- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 8 : ตั้งแผงขายดาบ
บทที่ 8 : ตั้งแผงขายดาบ
บทที่ 8 : ตั้งแผงขายดาบ
บทที่ 8 : ตั้งแผงขายดาบ
เมื่อกลับมานั่งลงที่โต๊ะหิน โจวฉางชิงก็เริ่มครุ่นคิดว่าจะจัดการกับดาบหัวอสูรเล่มนี้อย่างไรดี
เขาไม่ได้คิดที่จะเก็บไว้ใช้เองแต่อย่างใด เพราะถึงแม้ว่าดาบหัวอสูรจะดูทรงพลังและน่าเกรงขาม แต่มันก็เห็นได้ชัดว่าไม่เข้ากับบุคลิกของเขาเลย
โจวฉางชิงถึงกับนึกภาพออกเลยว่า ตัวเขาในชุดขาวพลิ้วไหวราวกับเทพเซียนบนโลกมนุษย์ แต่พอถึงเวลาต่อสู้กับคนอื่น กลับควักดาบหัวอสูรเล่มเบ้อเริ่มออกมา…นี่มันคอนทราสต์กันสุดๆ!
แค่คิดถึงภาพนั้นก็ทำให้รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาแล้ว
แต่ถ้าไม่เก็บไว้ใช้เอง ก็คงมีแต่ต้องนำออกไปขาย เพราะถึงอย่างไร การเก็บมันไว้เฉยๆก็เป็นการสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง
เขาสามารถใช้โอกาสนี้ในการประเมินมูลค่าของศาสตราตัดเหล็กสามัญ และเป็นการบุกเบิกตลาดไปในตัวด้วย
ทว่า หากต้องการจะขายอาวุธ ก็ย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคที่เลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือ…เชียหลัว พ่อค้าอาวุธรายใหญ่แห่งเมืองอูถ่าน
ในฐานะที่เกิดมาในตระกูลช่างตีเหล็ก โจวฉางชิงจึงได้ยินชื่อของเชียหลัวมาตั้งแต่เด็กแล้ว
เพราะถึงอย่างไร พ่อค้าอาวุธรายใหญ่นี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งรายได้ของครอบครัวเขาโดยตรง
เช่นเดียวกัน โจวฉางชิงก็รู้ดีว่า หากก้าวเข้าสู่ตลาดอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเชียหลัวแล้ว ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
แววตาของเขาฉายแววลังเลอยู่เล็กน้อย แต่หลังจากนั้นครู่หนึ่ง มันก็กลับมาแน่วแน่อีกครั้ง
“เอาวะ! ตราบใดที่ข้ายังอยู่ในเมืองอูถ่าน ตราบใดที่ข้ายังอยากจะหาเงินจากการหลอมสร้างศาสตรา สุดท้ายแล้วก็ต้องเผชิญหน้ากับเชียหลัวอยู่ดี”
“อย่างมากที่สุดก็แค่หนีไปเท่านั้นแหละ”
การฝึกฝนของเขาต้องการทรัพยากร การหลอมสร้างศาสตราก็ต้องการวัตถุดิบ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล
ในเมื่อตอนนี้มีหนทางในการหลอมสร้างศาสตราอยู่ตรงหน้าแล้ว มีหรือที่โจวฉางชิงจะยอมแพ้ง่ายๆ
เป็นไปไม่ได้หรอกที่เขาจะอาศัยเงินเพียงสิบเหรียญทองต่อเดือนในการดำรงชีวิตไปวันๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้เขาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความมั่นใจเลย
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ โจวฉางชิงก็เพ่งมองเข้าไปในตันเถียนของตน ซึ่งมีกลุ่มพลังยุทธ์ที่ใหญ่กว่าเมื่อสองเดือนก่อนอยู่ไม่น้อย
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี้ เขาไม่ได้เอาแต่หลอมสร้างศาสตราอย่างเดียว แต่การฝึกฝนพลังยุทธ์ก็ไม่เคยละเลยเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะเป็นเพราะปัญหาเรื่องวิชา ทำให้ประสิทธิภาพในการฝึกฝนของเขาลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ความก้าวหน้าก็ยังคงเป็นที่น่าพอใจ
อาจจะเป็นเพราะรากฐานอันแข็งแกร่งที่สั่งสมมานานถึงหกปีได้ระเบิดออกมาในคราวเดียว…ตลอดสองเดือนมานี้ ระดับพลังของโจวฉางชิงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จากนักยุทธ์หนึ่งดาว พุ่งทะยานขึ้นสู่นักยุทธ์ห้าดาวโดยตรง
ด้วยระดับพลังนักยุทธ์ห้าดาว ประกอบกับความได้เปรียบจากคุณสมบัติคู่ธาตุ กล่าวได้ว่าในหมู่นักยุทธ์ทั่วไปแล้ว โจวฉางชิงไม่มีคู่ต่อสู้!
หากได้ถือศาสตราตัดเหล็กสามัญที่ตัวเองหลอมสร้างขึ้นมาด้วยแล้ว ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ได้ครอบครองทักษะยุทธ์ระดับลึกลับ ต่อให้เป็นคุรุยุทธ์ธรรมดา ก็ไม่ใช่ว่าจะลองปะทะดูไม่ได้!
ส่วนเชียหลัวนั้น นอกเหนือจากตัวเขาเองที่เป็นมหาคุรุยุทธ์แล้ว ลูกน้องที่เป็นคุรุยุทธ์ก็มีอยู่ไม่มากนัก น่าจะไม่ถึงสิบกว่าคนด้วยซ้ำ
ที่เหลือ ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงลูกกระจ๊อกระดับนักยุทธ์เท่านั้น
ตราบใดที่เชียหลัวไม่ได้ลงมือกับเขาด้วยตัวเอง หรือยกพวกมารุม ต่อให้ลูกน้องของเขาจะมากันกี่คน ก็ไม่ใช่คู่มือของโจวฉางชิง
แล้วถ้าเชียหลัวลงมือเองล่ะ?
โจวฉางชิงก็ไม่ใช่ว่าจะหนีไม่เป็นเสียหน่อย
จักรวรรดิเจียหม่าก็ไม่ได้มีแค่เมืองอูถ่านเมืองเดียวเสียเมื่อไหร่
….
ในเมื่อตัดสินใจได้แล้ว โจวฉางชิงก็เริ่มลงมือทันที
เขาสอดดาบหัวอสูรเข้าไปในฝักดาบที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ จากนั้นก็ใช้ผ้าเนื้อดีห่อหุ้มไว้อย่างสวยงามเพื่อรักษาภาพลักษณ์
หลังจากนั้น โจวฉางชิงก็ได้นำของติดตัว แล้วเดินออกจากบ้านไป
เมื่อออกมาจากสวนน้อย โจวฉางชิงก็เดินฝ่าฝูงชนไปตามถนน มุ่งหน้าไปยังตลาดของตระกูลเซียว
หนึ่งเค่อต่อมา…หลังจากที่เลี้ยวไปตามถนนสองสามสาย ในที่สุดโจวฉางชิงก็ได้มาถึงจุดหมาย
ในตอนนี้ ซุ้มประตูหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของโจวฉางชิง
บนป้ายเหนือซุ้มประตูนั้น มีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนไว้อย่างสวยงามวิจิตรดุจมังกรเหินหงส์ร่ายรำว่า...ตลาดตระกูลเซียว!
ที่ด้านข้างของซุ้มประตูนั้น ยังมีทหารยามของตระกูลเซียวอีกสองคนยืนเฝ้าอยู่
นอกจากนี้ ที่ประตูใหญ่ใต้ซุ้มประตูก็มีผู้คนเดินเข้าเดินออกอย่างต่อเนื่อง และคนเหล่านี้มองปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป
หลังจากที่มองดูอยู่สองสามครั้ง โจวฉางชิงก็ได้ก้าวเท้าเดินตรงไปยังซุ้มประตู
ไม่มีใครขัดขวางเขาเลยแม้แต่น้อย เขาเดินเข้าไปในตลาดได้อย่างง่ายดาย
ภายในตลาดนั้น เมื่อมองไปก็จะเห็นฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่ และแผงลอยนับไม่ถ้วนที่ตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โจวฉางชิงมาที่ตลาดแห่งนี้ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยมาเดินดูเล่นอยู่สองสามครั้งด้วยความอยากรู้…ก็เพื่อที่ว่า จะได้มาดูเผื่อจะโชคดีเก็บตกวิชาฝึกยุทธ์ที่เหมาะสมกับตัวเองได้สักเล่ม
เพราะถึงอย่างไร ในนิยายชาติก่อน ตัวเอกหลายคนก็มักจะมีโอกาสพิเศษเช่นนี้อยู่เสมอ
น่าเสียดายที่ไม่เคยได้อะไรกลับไปเลย
แต่เมื่อลองคิดดูแล้ว เรื่องดีๆแบบนี้จะมาถึงตาเขาได้อย่างไรกัน?
