถจินตนาการได้ถึงวันที่แสนวิเศษหลังจากที่จัดการโจวฉางชิงเรียบร้อยแล้ว นั่นคือการนำเงินก้อนโตนั้นไปใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งได้ยินมาว่า หอคณิกาชุนฮวามีหญิงงามอันดับหนึ่งคนใหม่ นางช่างดูสดใสน่าลิ้มลอง ชวนให้กระดูกอ่อนระทวยจนลุ่มหลงมิรู้ลืม

หลังจากวันนี้ เขาจะต้องไปลิ้มลองให้ได้ ว่าจะรสชาติเลิศเลอเหมือนดั่งคำร่ำลือหรือไม่!

“ฟุ่บ!”

“อึก!”

แต่ทว่ายังไม่ทันที่เล่อลี่จะได้ลงมือ เขาก็รู้สึกได้ถึงลมกรรโชกวูบหนึ่งที่พัดปะทะใบหน้า!

ในวินาทีต่อมา ความรู้สึกหายใจไม่ออกก็ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง เขารู้สึกได้เพียงว่าลำคอของตนถูกบีบรัดอย่างแน่นหนา!

ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของเล่อลี่ เสียง “กร๊อบ” ก็ดังขึ้นกะทันหัน แล้วศีรษะของเขาก็บิดหักเป็นมุมฉากเก้าสิบองศา!

“ไอ้โง่สมองทึบเอ๊ย…ไม่รู้หรือไงว่าตัวร้ายมักจะตายเพราะพูดมากน่ะ?”

“แล้วอีกอย่าง คนห่วยๆอย่างเจ้าที่อายุยี่สิบแล้วยังอยู่แค่ปราณยุทธ์ขั้นเก้า มีความกล้ามาจากไหนถึงได้บุกเข้ามาปล้นบ้านคนอื่น? ปกติเจ้ากล้าหาญชาญชัยเช่นนี้เสมอเลยรึ?”

“ขนาดข้าที่เป็นนักยุทธ์แล้วยังไม่กล้าทำแบบนี้เลย!”

“ถุย~!”

โจวฉางชิงมองเล่อลี่ที่ถูกตนเองบิดคอหักจนสิ้นลมหายใจ ก่อนจะสบถด่าแล้วถ่มน้ำลายออกมาคำหนึ่ง

ต้องยอมรับเลยว่าโจวฉางชิงนั้นรอบคอบเกินไปจริงๆเพราะขนาดต้องรับมือกับคนที่มีปราณยุทธ์แค่ขั้นเก้า เขายังต้องแสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อลอบโจมตีเลย

หลังจากนั้น เขาก็โยนร่างนั้นลงบนพื้น แล้วหันหลังเดินไปยังห้องนอน

ตอนนี้อารมณ์ของโจวฉางชิงทั้งดีใจและหงุดหงิดระคนกันไป

ที่รู้สึกดีใจก็เพราะในที่สุดก็ได้ขยี้คางคกที่น่ารังเกียจตัวนี้ให้ตายๆไปเสียที

ส่วนที่หงุดหงิดก็คือ เขายังต้องมาจัดการกับศพนี่อีก

โชคยังดีที่โจวฉางชิงไม่ได้ใช้พลังอะไรมากมายนัก และก็ไม่ได้ใช้อาวุธด้วย มิเช่นนั้นแล้วคงต้องมาเหนื่อยเก็บกวาดลานบ้านเพิ่มอีก

และก็เป็นเพราะไม่มีเลือดให้เห็นแม้แต่หยดเดียว นี่จึงเป็นการฆ่าคนครั้งแรกของเขาที่นอกจากจะรู้สึกขัดๆอยู่บ้าง ก็ไม่ได้มีความรู้สึกไม่สบายใจอื่นใดตามมา

เพราะอย่างไรเสีย เขาก็ไม่ได้เพิ่งจะข้ามมิติมาเมื่อวานนี้ แต่เขาใช้เวลาถึงสิบห้าปีในการปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้มานานแล้ว

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 12: ปกติเจ้ากล้าหาญชาญชัยเช่นนี้เสมอเลยรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว