เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11: ยังคงยากจน และความละโมบที่ซ่อนเร้น?

บทที่ 11: ยังคงยากจน และความละโมบที่ซ่อนเร้น?

บทที่ 11: ยังคงยากจน และความละโมบที่ซ่อนเร้น?


บทที่ 11: ยังคงยากจน และความละโมบที่ซ่อนเร้น?

เมื่อเทียบกับเสียงด่าทอด้วยความขุ่นเคืองของคนส่วนใหญ่ในที่นั้น กลับมีชายหนุ่มหน้าบากคนหนึ่งที่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆออกมา

ทว่าแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อของเขา ก็แปรเปลี่ยนเป็นความอิจฉาริษยาและความเคียดแค้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นยังแฝงไว้ด้วยประกายแห่งความละโมบที่ยากจะสังเกตเห็น!

“ทำไมกัน! ทำไมเจ้าเด็กเหลือขอนั่นถึงได้โชคดีขนาดนี้…มันถึงกับได้ครอบครองดาบวิเศษเช่นนั้น! ทำไมคนที่ได้ดาบเล่มนั้นไปถึงไม่ใช่ข้า! นั่นมันตั้งสี่พันเหรียญทองเชียวนะ!”

ยิ่งคิดก็ยิ่งยากจะทำใจ

ชายหนุ่มหน้าบากเหลือบมองไปยังทิศทางที่คนทั้งสองจากไปก่อนหน้านี้ พลันในดวงตาของเขาก็ฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง!

อีก​ด้าน

ในตอนแรกที่ถูกหวังจื้อฉุดกระชากไปนั้น โจวฉางชิงถึงกับงุนงง และตามสัญชาตญาณก็คิดจะสะบัดมือของอีกฝ่ายออก

แต่ทว่าหลังจากได้ยินคำพูดของหวังจื้อ สมองของเขาก็พลันเข้าใจในแผนการของอีกฝ่ายในทันที

ด้วยเหตุนี้ โจวฉางชิงจึงไม่ได้ขัดขืน แต่ปล่อยให้หวังจื้อลากตนเองจากไปแต่โดยดี

ในไม่ช้า ทั้งสองคนก็มาถึงโรงรับจำนำแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใจกลางตลาดการค้า

โรงรับจำนำในจักรวรรดิเจียหม่าส่วนใหญ่นั้นล้วนสร้างโดยราชวงศ์ จึงถือเป็นโรงรับจำนำของหลวง

นอกเหนือจากโรงรับจำนำของหลวงแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังมีโรงรับจำนำที่เปิดโดยตระกูลใหญ่ทรงอิทธิพลอยู่บ้าง แต่ทว่าขนาดและขอบเขตกิจการก็มิอาจเทียบกับโรงรับจำนำของหลวงได้เลยแม้แต่น้อย

เนื่องด้วยมีราชวงศ์ค้ำประกันความน่าเชื่อถือ โรงรับจำนำของหลวงจึงกลายเป็นศูนย์กลางหลักในการออมทรัพย์ของจักรวรรดิ

ณ ที่แห่งนี้ ทุกคนสามารถฝากเงินออมของตนได้อย่างสบายใจ และสามารถเบิกถอนได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

นอกจากนี้ ยอดฝีมือบางคนยังสามารถทำบัตรทองคำชนิดพิเศษไว้เพื่อเป็นหลักฐานการออมและเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น บัตรทองคำลายคลื่นสีเงินอมฟ้าของหวังจื้อใบนั้น มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับคุรุยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นจึงจะสามารถยื่นขอทำบัตรได้

พอเข้ามาในโรงรับจำนำ หวังจื้อก็โอนเงินจำนวนสี่พันเหรียญทองจากบัตรของตนไปยังบัตรทองคำหนึ่งขีดที่โจวฉางชิงเพิ่งทำขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้น เขาก็รีบร้อนจากไปทันที ท่าทางนั้นราวกับกลัวว่าโจวฉางชิงจะเปลี่ยนใจ

ก็ไม่อาจตำหนิหวังจื้อได้ เพราะในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเทือกเขาสัตว์อสูรและต้องต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ตลอดเวลา อาวุธที่ดีหนึ่งเล่มนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด!

มิเช่นนั้นแล้ว เขาก็คงไม่ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสั่งทำดาบเหล็กกล้าชั้นเลิศที่ฝังแก่นอสูรเอาไว้เป็นพิเศษหรอก

ดาบเล่มก่อนของเขานั้นมีความแข็งแกร่งทนทานอย่างยิ่ง ทนต่อการสึกหรอได้ดี ทั้งยังคมกริบ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแก่นอสูรช่วยเสริมปราณยุทธ์ซึ่งก็เพียงพอที่จะเพิ่มพลังการต่อสู้ของเขาได้ถึงสามหรือสี่ส่วนเลยทีเดียว! (ขอเปลี่ยนปราณยุทธ์เป็นปราณยุทธ์ครับ)

แต่เมื่อนำมาเทียบกับดาบวิเศษหัวอสูรที่โจวฉางชิงขายให้เขา ดาบคู่กายของเขาก็ดูด้อยกว่ามากนัก

ถึงแม้ว่าดาบเล่มใหม่นี้จะไม่มีคุณสมบัติในการเสริมปราณยุทธ์ ทว่าด้วยประสบการณ์ในการคลุกคลีกับอาวุธมานานหลายปี หวังจื้อก็ตัดสินได้ในทันทีว่าดาบวิเศษหัวอสูรเล่มนี้ เพียงพอที่จะทำให้พลังของเขาเพิ่มขึ้นได้ถึงหนึ่งเท่าตัว!