ถึงแม้ว่าจะมีจริงๆมันก็คงจะเป็นสิทธิพิเศษสำหรับบุตรแห่งสวรรค์อย่างเซียวเหยียนเท่านั้น
โจวฉางชิงเดินฝ่าฝูงชนอันหนาแน่นมายังที่ทำการของตระกูลเซียวที่ตั้งอยู่ในตลาด พลางจำใจจ่ายค่าธรรมเนียมแผงลอยไปสิบเหรียญทองอย่างเจ็บปวด ก่อนจะได้แผงลอยที่หนึ่งซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายขอบของตลาดมา
“ให้ตายสิ ที่อย่างตลาดนี่มันไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะมาได้จริงๆ”
ระหว่างทางที่เดินไปยังแผงลอยของตนเอง โจวฉางชิงก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา
ในบรรดาสถานที่ต่างๆในเมืองอูถ่าน หากจะถามว่าที่ไหนเจริญรุ่งเรืองที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นตลาดแห่งนี้
เพราะถึงอย่างไร ที่นี่แทบจะไม่มีชาวบ้านธรรมดาอยู่เลย ผู้ที่สามารถมาจับจ่ายใช้สอยที่นี่ได้ มีเพียงแต่ผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น
และพลังในการจับจ่ายใช้สอยของผู้ฝึกยุทธ์นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใดก็คงไม่ต้องพูดถึง
แค่เพียงค่าธรรมเนียมที่สามตระกูลใหญ่เก็บเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของตลาด ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาร่ำรวยมหาศาลแล้ว
ในเวลาไม่นาน โจวฉางชิงก็ได้มาถึงแผงลอยของตนเอง
จะบอกว่าเป็นแผงลอย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็เป็นเพียงพื้นที่ว่างๆขนาดประมาณสามเมตรที่ไม่มีอะไรเลย
โชคดีที่เขาคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว ดังนั้นตอนอยู่ที่บ้านเขาก็ได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี
เขาหยิบผ้าหยาบผืนหนึ่งที่มีความยาวสองเมตรออกมาปูลงบนพื้น จากนั้นก็หยิบพู่กันออกมาเขียนตัวอักษรสองสามตัว ก่อนจะนั่งลงหลังแผงลอย
ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้นำดาบหัวอสูรที่ห่อผ้าไว้อย่างดีมาวางลงข้างๆตัวอักษรบนผ้าผืนนั้น
และสุดท้าย ก็คือการนั่งรอให้ลูกค้าเข้ามาหาอย่างเงียบๆ
….
ในตลาดแห่งนี้ไม่เคยขาดแคลนผู้คนที่อยากรู้อยากเห็น
ท่ามกลางฝูงชน ชายฉกรรจ์ร่างกำยำวัยประมาณสามสิบคนหนึ่ง ได้เหลือบไปเห็นแผงลอยที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่โดยบังเอิญ
ด้วยความอยากรู้ ชายฉกรรจ์คนนั้นจึงได้ก้าวเท้าเดินตรงมาทางนี้
“เฮ้ พ่อค้า นี่เจ้าขายอะไรอยู่รึ? ทำไมถึงไม่ให้ดูเลยล่ะ?”
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ และเห็นว่าบนแผงลอยนั้นนอกเหนือจากห่อผ้ายาวๆแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกเลย ชายฉกรรจ์ที่ชื่อหวังจื้อก็ถูกกระตุ้นความสนใจขึ้นมา พลางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
แผงลอยอื่นๆนั้น ของที่วางขายก็มีทั้งสมุนไพร แก่นอสูร หรือไม่ก็ยารักษาแผล ซึ่งล้วนเป็นของที่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนและการต่อสู้
ในขณะที่แผงลอยนี้กลับมีของวางอยู่เพียงชิ้นเดียว แถมยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรอีก มันช่างดูไม่เข้ากับบรรยากาศของตลาดเอาเสียเลย
เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาสอบถาม โจวฉางชิงกลับไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นออกมาเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแต่ใช้คางชี้ไปที่ตัวอักษรบนผ้าอย่างเย็นชา
ไม่ใช่ว่าโจวฉางชิงเข้าสังคมไม่เป็น เพียงแต่ว่าหากต้องการจะขายของให้ได้ราคาดี ก็จำเป็นต้องมีมาดและวางตัวให้เหมาะสม
มันก็เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงนั่นแหละ ถ้าหากว่าเจ้ารีบร้อนเข้าไปเอาอกเอาใจ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบไปเสียทุกเรื่อง สิ่งที่ได้กลับมาอาจจะไม่ใช่ความซาบซึ้งใจของอีกฝ่าย แต่กลับจะทำให้ตัวเองดูไม่มีค่าไปเสียเปล่าๆ
ตรงกันข้าม ถ้าหากว่าเจ้าแสดงท่าทีเย็นชาเสียหน่อย อีกฝ่ายกลับจะมองเจ้าด้วยความนับถือมากขึ้น ถึงขนาดที่ว่าอาจจะเกิดความอยากรู้อยากเห็นหรือความรู้สึกต่อต้านขึ้นมาก็ได้
เพราะถึงอย่างไร ของที่ไม่ได้มาง่ายๆมักจะยั่วใจเสมอ ส่วนของที่ได้มาง่ายเกินไปกลับไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่า
เมื่อเห็นท่าทางของโจวฉางชิง หวังจื้อก็มองไปยังที่ที่เขาชี้ ก่อนจะเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่หลายแถวเขียนอยู่ข้างๆห่อผ้ายาวๆนั้น
เมื่อเห็นดังนั้น หวังจื้อจึงได้อ่านข้อความบนนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ศาสตราวุธตัดเหล็ก หาได้ยากในหล้า มีเพียงหนึ่งเดียวในใต้ฟ้า ขายให้ผู้มีวาสนา!”
(จบตอน)