เพราะแค่เพียงความคมของดาบวิเศษ ก็สามารถตัดผ่านม่านปราณยุทธ์ที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับคุรุยุทธ์หกดาวขึ้นไปสร้างขึ้นมาได้แล้ว!

แค่เพียงข้อนี้ข้อเดียว หากหวังจื้อถือดาบเล่มนี้เข้าต่อสู้สุดชีวิต เกรงว่าแม้แต่คุรุยุทธ์ระดับเจ็ดหรือแปดดาวก็ยังต้องหลีกเลี่ยงที่จะปะทะด้วยตรงๆ!

เผลอๆหากไม่ระวังตัว ก็อาจจะต้องจบชีวิตลง ณ ที่ตรงนั้นเลยก็เป็นได้!

การยกระดับพลังต่อสู้ได้ถึงขนาดนี้ แม้จะไม่ได้เป็นการเพิ่มระดับพลังบำเพ็ญเพียรของตนเอง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เหล่าคุรุยุทธ์ต้องคลั่งไคล้ได้แล้ว!

แค่เพียงข้อนี้ข้อเดียว มูลค่าของดาบวิเศษเล่มนี้ก็ไม่ด้อยไปกว่าโอสถระดับสองทั่วๆไปเลยแม้แต่น้อย!

และบัดนี้ อาวุธอันทรงพลังเช่นนี้กลับตกมาอยู่ในมือของหวังจื้อด้วยราคาเพียงสี่พันเหรียญทอง

ได้เปรียบมากมายถึงเพียงนี้ มีหรือที่เขาจะไม่กลัวว่าโจวฉางชิงจะเปลี่ยนใจ?

…..

โจวฉางชิงมองแผ่นหลังของหวังจื้อที่หายลับไปอย่างรวดเร็ว พลางส่ายศีรษะเบาๆจากนั้นจึงเก็บซ่อนบัตรทองคำแล้วเดินออกจากโรงรับจำนำไป

เขาก็ดูออกเช่นกันว่าจากท่าทีของหวังจื้อ มูลค่าของดาบหัวอสูรที่เขาใช้เวลาหล่อเลี้ยงมาครึ่งเดือนนั้นย่อมต้องสูงกว่าสี่พันเหรียญทองอย่างแน่นอน

ทว่าโจวฉางชิงก็ไม่ได้ใส่ใจ

ก็แค่ดาบธรรมดาที่คมกล้าเล่มหนึ่งเท่านั้น หากเขาต้องการ แค่เวลาไม่ถึงครึ่งเดือนเขาก็สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีกเล่ม

เมื่อเทียบกับรายได้ในอดีตที่เดือนหนึ่งได้เพียงสิบเหรียญทอง ตอนนี้แค่ครึ่งเดือนก็สามารถหาเงินได้ถึงสี่พันเหรียญทอง ก็นับว่าดีมากแล้ว

อีกทั้งแม้ดาบหัวอสูรจะนับว่าไม่เลว แต่ในสายตาของโจวฉางชิง มันยังไม่นับว่าเป็นผลงานจากการหลอมอาวุธอย่างแท้จริง

มันเป็นเหมือนกับการนำผลิตภัณฑ์มาแปรรูปอีกทอดหนึ่งเสียมากกว่า

เอาเป็นว่าก็แค่ขาดทุนไปเล็กน้อยเท่านั้น ถือเสียว่าเป็นการลดราคาพิเศษให้กับหวังจื้อ ลูกค้าคนแรกของเขาก็แล้วกัน

ขณะเดินอยู่บนทางเดินหินสีเขียวเพื่อกลับบ้าน ริมฝีปากของโจวฉางชิงก็ประดับด้วยรอยยิ้มจางๆอยู่ตลอดเวลา

เมื่อได้สัมผัสบัตรทองคำในอกเสื้อ เขาก็รู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก

“ตอนนี้พอมีเงินทุนแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มแผนการใช้เงินต่อเงินเสียที เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินแค่สี่พันเหรียญทองนี่ มันซื้อของที่ข้าต้องการไม่ได้หรอก”

ระหว่างที่เดิน โจวฉางชิงก็ขบคิดถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไป

ตอนนี้เขามีเคล็ดวิชาแล้ว แต่ทว่ายังขาดทักษะยุทธ์อยู่

หากปราศจากทักษะยุทธ์แล้ว พลังฝีมือของเขาก็ไม่อาจแสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งนี่นับเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง

ดังนั้น ทักษะยุทธ์จึงเป็นสิ่งที่ต้องซื้อให้ได้ และต้องเป็นระดับเหลืองขั้นกลางขึ้นไปเท่านั้น

เงินสี่พันเหรียญทองอาจจะดูเหมือนเยอะ แต่หากจะใช้ซื้อทักษะยุทธ์ระดับเหลืองขั้นกลางขึ้นไป ก็คงต้องบอกว่ายังห่างไกลนัก

นอกจากนี้ นอกเหนือจากทักษะยุทธ์แล้ว โจวฉางชิงยังจำเป็นต้องรวบรวมตำราเกี่ยวกับค่ายกลอาคมจำนวนมากอีกด้วย

เขาไม่พอใจแค่เพียงการสร้างอาวุธธรรมดาที่คมกล้าอย่างดาบหัวอสูรเท่านั้นหรอกนะ

สำหรับอาวุธที่จะหลอมสร้างในอนาคต เขามีแนวทางคร่าวๆอยู่ในใจแล้ว

ซึ่งหนึ่งในนั้น ความรู้เกี่ยวกับค่ายกลอาคมก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย

แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะการหลอมอาวุธของเขาคงไม่สามารถใช้แค่เหล็กธรรมดาไปได้ตลอด เนื่องจากเหล็กธรรมดานั้นมีขีดจำกัดที่ต่ำเกินไป

นั่นจึงหมายความว่าในอนาคต เขาจำเป็นต้องใช้โลหะพิเศษ และยังต้องเป็นโลหะพิเศษในปริมาณมหาศาลอีกด้วย

แม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับสมุนไพรล้ำค่า แต่ราคาของโลหะพิเศษก็ใช่ว่าจะถูก

ยิ่งไปกว่านั้น โลหะหายากบางชนิดก็มีค่าเทียบเท่าหรืออาจจะสูงกว่าสมุนไพรระดับสูงเสียอีก!

พอมาคิดดูแบบนี้แล้ว เงินสี่พันเหรียญทองยังจะนับว่าเยอะอยู่อีกหรือ?

ช่างมีแต่เรื่องให้ต้องใช้เงินเต็มไปหมด

“พอถึงคราวต้องใช้เงินขึ้นมา ถึงได้รู้ว่ามีน้อยแค่ไหนหนอ~”

“หืม?”

หลังจากที่ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง โจวฉางชิงก็เดินมาถึงหน้าประตูบ้านของตนเองแล้ว ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เปิดประตู มือที่ยกขึ้นก็พลันชะงักค้างกลางอากาศ

ในฐานะผู้ข้ามมิติ พลังวิญญาณของโจวฉางชิงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่มาก แม้แต่เซียวเหยียนที่เป็นผู้ข้ามมิติเช่นเดียวกัน เกรงว่าก็ยังอาจจะด้อยกว่าเขาอยู่ขั้นหนึ่ง

ดังนั้น ในด้านพลังการรับรู้ทางจิตวิญญาณ เขาจึงไม่ได้ด้อยไปกว่าคุรุยุทธ์เลยแม้แต่น้อย

ก่อนหน้านี้จิตใจของเขาว้าวุ่น จึงไม่ได้ทันสังเกต

แต่เมื่อเขาดึงสติกลับมาและกำลังจะเปิดประตู เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ภายในบ้านของตนเองนั้นมีคนอื่นอยู่!

เรื่องนี้ทำเอาโจวฉางชิงต้องหรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว

ในบ้านของเขาจะมีคนอื่นอยู่ได้อย่างไร?

แม่กุญแจไม่ได้ถูกทำลาย นั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายไม่ได้เข้ามาทางประตู

ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเซียวเหยียน

ด้วยนิสัยที่สุขุมเยือกเย็นของเซียวเหยียนในตอนนี้ ต่อให้มาที่บ้านแล้วไม่พบเขา ก็ไม่มีทางปีนกำแพงเข้ามาอย่างเด็ดขาด แต่จะจากไปแล้วค่อยกลับมาใหม่ในคราวหน้า

ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็เหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น!

ผู้มาเยือน…ไม่ได้มาดี!

“หรือว่าจะเป็นเพราะเรื่องในวันนี้ ที่ดึงดูดความโลภของคนอื่นเข้ามา?”

เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนเองก่อขึ้นในตลาดการค้าของตระกูลเซียวในวันนี้ รวมถึงเงินสี่พันเหรียญทองในอกเสื้อ ก็ยากที่โจวฉางชิงจะไม่สงสัยเช่นนั้น

ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายถูกเขาตรวจพบได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ อีกทั้งจากการรับรู้ พลังปราณที่แผ่ออกมาจากอีกฝ่ายก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก

นั่นก็หมายความว่าระดับพลังฝีมือของอีกฝ่ายคงไม่เหนือไปกว่าเขามากนัก หรือบางทีอาจจะด้อยกว่าเขาเสียด้วยซ้ำไป

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 11: ยังคงยากจน และความละโมบที่ซ่อนเร้น?

คัดลอกลิงก์แล้ว